อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ส่งเสริมเลี้ยงปลาพลวงชมพู เมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดยะลาเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 เวลา 04.30 น.


     วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล หรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายเเดนใต้ ลงพื้นที่จังหวัดยะลาเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

    ดูกิจกรรมการเลี้ยงปลาพลวงชมพู ของนายชนธัญ นฤเศวตานนท์ บ้านเลขที่ 115/10 หมู่ 2 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เกษตรกรดีเด่นด้านประมงน้ำจืดประจำปี 2559 โดยมี นายจิตจรูญ ตันติวาลา ผู้ตรวจราชการกรมประมง นายการุณ อุไรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา นายวริทธิ์ธร จันทนะ รักษาการในตำแหน่งประมงจังหวัดยะลาให้การต้อนรับ

    สำหรับปลาพลวงชมพูนั้น เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่นจังหวัดยะลา นราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นภาคใต้ว่าปลากือเลาะห์ หรืออีแกกือเลาะห์ เป็นปลาที่มีเนื้อรสชาติดี สามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ด ในปัจจุบันตลาดการเลี้ยงปลาสวยงามก็กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูง เนื่องจากเป็นปลาที่มีความโดดเด่นในสีของเกล็ดที่มีลักษณะเป็นสีชมพู บริเวณครีบหลังและครีบหางเป็นสีแดง

     จะอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำที่น้ำไหลผ่าน มีน้ำค่อนข้างเย็น มีปริมาณออกซิเจนสูง เช่น น้ำตก หรือบริเวณต้นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยเฉพาะแม่น้ำปัตตานี และป่าฮาลา–บาลา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปลาพลวงชมพูได้รับการประกาศให้เป็นปลาประจำจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา  

    เป็นปลาที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน ปัจจุบันปลาชนิดนี้ได้ลดจำนวนลงมากจนถึงใกล้สูญพันธุ์ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถเพาะพันธุ์และเลี้ยงได้ จึงทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา กรมประมง ได้ศึกษาวิจัยปลาชนิดนี้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 และได้ดำเนินการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องจนสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้โดยใช้บ่อดินและบ่อซีเมนต์  จึงส่งเสริมและผลักดันปลาชนิดนี้ให้เป็นปลาเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ที่สำคัญ เป็นปลาที่นิยมรับประทานในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่นิยมรับประทานปลาชนิดนี้กันมาก แต่ติดที่มีกฎหมายห้ามจับปลาชนิดนี้ตามธรรมชาติมารับประทาน และยังไม่สามารถวิจัยเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้ ประกอบกับปลาชนิดนี้เป็นปลาธรรมชาติที่ใกล้สูญพันธุ์  

    จุดเด่นของปลาชนิดนี้คือ สามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ด ให้เนื้อสัมผัสดี รสชาติอร่อย สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งแกง ต้ม นึ่งซีอิ๊ว และทอด

    ปลาพลวงชมพูในปัจจุบันจะขายกิโล กรัมละ 2,000 บาท และในแถบประเทศเพื่อนบ้านขนาดตัวละ 2–3 กิโลกรัม ราคาจะสูงถึงกิโลกรัมละ 6,000–7,000 บาท.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 442