อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

‘ถุงทองทอด’ ของว่างมงคลยังน่าสน

อาหารเรียกนํ้าย่อย ของว่างทานเล่น ที่ยอดนิยมของคนไทยนับแต่อดีตมีอยู่มากมายหลายอย่าง และกับ “ถุงทองทอด” อาหารว่างหน้าตาน่ารัก อร่อยกรอบ อาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2556 เวลา 00.00 น.

อาหารเรียกนํ้าย่อย ของว่างทานเล่น ที่ยอดนิยมของคนไทยนับแต่อดีตมีอยู่มากมายหลายอย่าง และกับ “ถุงทองทอด” อาหารว่างหน้าตาน่ารัก อร่อยกรอบ ชื่อมงคล นี่ก็น่าจะอยู่ในข่าย ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลการทำถุงทองทอดมานำเสนอให้กับผู้ที่มองหาอาชีพเกี่ยวกับขนมแบบไทย ๆ เผื่อจะนำไปฝึกฝนต่อยอดเพื่อทำขายกันได้…

********************

ผู้ที่ให้ข้อมูลการทำ “ถุงทองทอด” ก็คือ ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยทางอาจารย์ระบุว่า นี่เป็นอาหารว่างไทยโบราณชนิดหนึ่งที่นับวันจะหารับประทานยาก จึงอยากจะช่วยอนุรักษ์ไม่ให้สูญหายไป พยายามรื้อฟื้นวิธีการทำขนมที่หาทานยากชนิดต่าง ๆ เพื่อให้คนที่สนใจนำไปต่อยอดทำเป็นอาชีพ และช่วยสานวัฒนธรรมขนมไทยให้สืบต่อไป

“ถุงทอง เป็นขนมที่มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่าถุงเงิน ถุงทอง คล้ายกับจะอวยพรให้มีเงินมีทองใช้ตลอดไป ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ การให้ขนมที่เป็นมงคล จะสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ สมัยก่อนนิยมทำขนมชนิดนี้ใช้ในงานมงคล แต่ปัจจุบันมักจะใช้ในงานเลี้ยงหรู ๆ ถุงทองถูกจัดให้เป็นอาหารเรียกนํ้าย่อยตามบุฟเฟ่ต์ หรือตามโต๊ะจีน ประมาณว่ากินแล้ว อยากกินจานต่อ ๆ ไปอีก เป็นของว่างประเภทเดียวกับกระทงทอง เปาะเปี๊ยะทอด ที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด วัตถุดิบก็หาง่าย แถมหน้าตาน่ากิน กลิ่นก็หอมเย้ายวนใจ ชวนนํ้าลายสออีกด้วย” ผศ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ต้องใช้ในการทำถุงทองทอด ก็มี เตาแก๊ส, กระทะ, ทัพพี, หม้อ, ตะแกรง, กระชอน, กะละมัง, ถาดสเตนเลส, เขียง, ครก นอกจากนี้ก็เป็นเครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบยืมได้จากในครัวทั่วไป

วัตถุดิบหลัก ๆ ประกอบด้วย แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ (ขนาด 4 นิ้ว), เนื้อหมูสันใน, กุ้งสด, มันแกว, พริกไทย, รากผักชี, กระเทียม, ซีอิ๊วขาว, นํ้าตาลทราย, ต้นหอมหรือก้านขึ้นฉ่าย (สำหรับมัดปากถุงทอง), เกลือ, นํ้ามันสำหรับใช้ทอด 

ขั้นตอนการทำ “ถุงทองทอด” เริ่มจากการทำไส้ถุงทองก่อนเป็นอันดับแรก โดยการโขลกพริกไทย กระเทียม รากผักชี เข้าด้วยกันให้ละเอียด แล้วตักใส่ถ้วยพักไว้ นำกุ้งมาล้าง แกะเปลือกแล้วสับหยาบ ๆ ส่วนเนื้อหมูสันใน นำมาล้าง ผึ่งสะเด็ดนํ้า หั่นเป็นชิ้นเล็กแล้วสับหรือบดเตรียมไว้ มันแกว ล้างสะอาด สับให้ละเอียดเตรียมไว้ 

จากนั้นนำกระทะตั้งไฟ ใส่นํ้ามันพืชลงไปนิดหน่อย พอกระทะร้อนเอาเครื่องกระเทียม รากผักชี พริกไทย ที่โขลกเตรียมไว้ ลงไปผัดให้พอมีกลิ่นหอม จึงใส่กุ้งสับกับหมูสับลงไปผัด ตามด้วยมันแกวสับ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว นํ้าตาลทราย ผัดจนไส้ขนมมีกลิ่นหอมและแห้ง เป็นอันใช้ได้

นำต้นหอมหรือก้านขึ้นฉ่ายก็ได้ ที่หั่นตามยาวโดยยาวประมาณ 5 นิ้ว มาแช่นํ้าร้อน 5 นาที หรือนำมาลวก (เพื่อให้เกิดความอ่อนตัว ง่ายต่อการใช้มัดปากถุงทอง) แล้วนำขึ้นมาพักให้สะเด็ดนํ้า ฉีกเป็นเส้น ๆ เตรียมไว้

พอไส้เสร็จ มีแผ่นแป้งพร้อม ก็เตรียมห่อถุงทองได้เลย โดยนำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะมาตัดเป็นรูปวงกลมให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว นำไส้ที่ผัดเตรียมไว้มาใส่ตรงกลางแผ่นแป้ง แล้วทำการพับครึ่งรวบขึ้น จับพับทบไปทบมาลักษณะเหมือนกับการพับ “พัด” แล้วมัดด้วยก้านขึ้นฉ่ายหรือต้นหอม 1 เส้น จับผูกสัก 2 ที ไม่ต้องแน่นมากเอาแค่ไม่หลุดก็พอ มัดแล้วก็ทำการคลี่ชายแป้งออกให้สวยงาม จะมีลักษณะคล้ายถุง ทำเช่นนี้จนหมดแป้ง หมดไส้ 

ต่อไปมาถึงขั้นตอนการทอด ตั้งกระทะ ใส่นํ้ามันให้ท่วม ใช้ความร้อนปานกลาง พอนํ้ามันร้อนให้ลดไฟลง แล้วนำถุงทองลงทอด เทคนิคในการทอดให้ใช้ทัพพีกดให้ถุงทองจมนํ้ามัน มิฉะนั้นปากถุงจะบานเป็นดอกไม้ใกล้โรย ดูไม่สวย ทอดจนถุงทองสุกมีสีเหลืองทอง ก็ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ รับประทานพร้อมนํ้าจิ้มเปาะเปี๊ยะ

ผศ.พงษ์ศักดิ์ เผยเคล็ดลับการทอดถุงทองเพิ่มเติมว่า จะให้ถุงทองสวยต้องทอดนํ้ามันท่วม กลีบถุงจะได้บานเต็มที่ และมีสีสม่ำเสมอ หากใครมือใหม่ควรทอดทีละน้อย มิฉะนั้นอาจจะกลับไม่ทัน ถุงทองก็จะไหม้เสียก่อน

ถุงทองทอดนี้ทานกับนํ้าจิ้มเปาะเปี๊ยะ หรือนํ้าจิ้มบ๊วย หรือจะเป็นซอสศรีราชา ก็อร่อยไปอีกแบบ และควรต้องมีผักสด เช่น แตงกวา, ใบโหระพา, ผักกาดหอม ทานแกล้มด้วย จะยิ่งอร่อยครบเครื่อง

*******************

ใครสนใจจะทำ “ถุงทองทอด” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองนำสูตรไปฝึกฝนพลิกแพลงกันดู หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมจาก ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2549-3160-1 หรือ 08-9600-0993 ซึ่งทาง ผศ.พงษ์ศักดิ์ บอกว่า ยินดีให้ข้อมูล เพราะอยากให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์อาหารแบบไทย ๆ ไว้นาน ๆ.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0