อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

คะน้าใบหยิก ปลูกไม่ยาก

คะน้าใบหยิก ลักษณะทั่วไปขอบใบจะหยิกฝอย ต่างจากคะน้าทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด นิยมนำมาทำอาหารประเภทผัด หรือต้มจับฉ่าย ให้คุณค่าวิตามิน B2 และแร่ธาตุหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมสมดุลกรดเบสในกระแสเลือด เสริมสร้างกระดูก และฟัน มีผลผลิตตลอดทั้งปี จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560 เวลา 04.30 น.


    คะน้าใบหยิก ลักษณะทั่วไปขอบใบจะหยิกฝอย ต่างจากคะน้าทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด นิยมนำมาทำอาหารประเภทผัด หรือต้มจับฉ่าย ให้คุณค่าวิตามิน B2 และแร่ธาตุหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมสมดุลกรดเบสในกระแสเลือด เสริมสร้างกระดูก และฟัน มีผลผลิตตลอดทั้งปี

    นิยมนำมาผัดหรือเป็นเครื่องเคียงกับอาหารประเภทยำ คะน้าโดยทั่วไปมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีสูงกว่าผักใบอื่นๆ โดยทั่วไป นับเป็นผักที่มีคุณค่ายิ่ง ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคกระดูกบาง

   อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการปลูกอยู่ระหว่าง 20–25 องศาเซลเซียส การปลูกในสภาพอากาศหนาวเย็นหรือมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส จะทำให้การเจริญเติบโตช้า ลำต้นและใบอวบใหญ่กว่าปกติ ข้อถี่ การปลูกในสภาพอากาศร้อนสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส คุณภาพผลผลิตต่ำ เป็นผักที่มีเยื่อใยสูง เหนียว ในการปลูกจำเป็นต้องให้น้ำมากกว่าปกติ สำหรับพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 300–800 เมตร

   สามารถปลูกได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ส่วนพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ขึ้นไป สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี สำหรับดินปลูกควรเป็นดินที่ร่วนซุย หรือดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง ก่อนปลูกแปลงปลูกควรใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก โดยคลุกเคล้าให้เข้ากับดินก่อน และแปลงต้องมีการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรดและด่างของดินควรอยู่ระหว่าง 5.5–6.5

    หากพื้นที่ปลูกในแปลงปลูกที่เป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือโดโลไมท์ ดินปลูกควรมีความชื้นสูงประมาณ 80% ดังนั้นต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง และได้รับแสงอย่างเต็มที่ หากขาดน้ำจะชะงักการเจริญเติบโต จะทำให้คะน้ามีเส้นใยมาก และรสชาติไม่อร่อย

     การเตรียมกล้าด้วยการเพาะเมล็ดในกระบะที่มีส่วนผสมระหว่างทราย ขุยมะพร้าว หน้าดิน อัตราส่วน 2:1:1 เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 5 วัน ย้ายลงถาดหลุมที่ใช้วัสดุเพาะ หยอดเมล็ดลงในถาดหลุมเพาะกล้าโดยตรง หลังจากต้นกล้ามีอายุประมาณ 18–21 วัน หรือมีใบจริงอย่างน้อย 2–3 ใบ จึงย้ายไปปลูกในแปลงปลูกที่เตรียมไว้

    แปลงปลูกขุดดินลึก 10-15 ม. ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 7–14 วัน โรยปูนขาวหรือโดโลไมท์อัตรา 0–100 กรัมต่อตารางเมตร ขึ้นแปลงกว้าง 1–1.2 เมตร หรือตามสภาพพื้นที่ ใส่ปุ๋ยรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกประเภทมูลไก่ หรือปุ๋ยหมักอัตรา 3 กิโลกรัมต่อตารางเมตร นำต้นกล้าที่มีอายุ 18–21 วันมาลงปลูก ระยะปลูกประมาณ 25x25 เซนติเมตร การให้น้ำควรให้น้ำแบบสปริงเกอร์

    ประมาณ 3 เดือนหลังจากหยอดเมล็ดจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ และเก็บที่มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ คือที่มีรูปร่างลักษณะและสีตรงตามพันธุ์ ไม่มีตำหนิใด ๆ ไม่แก่เกินไป สีสม่ำเสมอ ไม่แคระแกร็น สด ไม่เหี่ยว สะอาด และปลอดภัยจากสารเคมี.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 93