อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564

วิวัฒนาการ ‘แต่งสวย’ หญิงไทยแตกต่างยุคสมัย...บ่งบอกค่านิยม

อังคารที่ 22 ตุลาคม 2556 เวลา 00.00 น.

ใบหน้า ถือเป็นจุดนำสายตาที่ไม่ว่ากี่ยุคสมัยผู้หญิงมักให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งหมายรวมถึง ทรงผม ตุ้มหู และสายสร้อยต่างๆ ทุกส่วนตั้งแต่คอขึ้นมา ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังบ่งบอกถึงค่านิยมความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นอีกด้วย

การศึกษาการแต่งหน้าทำผมในยุคก่อนที่จะมีการถ่ายภาพ ส่วนหนึ่งต้องศึกษาผ่านรูปปั้นและภาพวาดต่างๆ ขณะเดียวกันเครื่องประดับซึ่งขุดค้นพบก็บ่งบอกเรื่องราวบางอย่างของผู้หญิงยุคนั้น พัสวีศิริ เปรมกุลนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร อธิบายถึง การแต่งตัวของผู้หญิงยุคทวารวดี ว่าจะดูจากปูนปั้นบุคคลต่างๆ ในแหล่งโบราณเมืองคูบัว จ.ราชบุรี มีภาพผู้หญิงสวมต่างหูกลมขนาดใหญ่ เพื่อให้ใบหูดูยานคล้อยลงมา ส่วนผมมีการเกล้าให้สูงและมีการนำสายสร้อยพันเป็นเครื่องประดับมวยผม

พอเข้าสู่ ยุคสุโขทัย ยังมีความคล้ายคลึงกับทวารวดีอยู่บ้าง โดยมีการพบเทวรูปผู้หญิงมีองค์ประกอบของมงกุฎเพิ่มเข้ามา แต่พอเริ่มเข้า ยุคอยุธยา จะเห็นการแต่งกายของผู้หญิงได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะที่ค้นพบในกรุวัดราชบูรณะ จ.พระ นครศรีอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงยุคนั้นมีการเกล้าผมและมีสิ่งที่เป็นเหมือนเนตคลุมผมของผู้หญิงปัจจุบันใส่คลุมอีกที แต่สิ่งที่พบคล้ายเนตคลุมผมจะถักด้วยเส้นทองคำ แล้วหลังจากนั้นจะสวมศิราภรณ์ (เครื่องประดับศีรษะ เช่น พระมาลา มงกุฎกรอบหน้า ) คลุมอีกทีโดยจะพบมากในคนชั้นสูง

ส่วนผู้หญิงชาวบ้านในอยุธยาพบในงานจิตรกรรมฝาผนังว่ามีการไว้ผมยาวประบ่า และมีสายสร้อยทองคล้องคอ ด้านการแต่งหน้าเราสามารถเทียบเคียงได้จากคำประพันธ์เรื่องขุนช้างขุนแผน ที่มีการคาดว่าเป็นเรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่ยุคอยุธยา โดย มีการใช้แป้งพอกหน้า ทาสีริมฝีปาก และ
กันคิ้ว แต่ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดผ่านตัวจิตรกรรมฝาผนังว่าวัสดุที่นำมาใช้ในการทำเครื่องแต่งหน้าคืออะไร

ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เริ่มมีความชัดเจนว่าผู้หญิงเริ่มมีแป้งร่ำและดินสอพองไว้ผัดหน้า ริมฝีปากใช้กระดาษลิ้นจี่ที่เวลาใช้ต้องเม้มริมฝีปากไปบนกระดาษสีแดง แล้วสีจะติดทำให้ริมฝีปากแดงระเรื่อ ด้านเครื่องประดับอื่น ๆ ยังใกล้เคียงกับยุคอยุธยา

เมื่อเข้าสู่ ยุค ร.4–ร.5 มีความเจริญจากตะวันตกเข้ามาสู่ผู้หญิงไทย โดยเริ่มคล้องคอด้วยไข่มุกหลายเส้น และประดับด้วยเพชร การประดับไข่มุกสายสร้อยที่มีมากเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่สมัย ร.5 ขณะเดียวกันยุคนั้นเริ่มมีห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่นำเครื่องแต่งหน้าจากต่างประเทศเข้ามาขาย

“ค่านิยมการแต่งหน้าในยุคแรกของไทยจะผัดหน้าแค่พองาม จะไม่นิยมแต่งหน้าจัดตามความเชื่อของคนยุคนั้นที่มองว่าเป็นผู้หญิงหากิน ต่างจากต่อมาที่เราไม่ได้มองการแต่งหน้าจัดว่าเป็นค่านิยมเช่นแต่ก่อน ทำให้ผู้หญิงเริ่มแต่งหน้าจัดขึ้น”

เครื่องประดับของผู้หญิงในแต่ละยุคมีวิธีการทำที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องทองในสมัยอยุธยา เพชรจะไม่มีการเจียระไนให้มีเหลี่ยมมุมเหมือนปัจจุบัน แต่จะเน้นเม็ดใหญ่ไว้ก่อน ส่วนอัญมณีที่อยู่บนแหวนหรือเครื่องใช้ต่างๆ จะตีทองที่เป็นตัวเรือนให้บางๆ แล้วหุ้มอัญมณีเหล่านั้นไปเลย ไม่ต้องมีหนามเตยที่คอยยึดกับตัวเรือนเหมือนปัจจุบัน แต่พอยุค ร.5 เทคนิคการทำอัญมณีแบบยุโรปเริ่มเข้ามาแทนที่

การแต่งตัวของผู้หญิงสมัยก่อนบางครั้งกลับมาแสดงให้เห็นในคนยุคปัจจุบัน เช่น การระเบิดหูให้กว้างอย่างที่ช่วงหนึ่งนิยมกัน หากดูแล้วยุคก่อนที่จะมีการสื่อสารที่สะดวกแฟชั่นของผู้หญิงส่วนหนึ่งมาจากราชสำนัก ซึ่งถ้าเด็กคนไหนสนใจการแต่งตัวของผู้หญิงยุคโบราณสามารถศึกษาและสังเกตได้จากภาพฝาผนัง และเครื่องปั้น
ต่าง ๆ ตามแหล่งโบราณสถาน

จากหนังสือ การแต่งกายไทย วิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน เล่ม 1 โดยคณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ฯลฯ บันทึกถึงสตรีสมัยทวารวดีว่า ส่วนใหญ่ไว้ผมยาว และมุ่นมวยผมไว้เหนือท้ายทอย แต่มีบางคนไว้ผมสั้นแค่คอ และรวบผมเป็นจุกไว้ตรงกลาง โดยผมที่รวบไว้ตรงกลางบางทีมีพวงดอกไม้หรือเกี้ยวประดับ บางทีมีศิราภรณ์ทรงกรวยประดับสวมครอบอีกทีหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีการพบหวีงาช้างสลักลายที่เมืองโบราณจันเสน จ.นครสวรรค์ ที่อาจเป็นไปได้ว่าผู้หญิงยุคนั้นอาจเกล้าผมแล้วเสียบหวีประดับไว้แบบสตรีญี่ปุ่นโบราณที่นิยมกัน

ตุ้มหูมักเป็นรูปห่วงแบนทำด้วยทอง ดีบุก และหินหรือโลหะหล่อเป็นแฉก พอสวมไปนานเข้าติ่งหูจะยาวลงมาเคลียไหล่ ตุ้มหูแบบนี้พบแม่พิมพ์ทำด้วยหินทราย อีกแบบเป็นโลหะทรงกลมรูปดอกไม้ มีเดือยด้านหลัง สวมเข้าในรูหูแล้วมีแผ่นโลหะปิดยึดด้านหลัง

ด้านทรงผมของผู้หญิงสมัยสุโขทัยมีหลายแบบคือ ไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวยอยู่ตรงกลางมีพวงดอกไม้หรือพวงมาลัยสวมรอบมวย หรือไว้ผมแสกกลางรวบผมไว้ท้ายทอย มีเกี้ยวหรือห่วงกลมคล้องตรงที่รวบ อีกแบบเกล้าเป็นมวยไว้กลางศีรษะเหนือท้ายทอยขึ้นมา ถ้าเป็นชนชั้นสูงอาจประดับด้วยมงกุฎ ดังที่ปรากฏในหนังสือไตรภูมิพระร่วงตอนมนุษยภูมิว่า “...ผมเขานั้นดำงามดังปีกแมลงภู่ เมื่อจงมาถึงริมบ่าเบื้องต่ำ และมีปลายผมเขานั้นงอนเบื้องบนทุกเส้น...” และจากหนังสือนางนพมาศว่า “...บางคนงามชะอ้อนงอนจริตกิริยาขวยเขิน เกล้ามวยวาดวงพักตร์ดำดังปีกแมลงภู่...” จึงแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงยุคนั้น มีการไว้ผมยาวประบ่า ส่วนที่ผมยาวเกล้ามวยแล้วนิยมตกแต่งด้วยช่อดอกไม้เรียกว่า ผกามาศผกาเกสร

เครื่องสำอางยุคสุโขทัยมีการใช้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงคือ กระแจะ จวงจันทร์ น้ำมันหอม ผัดหน้าและลูบกายด้วยแป้งสารภี สตรีมีการเขียนคิ้ว แต่งเล็บ ไว้เล็บ และใช้น้ำมันงาใส่ผม

ผู้หญิงสมัยอยุธยายังมีการไว้ผมยาวเกล้าเหนือกระหม่อม ดังที่ ร.5 ทรงเรียกว่า ’โซงขโดงฤา–โองขโดง“ และในสมุด
ข่อยมีภาพพระสนมไว้ผมสั้นและโกนรอบศีรษะเหลือผมตอนบนไว้ค่อนข้างยาวหวีแสกกลางแผ่ออกไปเป็นปีก และมีการสันนิษฐานว่า สตรีคงเริ่มไว้ผมปีกกันประปรายมาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โดยมีการสันนิษฐานต่อมาว่าเริ่มไว้ผมปีกเหมือนกันเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เนื่องจากมีศึกสงครามติดพันกันหลายครั้ง การไว้ผมยาวเป็นภาระในการเกล้าและรักษาความสะอาด

การไว้ผมยาวพบในภาพจิตรกรรมสมุดข่อย ที่ไว้ผมยาวเกล้ามวยต่ำ ที่เรียกว่า ’รักแครง“ คล้ายผมมวยของสตรีชาวอีสานที่เกล้าผมมวยกลมเอียงไว้ด้านซ้ายหรือด้านขวาของศีรษะ นอกจากนั้นผมปีกช่วงเวลาต่อมานิยมไว้จอนผมด้วยคือ ควั่นผมรอบศีรษะเป็นรอยจนเห็นชัดเจนแล้วหวีแสกกลางบ้าง หรือหวีเสยบ้าง ส่วนการไว้จอนผมจะมีการทัดจอนไว้ที่หู ซึ่งคนที่จะไว้ต้องตัดผมสั้นเพื่อให้รับกัน

การทำฟันให้เป็นสีดำ มีในบันทึกของ นิโกลาส์ แชร์แวส์ ในยุคแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “เมื่อเลือกบุคคลที่จะทำพิธีได้แล้ว จะให้นอนหงายเอาหลังลงพื้น และให้นอนอยู่เช่นนี้ 3 วัน ชั้นแรกชำระล้างฟันด้วยน้ำมะนาวแล้วใช้ยาชนิดหนึ่งถูขัดจนกระทั่งมีสีแดง ครั้นแล้วใช้ผงกะลามะพร้าวเผาไหม้ขัดทับจนเป็นสีดำ ผู้หญิงที่ได้รับการทำฟันจะอ่อนเพลีย เพราะการใช้น้ำยาเช่นว่านี้ กระทั่งว่าจะถอนฟันให้หลุดไปจากปากก็ไม่รู้สึกเจ็บ บางทีฟันก็ร่วงถ้าเขาลองให้ขบเคี้ยวของแข็ง ๆ ดู ฉะนั้นในระยะสามวันนี้จึงบริโภคแต่น้ำข้าวต้มเย็นชืดเท่านั้น ซึ่งเขาให้หยอดลงลำคอช้า ๆ โดยไม่ถูกฟัน...”

ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นการไว้ผมจะทรงเดียวกันทุกชนชั้น ชายไว้ทรงมหาดไทย หญิงไว้ผมปีก ต่อมาในสมัย ร.6 ผู้หญิงเริ่มไปไว้ทรงอย่างตะวันตกเช่น ทรง บ๊อบ ทรงซิงเกิ้ล ซึ่งเป็นผมสั้น และนิยมคาดหน้าผากรอบศีรษะด้วยแถบกำมะหยี่ หรืออัญมณี บางครั้งปักขนนก

เครื่องแต่งกายและเครื่องบำรุงผิวพรรณในสมัยโบราณจึงถือเป็นสิ่งบ่งชี้วิวัฒนาการวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ ไม่มากก็น้อย.


ทีมวาไรตี้



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0