อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 ตุลาคม 2561

หนุนสร้างเครือข่าย เกษตรอินทรีย์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิ การสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปีงบประมาณ 2560 ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ ปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลิตผล ผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอินทรีย์   และสินค้าที่ได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งปีงบประมาณ 2560 ดำเนินการในพื้นที่ 77 จังหวัด อังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 04.30 น.


    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิ การสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปีงบประมาณ 2560 ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ ปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลิตผล ผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรอินทรีย์   และสินค้าที่ได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งปีงบประมาณ 2560 ดำเนินการในพื้นที่ 77 จังหวัด

   ผลการสำรวจเกษตรกรในพื้นที่ 4 ภาค 17 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 36,149 ราย รวมพื้นที่ 126,870 ไร่ เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้ 14,928 ราย คิดเป็นร้อยละ 103 ของเป้าหมาย ความรู้ที่ถ่ายทอดให้เกษตรกร ได้แก่ การเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การผลิตพืช/ปศุสัตว์/ประมงตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การผลิตตามกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ การผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์

    เกษตรกรนำความรู้ไปปฏิบัติในการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต 2,346 ราย คิดเป็นร้อยละ 101 ของเป้าหมาย ได้แก่ ปุ๋ยหมักและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ พันธุ์หม่อน เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ประเภทปอเทือง และถั่วพร้า เมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์ไก่ไข่อินทรีย์ และวัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ โดยมีการพัฒนาเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ตามเป้าหมาย 180 ราย และตรวจรับรองมาตรฐาน 21,495 ราย ร้อยละ 120 ของเป้าหมาย
ด้านผลผลิต พบว่า เกษตรกรก่อนเข้าโครงการ ได้ผลผลิตข้าวแบบทั่วไป 405.10 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อเข้าร่วมโครงการ พบว่า ปีแรกได้ผลผลิตข้าวอินทรีย์เฉลี่ย 303.85 กิโลกรัมต่อไร่

     แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบเกษตรกรที่มีประสบการณ์ผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ใกล้เคียง ได้ผลผลิตสูงถึงเฉลี่ย 412.31 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมากกว่าการผลิตข้าวแบบทั่วไป ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่มีการปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ในระยะต่อมาจะมีผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าข้าวทั่วไป

    ด้วยเหตุนี้ จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรรายใหม่ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ และพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่องจนมีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากจะส่งผลให้ผลผลิตสูงขึ้นอย่างแน่นอน และได้ราคาสูงกว่าราคาข้าวทั่วไปเฉลี่ย 2–8 บาท   ต่อกิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าว

    ด้านการพัฒนาต่อยอดการผลิตสู่ตลาด มีเกษตรกรได้หันมารวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต ได้แก่ การแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร การทำน้ำมัลเบอร์รี่ และแยมจากผลหม่อนสด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาตลาดสีเขียว 17 แห่ง พัฒนาโรงสีข้าวอินทรีย์ 2 แห่ง และจัดสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาด ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการใน 4 ภาค มีเกษตรกรเข้าร่วมสัมมนา 494 ราย ผู้ประกอบการ 23 แห่ง และผู้รวบรวมท้องถิ่น 15 ราย เกษตรกรมีมูลค่าการจำหน่ายสินค้า 2.856 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก ซึ่งการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระยะต่อไป หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมบูรณาการงานโครงการร่วมกันยิ่งขึ้นในการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนเกษตรกรให้ครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน
นอกจากนี้ ยังบูรณาการร่วมกับกระทรวงอื่น ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม

    และยังมีแผนการประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภครับทราบมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะส่งผลให้การผลิตและตลาดของเกษตรอินทรีย์กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 42