อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 11 ธันวาคม 2561

เปิดปมวิกฤติน้ำมันปาล์มรอบ2ชาวบ้านรับกรรมปัญหาซ้ำซาก!!

จันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2555 เวลา 00.00 น.

ปัญหาปาล์มน้ำมันขาดตลาดและราคาแพงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้สร้างความวิตกกังวลให้คนไทยไม่น้อยว่า หลังจากนี้สถานการณ์น้ำมันปาล์มจะลุกลามรุนแรงเหมือนเมื่อปี 53 อีกหรือไม่ หลังจากทางกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปาล์มได้ออกมาขู่ว่า หากรัฐบาลยังดื้อแพ่งไม่ยอมปรับขึ้นเพดานขายปลีกน้ำมันปาล์มที่ขวดละ 42 บาท อาจเกิดวิกฤติประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นได้

คาดการณ์ผลผลิตผิด-จุดวิกฤติปาล์ม

ต้นเหตุของการเกิดปัญหาน้ำมันปาล์มในรอบนี้มีปัจจัย 2 ส่วน คือ ผลผลิตปาล์มดิบที่ออกมาสู่ตลาดน้อยลง ควบคู่กับราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเดิมทีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้คาดการณ์ว่าปี 55 ผลผลิตปาล์มดิบทั่วประเทศจะออกสู่ตลาดทั้งสิ้น 11.619 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.82% จากปีที่แล้ว และสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ 1.975 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.81% ขณะที่ปริมาณการใช้ยังเฉลี่ยใกล้เคียงเดิมเดือนละ 120,000-130,000 ตัน แบ่งเป็นบริโภคในครัวเรือน 80,000 ตัน และใช้ผลิตพลังงานทดแทน 50,000 ตัน

แต่ข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับรายงานกลับพบว่า...ผลผลิตปาล์มดิบที่ออกมาในปีนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังลดลงจากที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดไว้ถึง 20-30% ส่งผลให้ปริมาณผลปาล์มและปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ ต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ สวนทางปริมาณการใช้ที่ยังทรงตัวระดับสูง ส่งผลให้ปริมาณสต๊อกสำรองน้ำมันปาล์มทยอยปรับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าการคาดการณ์ที่ขาดความแม่นยำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้นตอการเกิดปัญหาน้ำมันปาล์มรอบนี้

ดันราคาในประเทศทะลุเพดานควบคุม

เพราะเมื่อผลผลิตในประเทศลดน้อยลง ประกอบกับรัฐบาลไม่ได้เปิดให้ส่งออก-นำเข้า ได้อย่างเสรี จึงทำให้ราคาผลผลิตปาล์มในประเทศดีดตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นต้นมา และมีราคาเฉลี่ย 6 เดือนแรกที่ กก.ละ 5.89 บาท สูงกว่าต้นทุนการผลิตที่เฉลี่ย กก.ละ 2.90 บาท มีผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มตามมาด้วย จากเดือน ม.ค. 55 กก. ละ 31.68 บาท เพิ่มเป็น กก.ละ 35.50-36 บาท ในเดือน ก.ค.55

ต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบที่เพิ่มเป็น กก.ละ  36 บาท เมื่อนำมาผ่านกระบวนการกลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ และผลิตเป็นน้ำมันปาล์มขวด จะมีราคาขายที่ลิตรละ 47 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาเพดานควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ปัจจุบันที่ลิตรละ 42 บาท ดังนั้นเมื่อต้นทุนการผลิตสูงเกินราคาขาย ประเด็นเรื่องราคาจึงกลายเป็นปมปัญหาลูกโซ่ ให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปาล์ม เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขทั้งวิธีบนดินและใต้ดิน

สต๊อกร่อยหรอ-ปาล์มขวดหายจากตลาด

ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลขยับราคาเพดานจากขวดละ 42 บาท เป็นขวดละ 47-50 บาท ขณะเดียวกันมีการลดกำลังผลิตน้ำมันปาล์มขวด และหันไปผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบรรจุถุงหรือบรรจุปี๊บ ที่สามารถขายเกินราคาลิตรละ 42 บาทได้แทน เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้กำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันปาล์มขวดผลิตน้อยลง และเริ่มทยอยหายไปจากชั้นวางตามห้างสรรพสินค้าจนเหลือเพียง 1-2 ยี่ห้อ ขณะที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดได้แอบขายเกินราคาควบคุมถึงขวดละ 45 บาท

ที่รุนแรงกว่านั้นยังพบว่า กลุ่มโรงสกัดน้ำมันปาล์มเริ่มหันนำน้ำมันปาล์มดิบส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น อย่างเดือน พ.ค.55 ส่งออกสูงถึง 40,000-50,000 ตันซึ่งถือเป็นปริมาณมากผิดปกติ เมื่อผนวกเข้ากับผลปาล์มดิบที่ออกมาน้อยอยู่แล้ว ยิ่งซ้ำเติมให้สต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศร่อยหรอลงจนเข้าขั้นวิกฤติ โดยในเดือน ก.ค.นี้ เหลือสต๊อกแค่ 160,000 ตัน ต่ำกว่าระดับปลอดภัยที่ต้องคงไว้ที่ระดับ  200,000 ตัน และกระทรวงพาณิชย์ยังประเมินต่อว่า หากผลปาล์มออกมาน้อยและยังส่งออกมาก อาจทำให้สต๊อกปลายเดือน ก.ค. เหลือเพียงแค่ 140,000 ตัน ซึ่งจะใช้ได้แค่เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น

พบปมพิรุธส่อผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม การเกิดวิกฤติน้ำมันปาล์มครั้งนี้ ได้มีข้อสงสัยถึงความผิดปกติจากราคาผลปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับราคาในตลาดโลกที่ปรับลดลง เพราะตามกลไกตลาดแบบปกติ ราคาน้ำมันปาล์มดิบในไทยกับตลาดโลก จะมีส่วนต่างกันไม่เกิน กก.ละ 1-2 บาท อย่างเดือน ม.ค. 55 ราคาตลาดโลกอยู่ที่ กก.ละ 32.12 บาท ขณะที่ไทยมีราคา กก.ละ 31.68 บาท แต่พอถึงเดือน ก.ค. พบว่า ราคาของไทยกลับฉีกหนีขึ้นไปถึง กก.ละ 36 บาท ทั้งที่ตลาดโลกอยู่ที่ กก.ละ 31.02 บาทเท่านั้น จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าด้วยเหตุผลใด? ราคาถึงพุ่งไปอย่างรวดเร็วเพียงนี้

ประการต่อมา คือเมื่อราคาในประเทศพุ่งขึ้นสูง แถมรัฐบาลยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก (เซอร์ชาร์จ) สูงถึง 10% ของราคาส่งออก แต่เหตุใดโรงสกัดถึงพยายามส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มอีก ทั้งที่หากขายในประเทศอาจได้กำไรไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงเกิดข้อสงสัยที่สองว่า มีขบวนการตั้งใจปั่นป่วนตลาด และทำให้ปาล์มในประเทศขาดแคลนหรือไม่ เพราะธุรกิจน้ำมันปาล์มของไทย ส่วนใหญ่เป็นการทำธุรกิจแบบครบวงจร และอยู่ในมือผู้ประกอบรายใหญ่เพียง 8-9 รายเท่านั้น จึงสามารถกำหนดราคาได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ผลปาล์ม น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ และน้ำมันปาล์มใส่ขวดสำหรับผู้บริโภค

ชะตากรรมชาวบ้านตาดำ ๆ

ส่วนคำถามที่ว่าชะตากรรมของชาวบ้านตาดำ ๆ จะต้องกลายเป็นเหยื่อของปัญหา  ต้องซื้อน้ำมันปาล์มแพงขึ้น หรือไปต่อแถวเข้าคิวซื้อเหมือน 2 ปีที่แล้วหรือไม่ เรื่องนี้คาดว่าคงเกิดขึ้นยาก เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่สมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทยได้การันตี ว่า ปีนี้ปริมาณปาล์มไม่ขาดแคลนไม่ใช่ปัญหา เพราะสต๊อกสำรองยังมีเกิน 150,000 ตัน มากกว่า 2 ปีก่อนที่ 70,000 ตัน ถึง 2 เท่าตัว อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ขึ้นราคาควบคุมเกินขวดละ 42 บาท เพื่อซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากหากเทียบราคาต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบในปี 55 ยังถูกว่าปี 53 ถึงกก.ละ 22 บาท จึงไม่มีแรงกดดันมากพอ

ส่วนข้อเรียกร้องภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลปล่อยให้ราคาขายปลีกเป็นแบบเสรี หากรัฐยอมทำตาม ภาคเอกชนต้องยอมรับ การเปิดนำเข้าน้ำมันปาล์มเสรีจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันด้วย เท่ากับว่าหากราคาน้ำมันปาล์มในประเทศสูงขึ้นจริง รัฐบาลมีทางเลือกในการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาผลิตใส่ขวดขายได้ในราคา 42 บาทเหมือนเดิม

สถานการณ์ขณะนี้จึงนับว่าโล่งอกได้ระดับหนึ่ง เพราะกระทรวงพาณิชย์ให้คำมั่นสัญญาว่าไม่ปรับราคาน้ำมันปาล์ม ในช่วงที่ประชาชนยังคงเดือดร้อน อย่างไรก็ดีการแก้ปัญหาความขัดแย้งน้ำมันปาล์ม ยังต้องติดตามดูกันต่ออย่างใกล้ชิด เพราะตราบใดที่ภาครัฐและเอกชนยังคงแก้ปัญหาแบบสวนทางกันแบบนี้ สุดท้ายคนที่ต้องรับกรรมไปตลอดก็คือชาวบ้านอย่างเรา ๆ นั่นเอง!!.

..........................................

ชี้เอกชนส่งออกจนตลาดป่วน

“บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบสต๊อกน้ำมันปาล์มในโรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม รวมถึงขอความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตรวจสอบปริมาณผลผลิตปาล์มดิบว่าเหลือปริมาณปาล์มเป็นจำนวนเท่าใด เนื่องจากได้รับรายงานว่าเริ่มเกิดความผิดปกติในอุตสาหกรรมปาล์มทั้งระบบ ทั้งปริมาณสต๊อกคงเหลือ ปริมาณผลปาล์มดิบ ราคาจำหน่าย และปริมาณการส่งออกที่ไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ ยังลดลงต่ำกว่าปริมาณสำรองเพื่อความมั่นคง 2 แสนตัน และมีปริมาณผลผลิตปาล์มดิบก็ลดต่ำกว่าภาวะถึงเดือนละ 20% คาดว่าหากปริมาณผลผลิตยังลดลงต่อเนื่อง เดือน ส.ค. นี้ สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศอาจเข้าขั้นวิกฤติเหลือไม่ถึง 1.3 แสนตัน 

สำหรับสาเหตุที่สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลง ส่วนหนึ่งยอมรับว่าเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน อีกส่วนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากความผิดปกติที่ภาคเอกชนพยายามส่งออกน้ำมันปาล์มไปขายต่างประเทศมากเกินไป จนทำให้ตลาดภายในประเทศปั่นป่วน ล่าสุดจากข้อมูลการส่งออกเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณมากถึง 40,000-50,000 ตัน จึงสั่งให้เร่งตรวจสอบเชิงลึกโดยด่วน 

เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน เร่งจัดทำหนังสือถึงคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ขอให้เรียกประชุมภายในเดือน ก.ค.นี้  เพื่อพิจารณาสถานการณ์น้ำมันปาล์ม และเห็นชอบแนวทางดูแล 
     
ทั้งนี้ถ้าการตรวจสอบพบว่า มีการจงใจส่งออกเพื่อทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศปั่นป่วน กระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาต่ออายุการเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกน้ำมันปาล์ม (เซอร์ชาร์จ) 10% ของราคาส่งออก เพื่อชะลอการส่งออกน้ำมันปาล์มออกนอกประเทศ นอกจากนี้หากปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มลดต่ำกว่า 1.5 แสนตัน จะพิจารณานำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเข้ามาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทันที เพราะตอนนี้ยังมีโควตานำเข้าเพิ่มเติมได้อีก 30,000 ตัน หลังจากได้นำเข้ามาแล้ว 10,000 ตัน ตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงอาจพิจารณานำสินค้าปาล์มบรรจุถุงและปาล์มปี๊บเข้าเป็นสินค้าควบคุม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้โรงกลั่นผลิตปาล์มชนิดขวดออกมาให้ผู้บริโภคมากขึ้น

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แม้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบรรจุขวดรอบใหม่ กระทรวงพาณิชย์ยังคงราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มขวดที่ 42 บาทเท่าเดิม และจะไม่ทบทวนเพดานราคาตามที่ภาคเอกชนเสนอมา ดังนั้นขอให้ชาวบ้านสบายใจได้ว่า กระทรวงพาณิชย์ยังดูแลปัญหาค่าครองชีพเต็มที่ และไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติน้ำมันปาล์มตามมาหลอกหลอนประชาชนอีกแน่นอน.

ศักดิ์ชัย อินทร์จันทร์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0