อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

วิวัฒนาการ “การ์ตูนขายหัวเราะ” ตำนานความฮาคู่คนไทยทุกยุค

ปัจจุบันโลกของเรามีการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นทุกวัน หากใครตามไม่ทันอาจสะดุดหรือตกเทรนด์ตกยุคกันได้ง่าย ๆ ซึ่งหนังสือการ์ตูนก็เช่นกัน โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะที่สร้างรอยยิ้มให้คนไทย พุธที่ 25 มิถุนายน 2557 เวลา 00.00 น.

ปัจจุบันโลกของเรามีการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นทุกวัน หากใครตามไม่ทันอาจสะดุดหรือตกเทรนด์ตกยุคกันได้ง่าย ๆ ซึ่งหนังสือการ์ตูนก็เช่นกัน โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะที่สร้างรอยยิ้มให้คนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันยังครองตลาดอยู่ได้ด้วยวิวัฒนาการที่ทันสมัย สามารถเข้าถึงผู้อ่านได้ทุกช่องทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอพพลิเคชั่นไลน์” ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

สันติ เลาหบูรณะกิจ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทบันลือกรุ๊ป และรองกรรมการผู้จัดการบริษัท วิธิตาแอนิเมชั่น  จำกัด เล่าย้อนไปถึงวิวัฒนาการของการ์ตูนขายหัวเราะแรก ๆ ว่า หนังสือการ์ตูนขายหัวเราะเป็นหนังสือการ์ตูนไทยที่เชื่อว่าคนไทยเกือบทุกคนต้องรู้จัก ปัจจุบันมีอายุ 41 ปี แล้ว ซึ่งมีวิวัฒนาการหลัก ๆ เริ่มตั้งแต่เป็นเล่มใหญ่ ๆ ขนาดเอ 4 ราคา 5 บาท กระทั่งบรรณาธิการวิธิตาเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ดูแลหนังสือของบันลือสาส์นได้มีวิวัฒนาการครั้งใหญ่คือริเริ่มทำให้เป็นพ็อกเกตบุ๊ก 

“ในยุคนั้นเหมาะที่จะเป็นพ็อกเกตบุ๊ก เพราะขายหัวเราะเป็นหัวหนังสือการ์ตูนที่จับกลุ่มผู้ใหญ่ สังเกตได้จากแก๊กตลก มุกภาพ ลายเส้นที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ๆ พอมาเป็นพ็อกเกตบุ๊กแล้วมีข้อได้เปรียบตรงที่พกพาสะดวกและราคาประหยัด เพราะช่วงนั้นราคากระดาษค่อนข้างสูงมาก นอกจากนี้ขนาดตัวหนังสือและรูปเล่มเหมาะแก่การพกพาเดินทาง จึงกลายเป็นหนังสือคู่มือสำหรับการเดินทางตามสถานีรถไฟ รถโดยสารประจำทาง เพราะเอาไว้อ่านระหว่างรอรถและรถไฟหรือระหว่างเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ”  

ต่อมาได้มีวิวัฒนาการครั้งสำคัญหลังจากที่มียุคดิจิตอลและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ในปี พ.ศ.2554 มีกระแสสมาร์ทโฟนและแท็บแล็ตเข้ามา จึงเริ่มทำโปรเจคท์อีบุ๊กเป็น การพัฒนาเอาขายหัวเราะมาเป็นดิจิตอล และถือโอกาสทำเล่มย้อนหลังด้วย เราพยายามย้อนหลังไปให้ไกลที่สุด เพราะขายหัวเราะออกเป็นรายสัปดาห์ ฉะนั้นจำนวนเล่มต่อ 1 ปี ตกประมาณ 52 เล่ม และเปิดมานานถึง 41 ปี แล้วจึงถือว่ามีจำนวนเยอะมาก

อย่างไรก็ตามเมื่อขายหัวเราะมีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น และหลังจากที่เปิดตัวจำหน่ายหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะเป็นแบบอีบุ๊กซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีของแฟนการ์ตูนขายหัวเราะชาวไทยจำนวนมากที่เดินทางไปทำงานหรือเรียนหนังสือยังต่างประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย เนื่องจากมีกระแสจากคนไทยที่อยู่ต่างแดนคิดถึงขายหัวเราะ ซึ่งจะหาซื้ออ่านลำบากมากในรูปเล่ม ให้การตอบรับกลับมาดีมาก และมียอดดาวน์โหลดสูงมาก นับว่าเป็นพัฒนาการรุ่นที่ 2 หลังจากที่เปลี่ยนขนาดมาเป็นพ็อกเกตบุ๊ก

สำหรับพัฒนาการรุ่นที่ 2 นี้ ได้มีการใส่มัลติมีเดียบางอย่างลงไป เช่น ใส่เสียง แต่ไฮไลต์อยู่ที่การเอาพ็อกเกตบุ๊กเล่ม 1 ปี พ.ศ. 2529 ซึ่งเป็นพัฒนาการแรกที่ทำเป็นฉบับกระเป๋านำมาทำเป็นอีบุ๊ก ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามีหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะออกจำหน่ายเป็น 2 รูปแบบ คือเป็นรูปเล่มตามแผงหนังสือ และถ้าไม่อยากรอดูตามแผงหนังสือ สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นการ์ตูนขายหัวเราะ ซึ่งจะอัพโหลดขึ้นอัตโนมัติมีไลบรารี่ของขายหัวเราะเติมให้ตลอดเวลา สามารถเลือกอ่านเล่มต่าง ๆ ได้ทันทีไม่ต้องรอ

หลังจากปี พ.ศ. 2554 ขายหัวเราะเริ่มพัฒนาไปทางเว็บไซต์ ได้แก่ เฟซบุ๊ก และแอพพลิเคชั่นไลน์ เพราะคนไทยเริ่มใช้ไลน์กันมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่ากระแสความนิยมของแอพพลิเคชั่นไลน์มาแรงมาก เนื่องจากคนไทยชอบแอพพลิเคชั่นแนวโมบายล์ เมสเสจจิ้ง แล้วยิ่งมีการส่งภาพน่ารัก ๆ ที่บางส่วนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีก็ยิ่งทำให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จากสถิติในประเทศไทยมีผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคน ถือว่าเป็นฐานที่มากพอที่ทำให้บริษัทไลน์ติดต่อเราเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว (2556) เนื่องจากเป็นการ์ตูนไทยที่คนรู้จักมากที่สุดและชวนทำสติกเกอร์ แต่ไลน์มีมาตรฐานสูง ขายหัวเราะต้องพิสูจน์ตัวเองหลายรอบ เริ่มแรกทำเป็นสแตมป์บนแอพไลน์ คาเมร่า ซึ่งปรากฏว่าขายหัวเราะและหนูหิ่นมียอดโหลดเยอะมาก บริษัทไลน์จึงชวนขึ้นเวทีใหญ่ซึ่งเป็นสติกเกอร์ช็อปที่อยู่ในตัวไลน์ แอพแม่ของไลน์ การออกตัวสติกเกอร์เวอร์ชั่นแรกเป็นอะไรที่คิดเยอะมากกว่าการ์ตูนตัวแรกที่จะออกกับไลน์ เนื่องจากมีลายเส้นนักเขียนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพี่ต่าย พี่เอ๊าะ พี่นิก ฯลฯ ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า และแต่ละคนมีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นเมื่อพูดถึงขายหัวเราะจึงค่อนข้างกว้างมาก 

สุดท้ายตัดสินใจใช้ลายเส้นพี่ต่าย เนื่องจากมีจุดเด่นคือไม่เป็นนักเขียนรุ่นเก่าเกินไปหรือใหม่มากเกินไปจนคนไม่รู้จัก มีลายเส้นง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ที่สำคัญมีมุกคม ๆ เยอะมาก ดังนั้นคอลเลกชั่นแรกที่ออกไปจึงใช้ลายเส้นพี่ต่าย มีการคิดแอ๊คและการโพสท่าต่าง ๆ สอดคล้องกับอารมณ์คนไทยที่บางครั้งบริษัทไลน์ไม่เข้าใจมุกไทย ๆ และลายเส้นแบบไทย ๆ แต่สุดท้ายก็จูนกันจนเข้าใจก่อนออกจำหน่ายในวันที่ 6 มีนาคม 2557 บริษัทไลน์ถามว่าคาดหวังว่าจะมีคนโหลดเยอะไหม ซึ่งก็ไม่แน่ใจเพราะคนรู้จักเราในแง่ของหนังสือ แต่ถ้าเป็นรูปแบบทางไลน์ไม่ทราบจริง ๆ แต่คาดว่าน่าจะประมาณ 4-5 เดือนคงจะครบ 100,000 โหลด ผลปรากฏว่าผ่านไป 4-5 วัน ไลน์แจ้งว่ามียอดโหลดถึง 100,000 โหลดแล้ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ของไลน์โทรฯมาบอกว่าไม่คิดว่าจะมียอดโหลดชนะการ์ตูนดัง ๆ ของญี่ปุ่นและของดิสนีย์ที่อยู่ในสติกเกอร์ช็อปได้ 

โดยเฉพาะตอนออกมาใหม่ ๆ ภายในวันแรกก็ขึ้นท็อปอันดับ 1 ดาวน์โหลดติดต่อกัน 4-5 อาทิตย์ ซึ่งในขณะนั้นมีการ์ตูนที่นิยมอยู่ไม่ว่าจะเป็นโดเรมอน ดราก้อนบอล มิกกี้เมาส์ ชินจัง ล่าสุดก็ยังอยู่อันดับ 3 และมีคนทยอยโหลดเรื่อย ๆ ปัจจุบันยอดสะสมอยู่ที่ 300,000 โหลด ทำให้บริษัทไลน์ค่อนข้างทึ่งมาก ต่อมาเราออกสติกเกอร์ชุดที่ 2 คือ หนูหิ่นมียอดดาวน์โหลดยิ่งน่าประทับใจเพราะสูสีกันกับชุดแรก ถึงแม้จะมีปัญหาในช่วงแรกที่ดาวน์โหลดได้เฉพาะระบบแอนดรอยด์ เชื่อว่าน่าจะเป็นแรงคิดถึงของแฟน ๆ การ์ตูน เพราะในยุคดิจิตอลมีแอพ ดัง ๆ อย่างไลน์และโหลดการ์ตูนต่างประเทศใช้ แต่ถ้ามีการ์ตูนไทยเก่าแก่อย่างขายหัวเราะออกมา เชื่อว่าคนไทยให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีจึงรู้สึกปลาบปลื้มใจมาก 

ส่วนสติกเกอร์ชุดล่าสุดนี้เป็นช่วงบอลโลก จึงมีคอลเลกชั่นฟีเวอร์ฟุตบอลออกมาเพราะเป็นกระแส 4 ปีมีครั้งหนึ่ง สติกเกอร์ชุดนี้เรียกว่า “เดอะแชมเปี้ยน” ได้แรงบันดาลใจมาจากในชีวิตจริงของคนเราก็เหมือนกีฬา แน่นอนว่าฟุตบอลเป็นกีฬาหนึ่งที่กว่าจะได้เป็นแชมป์ต้องผ่านความยากลำบาก บาดเจ็บ ฝึกหนัก จึงออกสติกเกอร์ 40 ลายสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนว่าสามารถเป็นแชมเปี้ยนได้แต่ต้องผ่านความลำบาก มีการเอาใจช่วยหลายอย่าง ซึ่งรูปแบบการนำเสนอผ่านมุมมองของคนไทย เช่น ผู้ชายบ้าบอล แต่รีโมตอยู่ในมือภรรยาต้องอ้อนวอนขอ, ทุกเช้าจะเห็นคนอยู่ในสภาพเหมือนซอมบี้ไปทำงานเพราะอดนอนดูบอล ฯลฯ 

นอกจากนี้ขายหัวเราะยังเป็นแมกกาซีนแนวเมดเลย์ นักเขียนนำเสนอเรื่องหลากหลายมาก เช่น พี่ต่าย นอกจากจะเขียนตัวคาแรกเตอร์ของตัวเองแล้วยังมักจะเขียนล้อนักเขียนการ์ตูนคนอื่น ๆ รวมถึงตัวปังปอนด์ ซึ่งเป็นลูกชายของพี่ต่าย จึงเลือกมาพัฒนาเป็นแอนิเมชั่น เพราะทางทีมงานดูว่ามีการ์ตูนตัวไหนที่คนรู้จักมาจากขายหัวเราะและแข็งแรงพอที่จะยืนด้วยตัวเอง เป็นโปรเจคท์แรกที่เริ่มเอาปังปอนด์มาเป็นแอนนิเมชั่น 3 ดี ในปี พ.ศ. 2545 ออกอากาศเป็นเจ้าแรก ๆ ของไทย และทำปีละเรื่อง มีงานออกอากาศช่อง 3 มาประมาณ 7-8 ภาคแล้ว ซึ่งภาคต่าง ๆ มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันแต่มีการสอดแทรกความรู้ต่าง ๆ และมีแผนจะพัฒนาภาคต่อไปเพื่อออกอากาศในปีหน้า นอกจากช่องทางของทีวีแล้วยังทำกิจกรรมเข้าไปสู่โรงเรียนด้วย ซึ่งจะมีเด็ก ๆ ชอบปังปอนด์เยอะมาก ปัจจุบันมีอายุประมาณ 23-24 ปี มีผลงานต่อเนื่อง สุดท้ายต้องขอบคุณแฟนผู้อ่านขายหัวเราะทุกคนที่คิดถึงและให้การสนับสนุนทีมงานก็มีแรงทำงานต่อไป 

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน ขายหัวเราะยืนยันว่าตามทันแน่นอน เพราะไม่ยึดติดกับรูปแบบสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้าเปรียบเทียบคงมองเป็นน้ำที่ทำให้คนกินแล้วยิ้มหัวเราะ สมัยก่อนคนชอบดื่มน้ำจากแก้วไม้ไผ่ แต่ช่วงหลังเริ่มไปดื่มจากภาชนะอื่น น้ำก็จะไปอยู่ในภาชนะนั้นๆ จึงทำให้หนังสือการ์ตูนขายหัวเราะอยู่คู่กับสังคมไทยได้ทุกยุคทุกสมัยไม่จากเราไปไหนจวบจนปัจจุบัน.

“หลังจากที่มียุคดิจิตอลและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ประกอบกับในปี พ.ศ.2554 มีกระแสสมาร์ทโฟนและแท็บแล็ตเข้ามา จึงเริ่มทำโปรเจคท์อีบุ๊กเป็นการพัฒนาเอาขายหัวเราะมาเป็นดิจิตอล และถือโอกาสทำเล่มย้อนหลัง ซึ่งเราพยายามย้อนไปให้ไกลที่สุด”

ทีมวาไรตี้



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0