หุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะ - 1001=
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (อาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2555) ท่านผู้อ่านที่ได้ผ่านไปแถวเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ก็อาจจะได้มีโอกาสเข้าชมงานแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะชิงแชมป์ประเทศไทยประจำปี 2554 หรือ Thailand Robot@Home Championship 2011 ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะมอลล์คอนเวนชัน เซ็นเตอร์งามวงศ์วาน โดยมีสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย, บริษัทปูนซีเมนต์ไทย และ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภาพร่วมกันจัดขึ้น
การแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะนี้เป็นการแข่งขันระดับอุดมศึกษา โดยให้ผู้เข้าแข่งขันทำการสร้างหุ่นยนต์อัตโนมัติสำหรับใช้งานในที่พักอาศัย หุ่นยนต์จะต้องสามารถติดต่อสื่อสารกับมนุษย์และสามารถทำงานบริการต่าง ๆ ร่วมกับมนุษย์ภายในบ้านได้ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์จะต้องสามารถเคลื่อนที่ไปมาภายในบ้านโดยสามารถหลบหลีกบุคคลต่าง ๆ ภายในบ้านได้ สามารถหยิบจับและส่งสิ่งของต่าง ๆ กับคน สามารถพูดคุยกับผู้ใช้งานได้ เป็นต้น (ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถหาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการแข่งขันเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://thailandrobota
thome.org/) โดยผลการแข่งขันที่มีถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกับเงินรางวัลทุนการศึกษาเป็นรางวัลนั้น
ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศก็คือทีม Korkai(ขอไข่) จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้เขียน และ ผศ.ดร.อรรถวิทย์ สุดแสง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
ผมคงไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของการแข่งขันดังกล่าวมากนัก กล่าวโดยย่อก็คือการแข่งขันดังกล่าวนั้น เป็นการแข่งขันการแสดงความสามารถของหุ่นยนต์ใช้งานในบ้าน ท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์ของเรามาตั้งแต่แรกเริ่ม คงจะจำกันได้ว่า ประมาณหนึ่งปีที่แล้วเราได้เคยกล่าวถึงการแข่งขันระดับนานาชาติในชื่อ WorldRoboCup@Home กันมาแล้ว การแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะนั้น มีความคล้ายคลึงกับการแข่งขัน World RoboCup@Home เป็นอย่างมาก
แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอพูดในวันนี้ก็คือ สิ่งที่ได้จากการแข่งขันดังกล่าว
ผมกล้าพูดว่าความสามารถของนักศึกษาของประเทศไทยนั้นไม่น้อยหน้าไปกว่าชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะทางด้านหุ่นยนต์ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ทีมจากประเทศไทยนั้น ได้เป็นแชมป์ในการแข่งขัน World RoboCup@Home ในรายการย่อยต่าง ๆ อยู่เสมอ
แน่นอนครับ เด็กไทยเราแข็งแกร่งในการแข่งขัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอหลังการแข่งขันเหล่านี้ก็คือคำถามที่ว่า “แล้วนักศึกษาที่สร้างผลงานเหล่านั้นหายไปไหนเสีย ทำไมถึงไม่มีผลงานออกมาให้ใช้งานได้จริง”
คำถามนี้จี้จุดที่เป็นปัญหาของประเทศเราได้ดีทีเดียว
สิ่งแรกก็คือ มันทำให้เราทราบว่านักศึกษาของเรานั้นมีฝีมือที่ไม่แพ้ใครในโลก หรือเรียกอีกแง่หนึ่งว่าประเทศเรานั้นมี “ต้นทุนคน” ที่มีคุณภาพ สิ่งที่สองที่คำถามนี้แสดงให้เห็นก็คือ เราไม่ได้ใช้งาน “ต้นทุนคน” เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ ถึงแม้เด็กของเราจะมีฝีไม้ลายมือที่ฉกาจฉกรรจ์ แต่เขาเหล่านั้นขาดโอกาสที่จะแสดงฝีมือหรือใช้ความสามารถของเขานั้นให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติ
ทำไมถึงขาดโอกาส ท่านผู้อ่านคงมีคำถามนี้อยู่ภายในใจ ผมอยากให้ลองนึกดูนะครับ การแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะนั้น แสดงให้เห็นว่านักศึกษาของเราสามารถสร้าง “ต้นแบบ” และมี “ความสามารถ” ในการผลิตหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถนำมาใช้งานในบ้านได้ ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่การพัฒนา “ต้นแบบ” ดังกล่าวเพื่อให้ใช้งานได้จริงและการสร้างธุรกิจหุ่นยนต์ที่มี “กำไร” นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะยังเป็นของใหม่ที่ต้องการการลงทุนสูงและใช้เวลา โดยที่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะมีผลลัพธ์ออกมาเป็น “กำไร” เท่าไร ซึ่งถ้ามองแบบในมุมมองของนักธุรกิจที่มองโลกในแง่ดีที่สุดก็คงเป็นธุรกิจประเภทเสี่ยงสูงกำไรสูง
แต่ถ้ามองแบบทั่ว ๆ ไปอาจจะมองว่าเสี่ยงสูงกำไรไม่แน่นอนด้วยซ้ำไป ซึ่งแน่นอนว่านักธุรกิจส่วนใหญ่คงไม่ลงทุนกับเรื่องดังกล่าว ทำให้นักศึกษาของเรา ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถ, ความฝันและแรงบันดาลใจที่จะสร้างหุ่นยนต์กลับหาโอกาสในการแสดงพลังได้ยาก ณ ปัจจุบันมีบริษัทไม่กี่บริษัทในไทยที่กล้าลงทุนพัฒนาในเรื่องหุ่นยนต์ใช้งานในบ้าน ตัวอย่างเช่นบริษัทปูนซีเมนต์ไทยซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักรายเดียวของการแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะก็เป็นบริษัทหนึ่งที่ทุ่มเทสนับสนุนการพัฒนาทางด้านหุ่นยนต์มาตลอด
ตรงจุดนี้เป็นที่ที่ผมอยากจะฝากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศเราทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้มองเห็นถึงโอกาสและอนาคตของวงการหุ่นยนต์ของประเทศไทย เรามีทรัพยากรบุคคลที่ดี แต่ยังขาดการสนับสนุนในระยะยาว การลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนานั้น ถ้าเราทิ้งให้เป็นหน้าที่ของฝั่งเอกชนซึ่งมีผลกำไรเป็นที่ตั้ง เราอาจจะไม่ได้เห็นการใช้งานทรัพยากรบุคคลของเราอย่างคุ้มค่า
ท่านผู้อ่านลองนึกตามว่าถ้าท่านมีเงินสักร้อยล้านบาท ท่านจะลงทุนพัฒนาหุ่นยนต์หรือเอาไปเล่นหุ้นดี?
ถ้าเรามองถึงผลกำไรในระยะสั้นเป็นหลัก ใคร ๆ ก็คงกำเงินไปเข้าตลาดหุ้นทั้งนั้น อย่างไรก็ตามการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศ ในระยะยาว การที่เราจะพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่างขึ้นมาได้นั้น แรงสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งที่สำคัญ ภาครัฐนั้นควรที่จะช่วยลงทุนในระยะยาวเพื่อสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี และภาคเอกชนรับหน้าที่ในการทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ เพื่อเป็นการสร้างความต้องการแรงงานในเทคโนโลยีดังกล่าว โดยแรงสนับสนุนดังกล่าวจะเป็นที่ที่ทำให้เด็กของเราได้ใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ.
นัทที นิภานันท์
nattee.n@ chula.ac.th
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยhttp//www.facebook.com/1001FanPage
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน