อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 ธันวาคม 2561

“กระแต” เข้าใจชีวิต ใช้ธรรมะเป็นที่พึ่ง

สำหรับ กระแต-นิภาพร บุญยะเลี้ยง หรือ กระแต อาร์ สยาม แถมทำผลงานเพลงออกมาก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก อาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2557 เวลา 00.00 น.

เป็นนักร้องลูกทุ่งสาวที่มีข่าวคราวโหมกระหน่ำซัดเยอะคนหนึ่งของวงการ สำหรับ กระแต-นิภาพร บุญยะเลี้ยง หรือ กระแต อาร์ สยาม แถมทำผลงานเพลงออกมาก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ในวันนี้เมื่อข่าวคราวทุกอย่างจางลง เธอเข้มแข็งขึ้น พร้อมเปิดใจกับ “ดาวต่างมุม” ถึงทุกแง่มุมในชีวิตของเธอ

 หลังจากที่ข่าวต่าง ๆ ซาลง ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร?

เรื่องงานดีขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกระแสดีหรือไม่ดี รู้แต่เพียงว่ามันดี แล้วด้วยอัลบั้ม “ตื๊ด” มันก็พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่าง กระแตก็เปลี่ยนลุคจริงจังและตั้งใจ คนก็ได้เห็นความสามารถ กระแสเพลงก็ดี ในยูทูบก็ 30 กว่าล้านวิว มันก็ที่สุดในชีวิตแล้ว ตั้งแต่ทำอัลบั้มมา เรื่องงานเรื่องคอนเสิร์ตก็มีเยอะเหมือนเดิม

 ปรับเพลงลูกทุ่งมาเป็นแนวป๊อปก็โดนเสียงวิจารณ์เยอะ?

ใช่ ผู้ใหญ่จะรู้ว่า กระแตไม่ได้ร้องเพลงแค่ลูกทุ่งอย่างเดียว หนูร้องได้ทุกแนว อยากให้เห็นความหลากหลาย เหมือนเป็นอีกด้านหนึ่งที่ดึงเด็ก ๆ วัยรุ่นหันมาฟังลูกทุ่งได้ด้วย เพราะในเพลง “ตื๊ด” มันก็ไม่ได้เป็นสตริงจ๋าซะทีเดียว มันก็ยังมีความเป็นกระแตในท่อนที่เป็นภาษาเหนือ เพลงซอ ที่เป็นเอกลักษณ์ของกระแต ทุกคนก็เริ่มเข้าใจว่าเพลงนี้มันเป็นชุดพิเศษจริง ๆ ที่อยากให้เห็นความสามารถเราอีกด้านหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถามว่ายังร้องลูกทุ่งไหม ก็ยังร้องอยู่แน่นอน เพราะทุกเวทีที่ไปก็ยังมีบทเพลงลูกทุ่งอยู่ แรก ๆ ที่โดนวิจารณ์รู้สึกเป็นธรรมดา รู้สึกเข้าใจ ไม่ได้ท้อแท้เสียใจ คนเรามันมีความชอบไม่ชอบไม่เหมือนกันอยู่แล้ว คนชอบออกอะไรมา เขาก็ชอบ ไม่สวยก็บอกสวย แต่คนไม่ชอบ อะไรก็ไม่ชอบ มันเป็นความคิดของแต่ละคนอีก เราทำออกมาสุดท้ายเรามองแค่ว่า เราทำเต็มที่แล้ว ผลตอบรับเป็นอย่างไรก็ต้องอยู่ที่แฟนเพลง อย่างเพลงนี้แฟนเพลงให้ความตอบรับดีก็หายเหนื่อย

 เป้าหมายของการอยู่ในวงการบันเทิงเป็นอย่างไร?

หนูหวังว่าจะอยู่อย่างนี้ไปจนรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหว เหมือนมาดอนน่าที่ 50 แล้วยังเต้นอยู่เลย กระแตคิดแบบนั้น เพราะว่ามันคืออาชีพเรา เราเกิดมาทำตรงนี้ เราก็จะทำให้เต็มที่ จนกว่าเราไม่ไหวถึงจะหยุด และก็จะพุ่งตัวเองไปข้างหน้า จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ก็คงจะเปลี่ยนแนวเพลงไปเรื่อย ๆ เพราะกระแตเป็นคนที่ไม่อยู่กับที่อยู่แล้ว ส่วนตัวเป็นคนที่หาอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา เรายิ่งโตก็ยิ่งได้รับโอกาสมากขึ้น ในการทำเพลงก็จะมีส่วนร่วมเยอะ หาแนวดนตรี เนื้อร้อง เริ่มทำเอง อยากจะอยู่เบื้องหลัง มีความคิดถึงขนาดอยากทำห้องอัด อยากทำเพลง อยากแต่งเพลงเอง เพราะว่าที่ผ่านมาก็มีแต่ง ๆ เพลงไว้เองบ้าง อยากสอน อยากปั้นเด็ก กระแตเป็นคนที่เห็นเด็กมีความพยายาม มีความสามารถ เรารู้สึกอยากให้เขาได้ถึงเรา เพราะเราเคยเป็นจุดเล็ก ๆ แบบนั้น แล้วมีคนปั้นเรา เรารู้สึกว่าถ้าเรามีกำลังแรงพอที่จะช่วยเหลือใครได้ ก็อยากดันให้ขึ้นมา ถ้าคิดว่าได้อยู่เบื้องหลังก็ชอบนะ เพราะเวลาไปทำเพลงกับอาจารย์ แล้วรู้สึกว่ามันเจ๋ง มันน่าสนุก

 ในวงการมีคลื่นลูกใหม่ มีคนให้เปรียบเทียบตลอดเวลา รู้สึกอย่างไรบ้าง?

อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของโลกจริง ๆ พอชีวิตผ่านอะไรมามาก ๆ เริ่มรู้สึกไม่เป็นไร ตอนนี้กระแตถือคติว่า เวลาปัจจุบันคือสิ่งที่ดีที่สุด สิ่ง ณ ปัจจุบันคือความจริง อดีตคือสิ่งที่ผ่าน พรุ่งนี้ก็ยังมาไม่ถึง เหมือนเราใช้ชีวิตวันนี้ พอจะหลับตา สวดมนต์ก็จะคิดว่า วันนี้อะไรที่เราได้รับแล้วมีความสุขบ้างก็แค่นั้น ส่วนที่ทุกข์ก็ปล่อยไป เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เป็นวันใหม่แล้ว จะคิดแบบนี้เสมอ ดังนั้นคลื่นลูกใหม่หรือใครจะมาต้องทำใจ เราก็แค่หาอะไรรองรับ ไม่ต้องคิดอะไรมาก และทำให้ดีที่สุดในวันที่เรายังมีแรงอยู่ เวลาถูกเปรียบเทียบก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ถ้าเรารู้สึกก็บั่นทอนตัวเองเปล่า ๆ เครียดเปล่า ๆ อะไรที่มันบั่นทอนไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่เอามาคิดดีกว่า เราคิดว่าเราทำในสิ่งที่เราทำได้และดีที่สุดก็พอ

 ดูเป็นคนธรรมะธัมโมมาก ๆ?

ใช่ มาสายธรรม กระแตก็แอบไปปฏิบัติธรรมตลอด หนูโชคดีที่เกิดมาในบ้านที่ทำบุญตลอด เกิดมาก็เห็นแม่ทำบุญตลอด จะสอนตลอด จะทำบุญที่เราสามารถแบ่งเบาและช่วยเหลือคนด้อยโอกาสกว่า กระแตเจออะไรหนัก ๆ มาเยอะ มันก็เลยเข้าทางธรรมเยอะ เข้าก่อนเพื่อน ๆ หรือเด็กวัยรุ่นคนอื่น ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตยิ้มตลอด ก่อนหน้านี้กระแตเจอเหตุการณ์เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ตอนระเบิดโรงแรมที่หาดใหญ่ นี่คือจุดพลิกชีวิตที่ทำให้กระแตปฏิบัติธรรมเกือบทุกวัน เพราะรู้สึกว่าชีวิตมันวินาทีเดียวจริง ๆ จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้ เรากำลังเล่นอยู่ดี ๆ ก็บึ้ม ถ้าโชคไม่ดีเราก็อาจจะไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ กระแตรู้สึกว่าวันพรุ่งนี้เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นวันนี้คือวันสุดท้ายที่เราจะทำดี จะบอกรักแม่ กราบแม่ทุกวัน ทำในสิ่งที่ไม่ให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ ไม่สร้างบาป เหมือนเป็นการใช้สติกับตัวเอง ถ้าว่าง 5-7 วัน ก็จะไปปฏิบัติธรรมที่วัด แต่ที่ทำทุกวันคือสวดมนต์ ถ้าตื่นเช้าก็ใส่บาตรด้วย แต่ปกติกระแตกลับบ้านก็ตีสามตีสี่ กว่าจะได้นอนก็ตีห้า ก็รอหกโมงเช้ามาใส่บาตรเลยก็มี ธรรมะทำให้หนูเปลี่ยนไป เมื่อก่อนยิ่งกว่านี้อีก ใจร้อน วู่วาม มันเปลี่ยนเราได้เยอะ แต่เราก็ยังเป็นตัวเรา มันเปลี่ยนตัวเองไม่ได้หรอก แค่ใช้ธรรมะมายึดถือเป็นแนวทางเดินชีวิต

 มีอะไรที่ทำให้ท้อสุด ๆ?

อย่างข่าวที่ผ่านมา โลกทั้งโลกเราไม่สามารถไปอธิบายให้คนเข้าใจได้ เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย ตอนนั้นรู้สึกร้อนรน จริง ๆ เราอยู่นิ่ง ๆ ดีที่สุดแล้ว เมื่อก่อนคนบอกให้นิ่ง ๆ เรายังรู้สึกว่า มันนิ่งไม่ได้ ใครมาว่าไม่ได้ สุดท้ายมันเริ่มท้อ เริ่มเหนื่อย ก็มองว่า เราไม่จำเป็นต้องแคร์ใครบนโลก เราแคร์คนที่เขารักเราดีกว่า นิ้วมือ 5 นิ้ว ยังไม่เท่ากันเลย แล้วจะให้ใครสักคนมาเข้าใจเรา มันเป็นเรื่องยาก เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ก็เลยเริ่มปล่อย เวลามีคนไม่เข้าใจ ก็เสียใจในช่วงแรก เราไม่ใช่พระอิฐพระปูน เราก็ปล่อยให้มันผ่านไป ถ้าเราทำดี เราก็จะอยู่ในความรู้สึกที่ดี ๆ อย่างนี้ ใครจะมองไม่ดี เราก็ทำดีของเรานี่แหละ ใครจะคิดไม่ดีก็เป็นเรื่องทุกข์ของเขาไป

 แม้กระทั่งการโพสต์รูปและข้อความต่าง ๆ ในไอจีก็โดนมองไม่ดี?

อันนี้ก็เป็นความคิดของคนเนอะ ความจริงมันก็เป็นตัวเราด้วยที่เรากระทำ บางอย่างเราไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นประเด็น คนก็ไปโยงให้เข้าใจไปแบบนั้น เราก็หัวเราะว่า เออ โชคร้ายจริง ๆ ที่มันเกิดเป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากเราไม่ได้ตั้งใจจะโพสต์ให้มันเป็นแบบนั้นแบบนี้ อันนี้ก็คือเรื่องที่ผ่านมาแล้ว มันก็คือประสบการณ์ ซึ่งมันก็ดีกับปัจจุบันที่ทำให้เราไม่ต้องโพสต์แบบนั้นอีก อะไรที่จะโพสต์ต้องคิดก่อน หนูว่าหนูชอบชีวิตตัวเองช่วงนี้มาก ไม่วู่วาม ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ใครว่าอะไรมาก็เฉย ๆ แล้ว ตอนนี้ไอจีใหม่ที่เพิ่งเปิดก็ไม่มีใครมาว่าอะไรแล้ว หนูบอกแล้วว่ามันอยู่ที่เวลา สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีอะไรจริง ๆ

 ทุกวันนี้เป็นเสาหลักของบ้าน?

ใช่ค่ะ ต้องยอมรับว่ากระแตเหมือนเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก ในเรื่องของการทำงาน คนอื่นวิ่งเล่นกัน แต่กระแตร้องเพลงแล้ว ไล่หาเงินช่วยครอบครัว คุณพ่อกับคุณแม่ก็ร้องเพลง พอท่านอายุมากขึ้นก็อยากช่วยท่าน หนูรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ไม่เห็นเหนื่อยเลย และเป็นความสุขของเราด้วย ก็เลยมีความฝันว่า สักวันเราจะต้องขึ้นมาอยู่ตรงนี้ให้ได้ แล้วพอเราอยู่ตรงนี้ได้ มันก็คือจบแล้ว เราได้ดั่งฝันเราแล้ว ต่อไปจะได้มาก จะดังกว่านี้ก็ถือว่าเป็นบุญของเราแล้ว ทุกวันนี้ถือว่าไกลเกินฝันมาก เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กว่าจะร้องเพลง ได้เงินเท่านี้ แต่พอวันนี้ร้องเพลงแค่นี้ ได้เงินเท่านี้ หนูก็ให้แม่เก็บหมดทุกบาททุกสตางค์ เพราะเราต้องเลี้ยงดูหลายชีวิต ดีตรงที่มีแม่คอยดูแล เก็บให้

 รู้สึกเหนื่อยหรือหนักไปไหม?

ไม่เหนื่อยเลย หนูรู้สึกว่า ยังมีแรงได้อีกเยอะ แม่จะบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีงานทำ อย่ามาบ่นนะ ตั้งแต่นั้นก็เลยไม่ค่อยอยากจะบ่น ก็แอบบ่นในใจบ้าง แต่มันก็ต้องเหนื่อยสิ ทำงานนี่ ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ แล้วคุณจะได้ตังค์ มันก็ต้องแลกด้วยความเหนื่อย หนูบ้าพลังมาก ยิ่งงานเยอะหนูรู้สึกชอบ เห็นเงินแล้วมันหายเหนื่อย เพราะเราอยากให้ครอบครัวสบาย เคยมีอยู่วันหนึ่งรับ 7 งาน โอ้โห มันมาก มีอีกไหม ตอนนั้นรู้สึกอย่างนั้นเลย เราเป็นคนสนุกกับงาน เลยไม่ได้ท้อแท้ สรุปแล้วคือการทำงานที่เรารักเนี่ย มันมีความสุขที่สุดแล้ว เราได้ทำงานที่รัก โชคดีแค่ไหน บางคนทำงานที่ตัวเองไม่ได้รักด้วยซ้ำ     

 วงการนี้สอนและให้อะไรกระแตบ้าง?

แน่นอนค่ะ ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ได้เจอผู้คนมากมาย ทำให้เราอยู่ในโลกใบนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเราจะได้รู้ว่าแบบไหนที่เราควรจะทำหรือไม่ทำ ให้หรือไม่ให้ ให้แค่ไหนดีและรับมาแค่ไหน มันเป็นเรื่องของใจมากกว่า ถ้าเราให้เขาเต็ม ๆ แล้วเขาไม่ให้ก็ไม่เป็นไร เราให้ไปแล้ว เรามีความสุขแล้ว เราอยู่ในวงการด้วยความรักและเอื้อเฟื้อ มองว่าการใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสงบนิ่งและเป็นประโยชน์ โลกจะสงบขึ้นด้วยค่ะ

 แล้วสุขภาพเสียงตอนนี้เป็นอย่างไร?

ก็มีเจ็บคอบ้างค่ะ แอบท้อเหมือนกัน ก็พยายามรักษาตัวเอง คือเราเป็นคนที่ใช้เส้นเสียงผิดมาตลอด เหมือนเครื่องจักรมันมีอายุการใช้งานของมัน เราร้องมาตั้งแต่ 7-8 ขวบ ตอนนี้ก็ 20 กว่าแล้ว แล้วยิ่งใช้ผิดอีก เรามันเด็กบ้านนอกไงคะ ร้องตะเบ็งคอแตก ไม่เคยเรียนร้องเพลง ไม่รู้วิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เลยต้องทำใจ พยายามรักษาอยู่ ก็พอร้องได้ แต่อาจจะร้องไม่ได้โหดเหมือนแต่ก่อน ที่ร้องเป็นร้อย ๆ เพลงได้สบาย ตอนนี้ใช้ถูกวิธีแล้ว เวลาร้องเสียงจะออกจากท้องมากขึ้นค่ะ ตอนนั้นที่เป็นเส้นเสียงอักเสบเสียใจมาก กระแตเป็นคนที่ซีเรียสกับการร้องเพลง เพราะเป็นคนบ้าพลัง เหมือนเรามีของที่เรามั่นใจ เราอยากโชว์ แล้วจู่ ๆ เสียงไม่มีให้ร้อง ก็ตกใจ ไปไม่ถูกเลย มันคืองานของเรา มันคือชีวิตทั้งชีวิต ปวดใจมากว่าทำไมเป็นแบบนี้ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้พักเลย คุณหมอบอกว่าอันตรายมากเลยนะ เพราะเสียงมีโอกาสพังได้

 พอใจกับชื่อเสียงในวันนี้หรือยัง?

พอใจค่ะ เพราะถ้าเราไปมองคนที่ดีกว่า เราก็จะทุกข์เพิ่มว่าฉันจะต้องดังเท่าเขาให้ได้ เพราะฉะนั้นมันจะมีความเหนื่อยเข้ามาในสมองแล้วว่าฉันต้องทำอะไรให้มันดังเท่าเขาอีก แต่มองอีกมุมหนึ่งเราก็โชคดีกว่าหลายคนที่เราได้มาอยู่ตรงนี้ เราพอใจในสิ่งที่เราทำได้ มันก็จะมีความสุข เราดังในระดับหนึ่งที่เราพอใจแล้ว บุญวาสนาคนเรามันมีไม่เท่ากันหรอก แม่ให้คิดแบบนี้เลย แล้วจะสบายใจ

 แล้วความรักเป็นอย่างไรบ้าง?

ยังไม่ได้มองตรงนั้นเลยค่ะ คุยไปเรื่อย ๆ ยังไม่จริงจัง เพราะรู้สึกว่าเรายังบ้างานอยู่ ชอบหาตัวอย่างเพลงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวใกล้ ๆ นี้จะมีซิงเกิ้ลใหม่แล้ว มีโอกาสได้ทำเพลงเองด้วย รู้สึกมันท้าทายดีค่ะ เรื่องแฟน กระแตเฉย ๆ นะ ยังไม่มีใครเข้ามา และยังไม่ถูกใจใคร รู้สึกว่าไม่ได้ต้องการมีใครขนาดนั้น แค่อยากทำงาน อยากอยู่กับครอบครัว มีคนเข้ามาจีบ มีค่ะ ก็คุยทั่วไป เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่จิ้น ๆ กันธรรมดา อย่างในอินสตาแกรมก็มีทักทายกัน เหมือนมันเจอกันทุกวันเลยนะ เพราะมันเห็นรูปกันไง มีให้กำลังใจกันบ้าง หรือไปตามงานแล้วเจอกันบ้าง ออกแนวพี่น้องกันมากกว่าค่ะ กระแตชอบคนอารมณ์ดี อยู่กับเราได้ตลอด เข้ากับครอบครัวได้ อยากเจอคนที่รักในสิ่งที่เราทำ แล้วเขาก็ชอบสิ่งนั้นเหมือนกัน คงสนุกดี น่าจะไปด้วยกันได้ จะได้มีโอกาสพัฒนากันไปเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้มันยังไม่เจอ กระแตไม่ค่อยซีเรียสกับความรัก ไม่มีใครเป็นของใครมาตั้งแต่เกิดและไปจนตาย คือมีพบ มีเจอ มีจาก มีพรากอยู่แล้ว ทำใจได้ ถ้ารักในวิถีทางที่ดี มันก็ไม่เจ็บไม่ร้อนค่ะ

 เรื่องการเรียนไปถึงไหนแล้ว?

ตอนนี้ปี 4 แล้วค่ะ ที่คณะสถาปัตยกรรม ม.ศรีปทุม ปีหน้าก็น่าจะเก็บหน่วยกิตหมด ก็จบแล้ว จริง ๆ แล้วความขยันของคนเรามันไม่เท่ากันนะ (หัวเราะ) จะว่าไปกระแตก็ไม่ได้ขี้เกียจ แต่งานเราหนัก มันจบอยู่แล้วล่ะ แต่อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย บางคนบอกว่าต้องเรียนให้จบเร็ว ๆ มีใบปริญญาติดฝาบ้าน สำหรับเราคงไม่จำเป็นขนาดนั้น แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แค่เราเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ก็เหมือนเราได้ปริญญาชีวิตแล้ว บางคนจบปริญญามายังเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้เลย

 สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงแฟนคลับ

มีแฟนคลับหลายกลุ่มเลยที่สนิทมากและคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ คอยติดตามไปทุกที่ ขอบคุณสำหรับความรักความเมตตาตลอด 10 ปีที่อยู่ในวงการ สิ่งหนึ่งที่จะตอบแทนได้คือกระแตจะพัฒนาตัวเองเพื่อทำให้เขาคุ้มกับการมารักเรา จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ขอบคุณมากค่ะ

ต้องบอกว่า “ชีวิตฟ้าหลังฝน มักสดใสเสมอ” ยังไงก็สู้ ๆ ต่อไปนะจ๊ะ.

มยุรี วนะสุขสถิตย์ : เรื่อง / สันติ มฤธนนท์ : ภาพ



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0