อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 สิงหาคม 2561

บ้านธารทอง จ. เชียงราย วันนี้มีกินมีใช้เพียงพอ

วันที่ 16 มีนาคม 2546 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติสบกกฝั่งขวา พุธที่ 23 พฤษภาคม 2561 เวลา 04.30 น.


    เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2546 ที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติสบกกฝั่งขวา ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำถูกบุกรุกทำลายเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน โดยชาวชนเผ่า

    ประกอบกับเป็นแนวชายแดนที่เป็นเส้นทางผ่านของขบวนการขนยาเสพติด และแหล่งผลิตยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

     จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงบ้านธารทองขึ้นมา เพื่อเป็นสถานีผลิตอาหารที่ปลอดภัยและเป็นแหล่งจ้างงานให้กับราษฎรพร้อมกับเรียนรู้การทำเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเรียนรู้การดำเนินชีวิตให้อยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูลกัน ที่สำคัญให้ลด ละ เลิกและห่างไกลขบวนการของยาเสพติด ซึ่งหากราษฎรในพื้นที่มีกินและมีรายได้จากการประกอบอาชีพก็ย่อมที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง
 
     ล่าสุดทางนางศศิพร ปาณิกบุตร ผู้อำนวยการกองติดตามประเมินผลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. และผู้บริหารจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานของโครงการฯ ในด้านต่าง ๆ พบว่า ปัจจุบันโครงการฯ ได้ดำเนินงาน สนองพระราชดำริทั้งด้านการฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเห็นเป็นรูปธรรม

     อาทิ การทำเกษตรธรรมชาติ มีสมาชิกซึ่งเป็นราษฎรในพื้นที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ละคนมีรายได้โดยรวม 50,000 บาทต่อปี ในขณะที่รายจ่ายมีเพียงน้อยนิดเพราะใช้ชีวิตแบบธรรมชาติไม่มีรายจ่ายแบบจำบังอย่างคนเมืองทั่วไป จึงมีเงินเก็บออมสำหรับการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง มีการทำนาดำแบบขั้นบันได ยังผลให้สามารถลดพื้นที่บุกรุกป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ได้เพิ่มขึ้น และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 20 ถังเป็น 50 ถังต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ด้วยมีนักวิชาการด้านการเกษตรเข้ามาคอยให้คำแนะนำในการทำการเพาะปลูกอย่างถูกวิธี จึงมีข้าวเพื่อบริโภคเพียงพอตลอดทั้งปี

    นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพด้านศิลปาชีพ เช่น การทำเครื่องเงินที่มีลวดลายงดงามตรงตามรสนิยมของคนเมือง มีการพัฒนาขบวนการทำผ้าปักม้งที่มีสีสันสวยงาม ตลอดถึงการทำมีดม้งเครื่องมือทางการเกษตรที่มีทั้งความคงทนและคมแบบสะดวกใช้งาน และการทำยอดหวายอบแห้งเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับราษฎรได้เป็นอย่างดี และในปี 2560 ที่ผ่านมาราษฎรในพื้นที่ส่วนใหญ่มีรายได้เสริมเฉลี่ย 30,000 บาทต่อคนต่อปี

     สำหรับการทำหน่อหวายอบแห้งนั้นราษฎรที่นี่ได้ดำเนินการด้วยการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาทำการผลิต ด้วยการเข้าป่าตัดหน่อหวายจากป่าธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยังมีปริมาณที่มากพอแก่การนำมาแปรรูปได้ตลอดทั้งปี เมื่อได้หน่อหวายมาแล้วจะนำมาต้มประมาณ 10 นาที หวายจะสุกพอดีไม่น้อยหรือมากไป จากนั้นแกะเปลือกออกนำแกนหวายไปอบแห้งแบบระบบปิ้งย่างบนเตาถ่านที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศา จนแห้งแล้วนำออกมาผึ่งลมจนเย็น จากนั้นนำกลับไปย่างไฟอ่อน ๆ อีกครั้งจนหน่อหวายแห้งพอดีก็นำมาบรรจุถุงสุญญากาศส่งจำหน่ายในร้านอาหารภายในเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผู้บริโภคที่ซื้อไปจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นแรมปี

     โดยก่อนนำมาปรุงอาหารผู้บริโภคเพียงแกะถุงนำหน่อหวายแห้งแช่น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง หากต้องการเนื้อหวายแบบอ่อนนุ่ม และใช้เวลาน้อยกว่านั้นหากต้องการบริโภคเนื้อหวายที่แข็งหน่อย แล้วนำไปปรุงอาหารตามเมนูที่โปรดต่อไป

     ทั้งนี้หวายอบแห้งเมื่อแช่น้ำจะคืนสภาพเป็นหวายต้มคงสภาพเดิมที่ยังมีรสชาติเช่นเดียวกับหน่อหวานสด ๆ ที่เก็บมาจากแหล่งปลูกหรือจากป่าใหม่ ๆ แถมสารอาหารก็จะยังคงมีอยู่ครบถ้วนตามคุณสมบัติของหน่อหวายทุกประการ.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 8