อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มีนาคม 2562

'ธีรยุทธ'เปรียบ'ทฤษฎีมะม่วงหล่น' ชี้การต่อสู้กปปส.คือ'สันติภิวัฒน์'

ผมขอเรียกยุทธศาสตร์การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนว่าเป็น ทฤษฎีมะม่วงหล่น คือการใช้ความอดทนที่ยาวนานคือรอให้ผลไม้หล่นมาเอง พฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2557 เวลา 08.16 น.

เหตุที่มีประชาชนออกมาชุมนุมเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ เนื่องจากระยะเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมามีกระแสปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนถูกกดเป็นเวลานาน จากการทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นักประชาธิปไตย แต่เป็นอนาธิปไตย ที่ปฏิเสธอำนาจรัฐที่เป็นอุปสรรคในการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง แต่เห็นความสำคัญในมุมมองที่เป็นเครื่องมือในการคอร์รัปชั่น ทั้งการรื้อเส้นแบ่งอธิปไตยของชาติ ทำลายผลประโยชน์ชาติเพื่อประโยชน์ตัวเอง แก้กฎหมายเกี่ยวกับดาวเทียมรัฐเพื่อให้ขายบริษัทได้ ตกลงให้เงินกู้พม่าเพื่อประโยชน์ตัวเอง ทำลายห่วงโซ่ระบบยุติธรรมในส่วนของตำรวจ อัยการ ทำให้ระบบตรวจสอบคอร์รัปชั่นพังทลาย ใช้งบกระทรวง รัฐวิสาหกิจ ทำลายการตรวจสอบ โดยเฉพาะในสื่อมวลชน ใช้เงินและตำแหน่งซื้อความจงรักภักดีของข้าราชการและองค์กรอิสระและใช้การเลือกตั้งเป็นกระบวนการเปลี่ยนบุคคลในครอบครัวให้ขึ้นมาครองอำนาจ ทำให้การคอร์รัปชั่นมีไปในทุกวงการ ทำให้สังคมเป็นอนาธิปไตยไปด้วย ผู้คนแตกเป็นพวกเป็นกลุ่ม ไม่ฟังความเห็นกันและกัน แก่งแย่งผลประโยชน์เพื่อกลุ่มของตัวเองและจากที่ได้รู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณมา เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความกังวลกับความรุนแรง ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่กังวลว่าจะมีการปะทะกันของคนไทยด้วยกันเอง จึงเปรียบเสมือน “พญาแร้งดำหิมาลัย” ที่กินได้ทั้งเนื้อสด เนื้อเน่า เนื้อปรุง และมีสายตาที่มองได้ไกล หาทางกินได้ตลอดไม่ว่าประเทศจะพังพินาศหรือเศรษฐกิจรุ่งเรือง

ปัจจุบัน คนในสังคมมีความแตกต่างทางความคิด คือพรรคเพื่อไทย เชื่อในประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมคลาสสิก ที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง และประชาชนจะคิดมาอย่างดีก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้เชื่อว่าเมื่อเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างจะดีหมด เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้ยึดถือความคิดดังกล่าว จึงทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของสภาที่จะออกกฎหมายอะไรก็ได้ หลักศีลธรรมสำคัญน้อยกว่าหลักความเท่าเทียมกัน แต่ปัจจุบันก็ยอมให้อำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบได้ แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่ยินยอม จึงเชื่อว่าสามารถออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยได้ ขณะที่กลุ่ม กปปส. มองปัญหาได้ลึกกว่าพรรคเพื่อไทย โดยแยกชีวิตและการเมืองออกเป็น 2 ระดับ คือ กลไกการเมือง เช่น การเลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐบาล และ ระดับแก่น ซึ่งเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของการเมือง ที่มองว่าหากรัฐหรือประชาคมทำงานได้ดีก็จะค้ำประกันชีวิตและทรัพย์สิน แต่ถ้ารัฐพังทลาย ปัญหาร้ายแรงก็จะตามมา พวกเขาจึงต้องปฏิรูปในตัวโครงสร้างรัฐ เพื่อรักษาทรัพย์สิน ชีวิต ตัวเองและลูกหลานให้พ้นจากภัยคุกคามของการคอร์รัปชั่นและเมื่อมองการชุมนุมที่ผ่านมาก็เชื่อว่าไม่มีใครที่จะอ้างสิทธิความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง ไปเปลี่ยนใจกลุ่ม กปปส. ได้เพราะพวกเขายินดีต่อสู้ไปเรื่อย ๆ หากแพ้ก็จะกลับมาใหม่ ทั้งนี้ เรื่อง 1 คน 1 เสียงนั้นเป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้ แต่หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมามีการโกงกินก็ย่อมถูกล้มล้างได้ ผู้ที่คัดค้านการเลือกตั้งโดยโหวตโน หรือไม่ไปลงคะแนนเสียงก็ถือเป็นสิทธิ แต่ถ้าไปขัดขวางการเลือกตั้งก็ต้องยอมรับว่าทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย และอยากถามกลับคนที่ออกมาเรียกร้องให้คนอื่นเคารพสิทธิของตัวเองว่าคนเหล่านี้เคารพสิทธิของตัวเขาเองหรือไม่ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้สิทธิของคนเหล่านี้ในการบงการรัฐบาลอย่างเปิดเผย รวมทั้งมีการนำไปสู่การคอร์รัปชั่น แต่ก็ไม่เคยมีใครออกมาเรียกร้องแต่อย่างใด และการชุมนุมในครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ประชาชนออกมาพูดถึงการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เห็นได้ว่าคนไทยเข้าใจเรื่องสิทธิของตัวเองมากขึ้น

นายธีรยุทธ กล่าวถึงทางออกจากวิกฤติว่า 1. ผู้ที่แก้วิกฤติต่าง ๆ ก่อนหน้านี้คือคนชั้นนำ ตั้งแต่ พระมหากษัตริย์ ทหาร ตุลาการ จนตอนนี้เป็นประชาชนที่ออกมา อารยะขัดขืนทวงคืนอำนาจอธิปไตย หรือที่เรียกว่า “สันติภิวัฒน์” หากประชาชนพ่ายแพ้อาจทำให้เสียสิทธิต่าง ๆ ของการเป็นพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ อาจถูกรัฐหรือเสียงส่วนใหญ่สามารถจำคุกหรือประหารชีวิตได้ ดังนั้นบางครั้งการอารยะขัดขืน หรือการคัดง้างระหว่างอำนาจอธิปไตยนี้ เกิดขึ้นระหว่างองค์อธิปัตย์ในระดับต่าง ๆ หากแต่ระดับอำนาจไม่ยอมกัน ก็ต้องมีอำนาจอื่นเข้ามาคลี่คลาย เช่น เมื่อเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516, พ.ค. 2535 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ามาคลี่คลายวิกฤติไปได้  2. ความเป็นไปได้ของการคลี่คลายวิกฤติแบ่งได้เป็น 2 แนวทาง คือ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องคอร์รัปชั่น ปล่อยให้พรรคเพื่อไทย กลับมาชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไป จะนำไปสู่การได้มาซึ่งระบอบทักษิณโดยสมบูรณ์ และอีกแนวทางหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงในระดับ ปฏิวัติ คือปฏิวัติ โดยประชาชนจำนวนมาก และใช้ความรุนแรง ที่เคยเกิดมาแล้วในหลายประเทศทั้งฝรั่งเศส จีน รัสเซีย ซึ่งคิดว่าจะไม่มีในประเทศไทย การปฏิวัติแบบใหม่คือ  “สันติภิวัฒน์” ที่ทุกภาคส่วนต้องการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทำลายโครงสร้างห่วงโซ่ปมปัญหา ซึ่งผมหนุนแนวทางนี้และคิดว่ามีความเป็นไปได้ แต่ก็ยอมรับว่า การปฏิวัติทุกประเทศในโลก ไม่ใช่เสียงทั้งหมดของประชาชน แต่เป็นเสียงของประชาชนมากที่สุดเท่าที่เป็นได้ 3. การปฏิวัติโดยทหาร ซึ่งก็จะมีกลุ่มชนชั้นนำเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะกลับไปสู่รูปแบบเดิม และหากเป็นเช่นนี้ก็เชื่อว่าจะมีหลายฝ่ายออกมาต่อต้าน

4. โอกาสที่รัฐบาลจะชนะขณะนี้มีน้อยมากเพราะระบบทักษิณเริ่มเสื่อมจากการกลับกลอก ผิดคำพูดของตนเอง อีกทั้งประชานิยมของระบอบทักษิณก็คือ “ประชาซาเล้ง” ที่คนเป็นแกนนำได้ประโยชน์หลังจากโครงการต่าง ๆ พวกลิ่วล้อก็ขโมยตัดเหล็ก ทองเหลือง ทองแดง เอาไปขาย ส่วนปลายน้ำคือ ชาวบ้านรากหญ้า ได้เพียงเศษพลาสติกที่เหลือใส่ซาเล้งถีบไปขายเท่านั้น 5. มวลมหาประชาชนอาจ ไม่ได้รับชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำเนื่องจากคนเหล่านั้นไม่กล้าพอที่จะเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระดับปฏิรูป หรือปฏิวัติด้วยตนเอง

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อมีโอกาสเกิดความรุนแรง ดังนั้นผู้ชุมนุม ต้องเพิ่มระดับการเสียสละไปอีกถึงขั้นพลีชีพ จึงขอเสนอแนะให้ กปปส. คือ 1. มวลมหาประชาชนต้องใช้ความมุ่งมั่นแบบเหนือมนุษย์ยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติต่อไปและขยายผู้สนับสนุนจากชาวบ้านต่างจังหวัดมากขึ้น 2. กลุ่มแกนนำ กปปส. จะต้องประกาศให้ชัดเจนว่า จะไม่มีแกนนำคนใดรับตำแหน่ง หากการปฏิรูปสำเร็จ ขอเพียงสิทธิที่จะคอยตรวจสอบเป็นหมาเฝ้าบ้านที่ทรงพลัง 3. ขยายนโยบายซึ่ง กปปส. ให้ได้ดีกว่าเพื่อไทย การกระจายอำนาจที่แท้จริง ซึ่งในแนวคิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ตนก็แปลกใจว่าเหตุใดเพื่อไทยจึงไม่ทำเลยตลอด 2 ปี

ผมขอเรียกยุทธศาสตร์การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนว่าเป็น ทฤษฎีมะม่วงหล่น คือการใช้ความอดทนที่ยาวนานคือรอให้ผลไม้หล่นมาเอง ซึ่งดูเป็นการเรียกร้องที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์ แต่หากเกิดขึ้นได้แม้โลกทั้งโลกก็คงจะประหลาดใจและนับถือความมหัศจรรย์ของมวลมหาประชาชนไทย ทั้งนี้ ตนไม่ใช่ กปปส. แต่ขอสนับสนุน และขอเป็นส่วนหนึ่งใน “สันติภิวัฒน์” ของมวลมหาประชาชนครั้งนี้.

หมายเหตุ........เป็น “เนื้อหาบางส่วน” ที่นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ ม.ธรรมศาสตร์ แถลงข่าวเรื่อง “สุดท้ายของระบอบทักษิณ สร้างรากฐานใหม่ให้ประเทศไทย?” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0