อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

บริโภคข่าวสาร

ณ เวลานี้ สถานการณ์ทางบ้านเมือง เริ่มคลี่คลาย ไปได้ระดับหนึ่ง เสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2557 เวลา 00.00 น.

ณ เวลานี้ สถานการณ์ทางบ้านเมือง เริ่มคลี่คลาย ไปได้ระดับหนึ่ง

เมื่อ การชุมนุมไม่มี เมื่อ ข่าวสารปลุกระดมเพื่อสร้างความเกลียดชังกันและกันหยุดลงไป คนไทย เริ่มมองเห็น แสงสว่างที่ปลายถ้ำ

แม้ หลายคน จะ ไม่ชอบ การปฏิวัติรัฐประหาร แต่ หลายคนเหล่านั้นต่าง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าปฏิวัติรัฐประหารแล้ว มี การจัดระเบียบ กันใหม่ และบ้านเมือง สงบมากกว่า ที่เคยเป็น ก็พอจะรับกันได้

เท่าที่ผ่านมา ประชาชนคนไทย ต้องบริโภคข่าวสาร จนไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครดี บางคน ถึงกับ เครียดจัด ด้วย เป็นห่วง อนาคตของบ้านเมือง 

อาการเครียดทางการเมือง คือ ปฏิกิริยาของอารมณ์ และจิตใจที่เกิดขึ้นกัับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีความสนใจปัญหาทางการเมือง จนมี อาการเจ็บป่วย ดังนี้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อที่บริเวณขมับ ต้นคอหรือแขนขา นอนไม่หลับความดันเลือดสูง ใจสั่นหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ แน่นท้อง หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ก้าวร้าว ท้อแท้ สิ้นหวัง ฟุ้งซ่าน โต้เถียงรุนแรง ลงมือทำร้ายร่างกาย และเสียสัมพันธภาพกับคนอื่นโดยมิบังควร

ดังนั้น บทเรียนสำคัญของคนไทย คือ การบริโภคข่าวสารที่ขาดสติสัมปชัญญะที่ดีเป็น การทำลายล้างความสุข อย่างเห็นได้ชัด

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ การติดตามข่าวการเมือง ไว้ “5 ต.” น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ต.แรก คือ แตกต่าง แต่ ไม่แตกแยก เราควร เปิดใจกว้าง ยอมรับความหลากหลายทางความคิดในสังคม เพราะทุกคนล้วนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันอย่าดูหมิ่นดูแคลนความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างเด็ดขาด

ต.ที่สอง คือ ติดตาม แต่ อย่าติดใจ การติดตามข่าวสารการเมืองเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ควรบริหารเวลาให้เหมาะสม แบ่งสัดส่วนให้เป็น อย่าฝักใฝ่และอย่าเสพติดงอมแงมจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ กรมสุขภาพจิตแนะนำว่าไม่ควรติดตามข่าวสารต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

ต.ที่สาม คือ ไตร่ตรอง แต่ อย่าตรม การฟังแล้วเกิดอารมณ์คล้อยตามกระแสความเชื่อที่ถูกเผยแพร่ และขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เกิดผลร้าย มากกว่า ผลดี ความรู้สึกตรม เคียดแค้น และต้องการทำลายล้าง กลายเป็นเครื่องมือและเงื่อนไขในการต่อสู้ทางการเมืองจะเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของชีวิต

ต.ที่สี่ คือ ตระหนัก แต่ ไม่ตระหนก ตระหนักหมายถึงรับข่าวสารแล้วทำจิตใจให้เป็นปกติ คิดแบบมีเหตุผล จะทำให้ไม่เกิดความกังวลและตื่นตระหนก ในเรื่องการเมือง พึงระลึกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ล้วนมีเจตนาดีต่อบ้านเมืองแทบทั้งสิ้นแล้วตัวเรา ตลอดจน ทุกคนในประเทศ จะสบายใจแทนความตระหนก

และ ต.สุดท้าย คือ ตื่นตัว แต่ ไม่ตื่นตูม พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ อย่างมีสติ ไม่ตื่นตูมหลงเชื่อ การปลุกระดมยั่วยุให้เกิดความโกรธ ความแค้น ความชิงชังอย่างไร้เหตุผล กรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองส่อเค้ารุนแรง ควรติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมในการรับมือ ตามความเป็นจริง เหล่านี้ คือ มีสตินั่นเอง

ช่วงระยะเวลานี้ เป็นช่วงที่คนไทย ควรตั้งสติ และ ไตร่ตรอง ว่า เท่าที่ผ่านมา เราใช้ชีวิต แบบแตกแยก แบบติดใจ แบบตรม แบบตระหนก และ แบบตื่นตูม ใช่หรือไม่

จากนี้ไปควร ตั้งจิตอธิษฐาน ให้กับตัวเองว่า เราจะอยู่กับข่าวสารด้วย ความไตร่ตรอง ด้วยความตระหนัก และ ด้วยความตื่นตัว เพื่อที่คนไทยจะได้อยู่กัน สงบ และ ร่วมกัน พัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญเติบโตต่อไปตามที่ทุกคนต่างปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น.

อนุภพ



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0