อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 17 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 17 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

‘ต้อหิน’ มฤตยูเงียบ - X-RAY สุขภาพ

ในระหว่างวันที่ 16-21 มี.ค. นี้ เป็นสัปดาห์ต้อหินโลก ซึ่งโรคต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนตาบอดสูงเป็นอันดับหนึ่ง มาดูกันว่าสถานการณ์ต้อหินเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร อาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2557 เวลา 00.00 น.

ในระหว่างวันที่ 16-21 มี.ค. นี้ เป็นสัปดาห์ต้อหินโลก ซึ่งโรคต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนตาบอดสูงเป็นอันดับหนึ่ง มาดูกันว่าสถานการณ์ต้อหินเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร

รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า มีคนเปรียบโรคต้อหินเป็นมฤตยูเงียบ เพราะเป็นสาเหตุทำให้คนไทยทั่วโลกตาบอดถาวรเป็นอันดับหนึ่ง

อุบัติการณ์ของโรคต้อหินพบประมาณ 1-2 % ของประชากร ที่เรียกว่ามฤตยูเงียบ เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคต้อหิน จนกว่าจะตาบอดไปแล้ว พอรู้เมื่อตาบอดไปแล้ว จะไม่สามารถให้การรักษากลับมามองเห็นเป็นปกติได้ การเกิดโรคต้อหิน เนื่องจากมีความดันในตาสูงกว่าปกติ จนไปกดขั้วประสาทตา ส่งผลให้ขั้วประสาทตาเสื่อม อาจจะเป็นตาเดียวหรือ 2 ตาก็ได้ ในประเทศไทยคาดว่าจะมีคนเป็นโรคต้อหินซ่อนอยู่ประมาณ 1-2 ล้านคน

เมื่อขั้วประสาทตาเสื่อมจะทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จนการมองเห็นลดลงและตาบอดในที่สุด แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ทันได้สังเกตว่าตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นแย่ลง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหิน คือ กรรมพันธุ์ บ้านใดที่มีคนในครอบครัวเป็นต้อหินควรไปรับการตรวจตา โดยตรวจสภาพการมองเห็น การวัดความดันตา ตรวจขั้วประสาทตาว่ามีความเสื่อมจากโรคต้อหินหรือไม่ และอาจจะมีการตรวจด้วยเครื่องวัดลานสายตา หรือเครื่องสแกนขั้วประสาทตา

 

กลุ่มเสี่ยง คือ 1. คนอายุ 40 ปีขึ้นไป โอกาสที่จะเกิดความบกพร่องของความดันตาจะเริ่มพบมากขึ้น ดังนั้นควรไปตรวจตา วัดความดันตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปีอาจจะเป็นโรคต้อหินได้ หากมีโรคประจำตัวหรือกรรมพันธุ์เป็นโรคนี้ 2. คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน หรือตาบอดโดยไม่รู้สาเหตุ 3. กลุ่มที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เสี่ยงต่อการเป็นต้อหินเพิ่มขึ้น เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน คนที่มีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา หรือเคยผ่าตัดดวงตา ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิมากกว่าคนปกติ ดังนั้นควรไปตรวจตาอย่างน้อย

ปีละครั้งเช่นกัน 4. เกิดจากตัวคนไข้เอง เช่น มีการใช้ยาผิดประเภท เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์ ไม่ว่าชนิดกินหรือหยอดล้วนแต่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต้อหินได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ไม่ว่าชนิดกินหรือหยอด

กว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะมาโรงพยาบาลมักสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว และมาด้วยอาการตามัว ลานสายตาเหลือน้อยคนไข้จึงเริ่มรู้สึกตัว เพราะฉะนั้นนอกจากการไปตรวจตาเป็นระยะ ควรจะมีการทดสอบตาเบื้องต้น เช่น ทุกสัปดาห์ลองปิดตาแต่ละข้างแล้วมองรูปภาพเปรียบเทียบกันว่าการมองเห็นภาพชัดเท่ากันหรือไม่ หรือมีการมองเห็นไม่ชัด หรือมีบางตำแหน่งของภาพหายไป ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคต้อหินได้

การรักษาโรคต้อหิน คือ การรักษาประสาทตาส่วนที่เหลืออยู่ไม่ให้เสียไป ถ้าเสียไปแล้ว 30% ในส่วนดังกล่าวไม่สามารถเอาคืนได้แล้ว แต่เราจะรักษาส่วนที่เหลือ 70% เอาไว้ ดังนั้นการรักษาที่นิยมในปัจจุบัน คือ การใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันในลูกตา นอกจากนี้อาจจะรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินต้องไปพบจักษุแพทย์ตามนัด และต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอไม่ควรขาดยา

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ ความดันตาที่สูงขึ้น มีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ ขอเรียนว่าไม่เกี่ยวกัน

อย่างไรก็ตามในวันที่ 21 มี.ค. นี้ ระหว่างเวลา 08.30-12.00 น. โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จะจัดงาน “ตาดี...ห่างไกลต้อหิน” ณ บริเวณโถง ชั้น 1อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน ตลอดจนให้ผู้ใช้บริการตระหนักถึงความสาคัญในการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและตรวจสุขภาพตาฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0