อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563

เปิดใจเด็กวัดร้อยล้าน‘เอก-ศุภากร ประทีปถิ่นทอง’

“เด็กวัดร้อยล้าน” ที่เพิ่งมีผลงานละครเรื่องแรก “กุหลาบร้ายของนายตะวัน” ในบทบาท “กิตติทัต”หมอหนุ่มผู้อบอุ่นแสนดี แม้อีกบทบาทนึงจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงด้วยวัยเพียง 25 ปี เสาร์ที่ 22 มีนาคม 2557 เวลา 00.00 น.

กลายเป็นหนุ่มฮอตที่น่าจับตามองอีกคน สำหรับหนุ่มหล่อหน้าใสจากบ้านโพลีพลัส “เอก-ศุภากร ประทีปถิ่นทอง”เจ้าของฉายา “เด็กวัดร้อยล้าน” ที่เพิ่งมีผลงานละครเรื่องแรก “กุหลาบร้ายของนายตะวัน” ในบทบาท “กิตติทัต”หมอหนุ่มผู้อบอุ่นแสนดี แม้อีกบทบาทนึงจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงด้วยวัยเพียง 25 ปี งานนี้เจ้าตัวบอกไม่อยากให้มองเค้าที่ฉายาหรือตัวเงิน อยากให้มองที่ผลงานมากกว่าแหม..มม หล่อ ครบเครื่อง แถมยังทำงานเก่งซะขนาดนี้ ต้องไปทำความรู้จักกับหนุ่มคนนี้กันซะหน่อยแล้ว

“เด็กวัด”

“เด็กวัดร้อยล้าน”  ฉายานี้ได้มายังไง?

“ตอนแรก เอกไม่ได้ตั้งใจเข้าวงการบันเทิง ผมเป็นเด็กวัดลูกศิษย์ “หลวงพี่อุเทน” ที่วัดท่าไม้ ซึ่งผมเคารพและนับถือท่านเหมือนพ่อคนที่ 2 ผมอาศัยอยู่ที่วัดตั้งแต่อายุ 13 ปี จากการที่คุณพ่อคุณแม่ชอบพาลูก ๆ ไปทำบุญที่วัด มีอยู่วันหนึ่งท่านพาลูก 5 คนไปทำบุญ ส่วนผมนั่งดูทีวีรออยู่ในรถ หลวงพี่ก็พูดขึ้นมาว่า “อยากเจอลูกของโยมอีกคนหนึ่ง อยู่ไหนไปตามมา” ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะท่านไม่รู้ว่าผมมาด้วย! คุณพ่อก็ไปตามให้ผมมากราบหลวงพี่ ท่านก็พูดว่า “มาเป็นลูกศิษย์มั้ย” ตอนนั้นผมยังเด็กก็มาหาท่านเดือนสองเดือนครั้ง จนกระทั่งลูกศิษย์ของหลวงพี่ออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ผมก็ตั้งใจมาช่วยงานหลวงพี่ 2–3 วัน แต่กลายเป็นเดือนเป็นปี จนถึงวันนี้ผมก็ยังนอนที่วัดอยู่เลย ไม่ว่าจะทำงานดึกขนาดไหนก็ต้องกลับไปดูแลหลวงพี่และนอนที่วัดทุกวัน วัดก็เหมือนบ้าน”

รู้สึกยังไงกับฉายา “เด็กวัดร้อยล้าน”?

“เอกเป็นห่วงความรู้สึกของคนที่คิดถึงภาพ “เด็กวัดร้อยล้าน” เพราะนี่เป็นแค่ฉายาที่มีคนเค้าตั้งให้เฉย ๆ เราไม่รู้ว่าเค้ามองที่อะไร ถ้าเค้ามองที่ความสามารถ เราทำงาน ใช้ชีวิตยังไง ถึงสามารถบริหารเงินเป็นร้อยล้านได้ มีธุรกิจใหญ่โต อะไรแบบนี้เราดีใจนะ เอกอยากให้มองที่มุมมองการทำงานมากกว่า เพราะเอกเชื่อว่าเด็กวัดส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมีเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่ อยากให้เรื่องราวของเอกเป็นแรงบันดาลใจให้คนหลาย ๆ คน ว่าไม่ว่าใครก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ถ้าเราตั้งใจจะทำจริง ๆ”

“เรื่องแรกในชีวิต”

แล้วได้มาเล่นละครเรื่องแรกในชีวิต “กุหลาบร้ายของนายตะวัน” เป็นยังไงบ้าง?

“ละครเรื่องแรก ถือว่ายากมากเลยครับ ตื่นเต้นมากด้วย เพราะเหมือนเราได้ทำงานใหม่ พอเราเริ่มใหม่ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องพยายามหาวิธีการเรียนรู้ ไม่ว่าจากตัวเอง คนรอบข้าง ผู้กำกับ เพื่อน ๆ นักแสดงด้วยกัน เอกว่าประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่ได้จากการเล่นละคร คือการที่ เราได้ค้นพบด้วยตัวเอง เลยอาจจะทำให้ช้านิดนึงกว่าจะปรับตัวในการแสดงได้ แรกๆ ก็แย่ กว่าจะเล่นได้ คนดูจะรู้เลยว่าโรบอตมาก แข็งมาก หลัง ๆ เริ่มมีคนให้กำลังใจ เราก็เลยมั่นใจขึ้น เริ่มรู้จังหวะ เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ต้องขอบคุณทีมงานทุก ๆ คนเลยล่ะครับ”

คิดว่าละครเรื่องแรกของตัวเองประสบความสำเร็จมั้ย?

“เรื่องแรกก็ถือเป็นก้าวแรก เอกยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะเลยล่ะครับ เอกไม่รู้ว่าเอาอะไรมาวัดว่าประสบความสำเร็จมั้ย เอกเห็นคนที่ประสบความสำเร็จ คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่อยู่วงการมา 30-40 ปี เค้าก็ยังไม่เคยหยุดพัฒนากันเลย เพราะฉะนั้นเอกยังต้องหาประสบการณ์เยอะ ๆ เพื่อให้ตัวเองพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ (ยิ้ม)”

“สู้เพื่อแม่”

ได้ยินมา     ว่าเล่นละครเพื่อ     “แม่”?

“คุณแม่ผมก็เหมือน ๆ แม่ทั่วไปแหละครับ ที่อยากเห็นลูกประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง มีงานการที่ดี คุณแม่มองว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพมีคนรู้จักเยอะ ท่านไม่ได้บอกหรอกว่า อยากให้เราเป็นดารา แต่ด้วยความรู้สึกระหว่างแม่กับลูก ทุกครั้งที่เห็นเค้าดูละครเค้ามีความสุข เลยคิดว่าถ้าวันนึงเค้าได้ดูละคร แล้วคนที่เล่นเป็นลูกของเค้า คุณแม่ก็น่าจะมีความสุขและภูมิใจมาก ๆ”

เล่นเป็นหมออบอุ่นแสนดีไปแล้ว อยากลองเล่นบทใหม่ ๆ บ้างมั้ย?

“ถ้ามีโอกาสก็อยากเล่นบทที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเอง เพราะเอกเป็นคนทะเล้น ๆ หน่อย ขี้เล่น คุยเก่ง สนุกสนานครับ”

แฟน ๆ จะได้เห็นเป็นพระเอกบ้าง มั้ย?

“มันอยู่ที่เราต้องพิสูจน์ความสามารถของเราเองให้ได้ก่อน  ถ้าวันนึงเราทำได้ เอกก็เชื่อว่าผู้ใหญ่จะให้โอกาสเด็กทุกคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว ตอนนี้เรารู้ว่า ตัวเรามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ให้เราทำงานที่หนักไป แบกไม่ไหว วันนึงก็ล้มอยู่ดี สู้วันนี้ทำงานที่เหมาะสมกับตัวเราดีกว่า ถึงเวลาแล้วค่อยเพิ่มระดับ อย่างพระเอกหรือตัวรอง เอกมองว่าก็เป็นนักแสดงเหมือนกัน ตอนนี้ให้เป็นพระเอกคงเร็วเกินไป รอวันนึงที่เอกมีโอกาสได้พัฒนาตัวเอง ได้มีประสบการณ์มากขึ้น มีชั่วโมงบินสูง ๆ คงจะเหมาะสมกว่าครับ”

“น้องโบ”

มีงานในวงการบันเทิงเข้ามาเยอะ แล้วเรื่องธุรกิจล่ะ ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?

“ทำเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซื้อขายที่ดิน สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก บริษัทไฟแนนซ์ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ล่าสุดก็เพิ่งเปิดธุรกิจใหม่ เป็นร้านทองครับ ก็ยังเหมือนเด็กที่กำลังหัดเดิน เราต้องคอยประคับประคองไปก่อนครับ”

แล้วเรื่องหัวใจกับน้องโบ-ธัญญะสุภางค์ ล่ะเป็นยังไง?

“คือเราต่างคนต่างทำงาน ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยมีเวลาให้กันเท่าไหร่ คือเอกมีหน้าที่ที่ต้องทำเยอะ น้องเค้าก็เข้าใจว่าเอกต้องทำงานหลายอย่าง ถ้าน้องเค้ามีเวลาว่าง จะเข้ามาทำบุญที่วัด ก็ได้เจอกันบ้างนาน ๆ ทีครับ ส่วนใหญ่เวลาว่างของเราไม่ค่อยจะตรงกันด้วยครับ พอว่างจากการทำงาน เอกก็เล่นละคร พอว่างจากเล่นละคร ก็ไปดูแลหลวงพี่ ขับรถให้หลวงพี่ เค้าก็มีขอบ้างนะ แบบอยากให้เรามีเวลาคุยกัน มีเวลาเรียนรู้กันมากกว่านี้ แต่เค้าก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เค้าก็รู้ว่า ถ้าเอกมีเวลาก็จะให้เวลาเค้าอยู่แล้วล่ะครับ”

เติมความหวาน ให้กำลังใจกันยังไง?

“คุยกันมาประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว ถ้า     มีเวลาว่าง ก็จะไปทานข้าวกันบ้างนาน ๆ ที  ถ้าไม่ได้เจอ ก็จะคุยโทรศัพท์ เอกจะพยายามถามเรื่องราวต่าง ๆ วันนี้เป็นไงบ้าง? เจออะไรมาบ้าง? มีปัญหาอะไรรึเปล่า? เหมือนเราคอยอยู่เป็นกำลังใจให้กัน เราคุยกัน 2 คนเหมือนเป็นเพื่อนที่สนิทกัน ก็ปรึกษาอะไรกันได้หมด ผมว่าความหวานไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญคือความเข้าใจกันมากกว่า”

“เนื้อคู่”

มีคนทักมั้ยว่าคู่เราหน้าตาคล้าย ๆ กัน เอ๊ะ..จะเป็นเนื้อคู่กันรึเปล่า?

“มีคนทักบ่อยมากครับว่าเราหน้าเหมือนกัน อย่างไปทำบุญด้วยกัน บางคนถึงขนาดคิดว่าน้องโบเป็นน้องสาวของเอกเลย ส่วนเรื่องจะเป็นเนื้อคู่กันมั้ย?? (หัวเราะ) เอกว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่เวลามากกว่าครับ (ยิ้ม)”

เค้าเป็นนางเอก มีช่วยแนะนำเรื่องการแสดงให้เรามั้ย?

“ส่วนใหญ่เราจะไม่ค่อยเข้าไปก้าวก่ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว ผมก็จะมีกรอบของผม ก็จะมีมุมที่เป็นส่วนตัวของผม คิดว่าทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด แต่มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน เราก็เคารพในการตัดสินใจของคน ๆ นั้น ส่วนใหญ่เน้นให้กำลังใจกันมากกว่าครับ”

น้องโบมีโอกาสได้ดูผลงานเรามั้ย?

“เค้าก็ได้ดูบ้างครับ อย่างเค้ามาเห็นฉากที่มีกุ๊กกิ๊ก เค้าก็จะมีแบบแกล้งง้องแง้ง ๆ ว่า “ทำไมพี่เอกไม่ยอมบอกก่อน” ผมแค่ตอบเค้าไปแบบขำ ๆ ว่า “อันนั้นพี่เอกไม่ได้แสดง หมอทัตทำต่างหาก” (หัวเราะ) แต่ส่วนใหญ่เราจะคุยกันก่อนอยู่แล้ว ถ้าเกิดจะมีฉากอะไรที่ทำให้อีกคนคิดมาก ก็จะบอกไว้ก่อน จะเป็นประมาณนี้มากกว่าครับ”

“อนาคต”

คิดวางแผนในอนาคตไว้ว่ายังไง?

“ทุกวันนี้เอกมีหน้าที่ที่ต้องทำเยอะ มีลูกน้องที่ต้องดูแลมาก ซึ่งเค้าฝากชีวิตไม่ใช่แค่ตัวเค้าคนเดียว มันรวมไปถึงทั้งครอบครัวเค้าด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเราจะทำอะไร ต้องคิดให้รอบคอบ คิดให้ดีก่อนจะลงมือทำ เพราะถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมาไม่ใช่เราคนเดียว มันหมายถึงทุกคนที่อยู่กับเรา ที่เดินตามหลังเราก็จะเสียไปด้วย เอกเลยพยายามจะมองแต่วันนี้ พรุ่งนี้ มองสิ่งที่มันอยู่ใกล้ที่สุด ให้มันดีที่สุด ไม่ประมาทกับการเดินทางไกล       ค่อย ๆ มองไปทีละสเต็ป ๆ แต่เรามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำอะไร แต่ถ้าเกิดแผนที่เราวางไว้มันไปไม่ถึง เราอาจจะเปลี่ยนทางแต่ก็ต้องค่อย ๆ ก้าวเดินไปเหมือนเดิม”

เหมือนกับว่าเรานำธรรมะ มาใช้กับชีวิตได้ลงตัว?

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ เวลาทำงานหนัก หรือยุ่ง ๆ คิดงานนู่นนี่ มันจะทำให้จิตใจเราไม่นิ่ง เอกก็มีธรรมะ มาช่วยขัดเกลาให้เรามีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น หลวงพี่บอก เอกไม่ได้บวชก็เหมือนบวชนั่นแหละ เพราะด้วยความที่เอกอยู่วัด อยู่ใกล้หลวงพี่ อยู่ใกล้ศาสนา ทำให้ได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ พูดง่าย ๆ คนหลากหลายรูปแบบที่เข้ามานี่แหละ เหมือนเป็นหนังสือให้เอกได้อ่านได้ศึกษา คือ ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือความสมดุลในชีวิต เพราะฉะนั้นทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าเอกจะทำธุรกิจหรืองานอะไรก็ตาม เอกจะมองก่อนว่า ทำไปแล้วมีความสุขมั้ย จะถามตัวเองแค่นี้ก่อน เอกมีความสุข คนรอบข้างเอกมีความสุขมั้ย ถ้าเอกทำลงไป ถ้าไม่มีความสุขเอกก็ไม่ทำ ถ้าทุกคนมีความสุข ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้อง เอกก็จะทำมันทันที”

หลายคนมองว่า สิ่งที่เอกทำอยู่ประสบความสำเร็จแล้ว?

“เอกมองว่าเอกเพิ่งเริ่มต้นมากกว่า การทำงานมันก็มีต้องมีปัญหาอุปสรรคอยู่แล้ว แต่เอกโชคดีที่มีคนคอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ทำให้เอกมีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น แต่ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จรึยัง เอกมองว่ายังนะ อนาคตมันมีอะไรที่จะเกิดขึ้นกับเราอีกมากมาย มีการแข่งขันตลอดเวลา ทุกคนไม่อยู่กับที่ เรายังไม่อยู่กับที่เลย วันนึงสิ่งที่เราคิดอาจไม่เหมือนที่เราคิด สิ่งที่เราฝันอาจไม่เป็นอย่างที่เราฝันก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ อย่างที่บอก เอกจะพยายามก้าวไปทีละก้าว แต่ทุกก้าวที่เดินไปต้องมั่นคง เพราะเอกเริ่มมาจากชีวิตที่ต้นทุนเป็นศูนย์ ทุกวันนี้เอกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะเอกได้ใช้กำไรในการทำงาน ในการลงทุน ทำให้เรากล้าที่จะใช้ชีวิต กล้าที่จะทำงาน และเอกโชคดีอีกอย่างที่มีคุณพ่อ คุณแม่ และหลวงพี่ เป็นไอดอลในการใช้ชีวิต เป็นบุคคลที่อยู่เคียงข้างมาโดยตลอดครับ”

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่เอาธรรมะนำชีวิต ถ้าน้อง ๆ อยากจะเอาอย่างหนุ่มเอกแล้วละก็ หนุ่มเอกเขาไม่สงวนลิขสิทธิ์นะจ๊ะ.

กาญจนา สิทธิเม่ง : รายงาน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0