อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

แนะผลิตชีวภัณฑ์ไว้ใช้เอง

ศูนย์เนื้อเยื่อจังหวัดตรังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตน้ำหมักชีวิภาพเพื่อการไล่แมลงศัตรูพืช โดยที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรตลอดจนผู้คนทั่วไปที่นิยมปลูกพืชผักสามารถผลิตและนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก ศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560 เวลา 04.00 น.

  
       ศูนย์เนื้อเยื่อจังหวัดตรังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตน้ำหมักชีวิภาพเพื่อการไล่แมลงศัตรูพืช โดยที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรตลอดจนผู้คนทั่วไปที่นิยมปลูกพืชผักสามารถผลิตและนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก

       ด้วยปัจจุบันการบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ กำลังเป็นที่นิยมเพราะดีต่อสุขภาพ ซึ่งวิธีการที่จะทำให้ปลอดภัยนั้นมีหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นก็คือ เกษตรธรรมชาติโดยเน้นการนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวมาใช้ในขบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารสกัดจากพืช และชีวภัณฑ์ เป็นต้น

      สำหรับน้ำหมักที่ศูนย์เนื้อเยื่อจังหวัดตรังแนะนำทุกคนสามารถทำได้เอง คือน้ำหมักชีวภาพ และน้ำหมักไล่แมลงศัตรูพืช

      สำหรับสูตรน้ำหมักชีวภาพจะใช้วัตถุดิบที่ประกอบด้วย 1. น้ำมะพร้าว 2 ลูก 2. นมเปรี้ยว (ยาคูลท์หรือบีทาเก้น) 1 ขวด 3. น้ำข้าวหมาก 1 ช้อนโต๊ะ 4. ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ นำทั้ง 4 อย่างมาผสมคนให้เข้ากัน นำไปใส่ขวดน้ำให้เหลือพื้นที่ว่างในขวดนิดหนึ่ง ตั้งไว้ในที่ร่ม และอากาศเย็น ครบ 7 วัน ก็สามารถนำมาใช้พ่นต้นพืชที่ปลูกเพื่อป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืชได้

      ส่วนน้ำหมักไล่แมลงศัตรูพืช จะมีส่วนผสมประกอบด้วย 1. น้ำหมักชีวภาพ 1 แก้ว (200 ml.) 2. เหล้าขาว 2 แก้ว (400 ml.) 3. กากน้ำตาล 1 แก้ว ( 200 ml.) 4.น้ำส้มสายชูกลั่น 5% 1 แก้ว (200 ml.) นำทั้ง 4 อย่างมาผสมกันแล้วคนให้เข้ากัน ตั้งไว้ 24 ชม. ก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 3 เดือน สำหรับฉีดพ่นไล่แมลง หากเกินก็นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน คือ เป็นยาฆ่าหญ้าไป ซึ่งก็ไม่เป็นผลในทางลบต่อสุขภาพเช่นกัน

      ปกติเกษตรกรมักที่จะคุ้นเคยกับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชซึ่งมีมากมายหลายชนิดที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มีทั้งแบบชนิดผงแห้งและชนิดน้ำ แต่ก็มีปัญหาหลากหลายทั้งในเรื่องสารพิษตกค้างในผลผลิตและตัวเกษตรกรผู้ใช้เองและใช้ไม่ได้ผลในระยะยาวเนื่องจากแมลงศัตรูพืชมีความต้านทานสารเคมีกำจัดแมลงมากขึ้น ดังนั้นปริมาณและอัตราการใช้จึงต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นเป็นทับทวี

      ทางเลือกหนึ่งที่เป็นการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบยั่งยืน โดยผู้ใช้ปลอดภัยและสบายใจถึงผู้บริโภคและการใช้งานนั้นได้ผลแน่นอนโดยจะมีการเปลี่ยนมาใช้สารชีวภัณฑ์ซึ่งจะหมดปัญหาเรื่องแมลงดื้อยาและที่สำคัญยิ่งคืออัตราการใช้จะน้อยลงและระยะเวลาในการฉีดพ่นจะห่างออก ซึ่งจะต่างกับการใช้สารเคมี

      แต่ปัญหาหนึ่งที่พบมากคือเกษตรกรยังขาดโอกาสในการรับรู้และความเข้าใจในการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชจึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลาย ฉะนั้นการออกมาขยายผลในความรู้เรื่องนี้ของส่วนงานภาครัฐเพื่อการรับรู้และนำไปปฏิบัติใช้ของเกษตรกรและประชาชนโดยทั่วไปอย่างแพร่หลายนั้น นับเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

     ซึ่งนอกเหนือจะเป็นการประหยัดการสูญเสียเงินทองสำหรับการจัดหาสารเคมีมาใช้โดยภาครวมของประเทศจะลดลงแล้ว สุขภาพของเกษตรกรในฐานะผู้ผลิต และประชาชนในฐานะผู้บริโภคก็จะดีขึ้นด้วย ขณะที่สภาพพื้นที่การเพาะปลูก ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของการผลิตตามธรรมชาติที่เป็นสมบัติของประเทศโดยส่วนรวมก็จะหวนกลับคืนมาเป็นปกติเช่นดังเดิม.  
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.04K