อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

“พานพุ่มดอกไม้สด...มาลัย" เอกลักษณ์การจัดดอกไม้แบบไทย

“ดอกไม้” เป็นสิ่งสวยงามที่มีเสน่ห์ นอกจากจะเป็นสีสันให้กับโลกใบนี้แล้ว ดอกไม้ยังสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้พบเห็น ทั้งในเรื่องรูปทรง สีสันและความหอม ทำให้เกิดอารมณ์เบิกบาน จันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2557 เวลา 00.00 น.

“ดอกไม้” เป็นสิ่งสวยงามที่มีเสน่ห์ นอกจากจะเป็นสีสันให้กับโลกใบนี้แล้ว ดอกไม้ยังสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้พบเห็น ทั้งในเรื่องรูปทรง สีสันและความหอม ทำให้เกิดอารมณ์เบิกบาน โดยชาติไทยเป็นชาติที่ผู้คนมีความละเอียดอ่อน มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์งานศิลปะในแขนงต่างๆ ตลอดจน ศิลปะการจัดดอกไม้ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ยากหาชาติใดเสมอเหมือน

รูปแบบการจัดดอกไม้ของไทยมีความเป็นมาอย่างไรนั้น สกุล อินทกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับนานาชาติ เล่าเรื่องราวของดอกไม้ผ่านงานเทศกาลดอกไม้ประจำปี 2557 ร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสเจริญชนมพรรษา 82 พรรษา ภายใต้ชื่อว่า “เทศกาลชมดอกปทุมมา ทิวลิปไทย รับสายฝน” ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม- 24 สิงหาคม 2557 ณ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ซึ่งมีกิจกรรมสำหรับครอบครัวที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดอกไม้ในแง่มุมต่างๆ อาทิ การวาดรูปด้วยสีสกัดจากดอกไม้ การร้อยมาลัย การรับประทานอาหารที่ทำจากดอกไม้สด

“ดอกไม้เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณของมนุษยชาติ เริ่มตั้งแต่มีอารยธรรมของไทยในสมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา และการมีอารยธรรมของโลก เนื่องจากดอกไม้ มีความสวยงามและเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีความสำคัญในด้านปัจจัย 4 คือ ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ดอกไม้จึงเป็นสิ่งที่เมื่อมนุษย์เห็นแล้วสามารถซาบซึ้งในความงดงาม ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้ โดยในส่วนของเสียงของดอกไม้นั้นจะมาพร้อมกับสายสม ซึ่งเป็นสิ่งที่จรรโลงใจ เป็นสิ่งสวยงาม ทำให้มนุษย์อยู่ในปัจจุบันได้อย่างทันที เพราะทันทีที่เห็นความงามของดอกไม้ นั่นหมายความว่า เรากำลังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน"

เมื่อพูดถึงการจัดดอกไม้ของไทย นับตั้งแต่ในอดีตที่มีการนับถือผี บูชาเทพเจ้า บูชาบรรพบุรุษ โดยคนไทยจะมีเครื่องไหว้ เครื่องบูชา ซึ่งจะมีข้าว อาหาร ใส่ในกระทง มีน้ำ มีสุรา มีเนื้อสัตว์ มีไข่ รวมไปถึง มีดอกไม้ เมื่อกลับมามองในเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ สภาพทางวัฒนธรรมซึ่งก่อนที่จะสร้างชาติ ก่อนที่เราจะมีวัฒนธรรม ก่อนที่เราจะมีสุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองหลวงเมืองแรกของไทย จะต้องมีการศึกษาว่าในรอบๆ บริเวณนี้มีวัฒนธรรมอะไรอยู่มาก่อนบ้าง มีสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร

เริ่มที่วัฒนธรรมกันก่อน โดยก่อนที่จะมีการตั้งเมืองสุโขทัยขึ้นมา ในอดีตบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมโบราณ โดยจะมีวัฒนธรรมของขอมโบราณซึ่งจะมีรากเง้าของวัฒนธรรมที่เป็นแรงบันดาลใจมาจากอินเดียใต้ ก่อนที่วัฒนธรรมไทยจะวิวัฒนาขึ้นมา คือ สุโขทัย

ต่อมา ภูมิอากาศแบบประเทศไทย เนื่องจากเป็นเมืองร้อน ฉะนั้น การจัดดอกไม้ของไทยจึงมีลักษณะที่เป็นแบบจัดแล้วใช้ได้วันเดียว เพราะดอกไม้ก็จะบานและร่วงโรยไป ไม่สามารถนำดอกไม้เมืองร้อนมาจัดแบบปักแจกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ วัฒนาการของวัฒนธรรมดอกไม้ของประเทศไทย จึงไม่ใช่วัฒนธรรมปักดอกไม้ในแจกันเหมือนกับในประเทศแถบยุโรปหรือในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการจัดดอกไม้ในลักษณะอย่างนั้น จะมีภาชนะใส่น้ำเอาดอกไม้มาปักลงในน้ำให้ดอกไม้ดูดน้ำ แต่ดอกไม้ของไทยทำอย่างนั้นไม่ได้โดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นดอกบานบุรี ดอกมะลิ ดอกพุด เพราะจะเป็นดอกไม้ที่บานวันเดียวแล้วโรย แต่เป็นดอกไม้ที่มีจำนวนมาก และมีตลอดทุกฤดูกาล

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยนั้นส่วนหนึ่งจึงรับแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในสุวรรณภูมิอยู่แล้ว นั่นก็คือ อาณาจักรขอม ที่น่าจะมีแรงบันดาลใจของวัฒนธรรมดอกไม้มาไกลจากอินเดีย ซึ่งก็คือ มาลัย

“ในด้านวัฒนธรรมดอกไม้ที่เป็นมาลัยนี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่มีเพราะเมื่อทำขึ้นมาแล้วก็แห้งเหี่ยวไป ไม่คงอยู่ เหมือนเครื่องทอง หรืองานสลักหิน แต่หลักฐานทางภาษาศาสตร์ยังพอมีให้น่าฉงนใจอยู่ โดยอยู่ในอินเดียใต้ กัมพูชา และประเทศไทย มีศัพท์คำที่ออกเสียงใกล้เคียงกัน คือ คำว่า มาลัย ซึ่งหมายถึง พวงดอกไม้ พวงผกา และคำว่า มะลิ ที่ใช้เรียกดอกมะลิ โดยใช้คำใกล้เคียงกัน อินเดียใต้เรียก มัลลิ หรือ มัลลิไก เขมรเรียกมัลลิกา ฉะนั้น คำว่า มะลิ เมื่อสืบหลักฐานทางภาษาศาสตร์แล้วก็พอที่จะโยงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมได้”

ประการต่อมา เมื่อมีแรงบันดาลใจมาในลักษณะเช่นนี้ โดยมีรูปแบบเบื้องต้นเป็นไปในลักษณะของมาลัย แต่เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้ว ด้วยความที่คนไทยเป็นคนช่างประดิษฐ์ ประดอย มีความสุขในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา เนื่องจาก เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม และโชคดีที่เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง เหตุภัยธรรมชาติร้ายแรงใดๆ ก็ไม่มี อาจจะมีบ้างในเรื่องของโรคภัย แต่โดยรวมแล้วมีชีวิตที่มีความอุดมสมบูรณ์

คนไทยในสมัยก่อนจะมีอาชีพเกษตรกร คือ ชาวนา ปลูกข้าว ในหน้านาเมื่อดูแลท้องนาในช่วงเช้าเสร็จ หรือเมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ก็จะมีเวลาว่าง จึงใช้เวลาดังกล่าวในการคิดทำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จนเกิดเป็นช่างต่างๆ ขึ้นมา ทั้ง ช่างไม้ ช่างแกะสลัก ตลอดจน สร้างสรรค์พัฒนางานศิลปะด้านดอกไม้อย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยคนไทยมีวิวัฒนาการงานดอกไม้ที่เรียกว่า ศิลปะการประดิษฐ์ดอกไม้สด ขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับดอกไม้ที่มีอยู่ภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติของไทย จากนั้นมา ประเทศไทยก็มีวิวัฒนการทางด้านวัฒนธรรมดอกไม้เรื่อยมาจนเป็นรูปแบบที่มี ความซับซ้อนอย่างสูงในเชิงเทคนิค และมีความสวยงามอย่างลึกซึ้งในเชิงศิลปกรรม เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เรียกได้ว่ามีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ที่ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน

เนื่องจากดอกไม้ของไทยมีชีวิตไม่นานอยู่ได้เพียงหนึ่งถึงสองวัน ถ้าจะทำให้มีชีวิตยาวขึ้นก็จะต้องนำมาประดิษฐ์ในรูปแบบใหม่ จึงทำให้การจัดดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยจะออกมาในรูปแบบของ พานพุ่ม มาลัย เครื่องแขวน บายศรี กระทงและงานใบตองต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทย และวิถีชีวิตของคนไทย

“ในส่วนของพานพุ่มดอกไม้ จะมีลักษณะเป็นดอกไม้ที่อยู่บนพาน แล้วมีการจัดดอกไม้ให้มีลักษณะเป็นพุ่ม โดยจะมีการเรียกแบบสั้นๆ ว่า พานพุ่ม โดยงานดอกไม้ไทยในสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีงานดอกไม้ไทยใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในเรื่องของการนำดอกไม้สดชนิดใหม่ๆ มาใช้ ทั้งเรื่องของการใช้วัสดุอุปกรณ์ใหม่ๆ รวมทั้งการปรับประยุกต์เทคนิควิธีในการประดิษฐ์ทำดอกไม้สดต่างๆ หลังจากเฟื่องฟูอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 คนไทยนั้นควรมีความภาคภูมิในอารยธรรมของตน เพราะประเทศไทยนอกจากจะมีงานศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นหลากหลายด้านแล้ว ยังมีวัฒนธรรมดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาติด้วย”

พานพุ่มของไทยแบบโบราณมักจะนิยมใช้ส่วนของดอกไม้เพียงชนิดเดียว คือ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกมะลิ ดอกพุด หรือดอกรัก จัดเป็นพานพุ่มในลักษณะไทยประเพณี ปัจจุบันมีการนำดอกไม้ชนิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ มาใช้ทำพานพุ่มดอกไม้ด้วย ซึ่งจะมีทั้งพานพุ่มในลักษณะไทยประเพณี พานพุ่มประยุกต์ และพานพุ่มในรูปแบบไทยร่วมสมัย โดยจะมีภาชนะเป็นพาน สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้ง พานแก้ว พานทองเหลือง หรือ พานพลาสติก โดยลักษณะพานที่ใช้จะต้องมีฐาน มีเอวคอดและมีปาก เป็นสำคัญ

ด้านการเลือกดอกไม้ จะต้องใช้ดอกไม้สด มีขนาดที่เท่าๆ กัน ในส่วนของดอกบานไม่รู้โรยถ้าจะใช้ดอกที่ย้อมสีก็สามารถใช้แบบแห้งได้ ส่วนดอกพุดจะต้องเลือกที่ดอกไม่บาน ในส่วนของดอกมะลิก็เช่นกันจะต้องเป็นดอกที่ไม่บาน เพราะดอกบานเมื่อนำมาจัดแล้วจะไม่สวยและอยู่ได้ไม่นาน

ขั้นตอนการทำ สกุล กล่าวว่า ในสมัยโบราณจะทำเป็นแท่งดินด้านในแล้วใช้ก้านของต้นระกำมาเหลาเป็นเส้น แล้วนำปลายด้านหนึ่งของก้านระกำนั้นไปปักที่ดอกดอกบานไม่รู้โรยก่อน แล้วค่อยนำปลายก้านระกำอีกด้านมาปักลงบนแท่งดินให้ได้รูปทรงตามต้องการ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญเป็นอย่างมาก แต่มาในปัจจุบันขั้นตอนการทำในลักษณะเช่นนี้มีการทำกันน้อยลงโดยด้านในจะเปลี่ยนเป็นใช้โฟมแทน รวมทั้ง มีการดัดแปลงใช้กลีบกุหลาบ กลีบดอกบัว มาใช้แทนดอกบานไม่รู้โรย หรือจะนำใบตองมาทำเป็นกลีบใบตองก็ได้ หรือนำมาปักหุ้มพานก็ได้ จัดเป็นพานพุ่มดอกไม้แบบร่วมสมัย โดยด้านล่างของพุ่มดอกไม้เหนือปากพานจะจัดเป็นดอกไม้แบบตะวันตก การจัดพานพุ่มดอกไม้สด สามารถนำไปใช้ได้หลายโอกาส ตั้งแต่บูชาพระ ประดับตกแต่งสถานที่ หรือจะนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดดอกไม้ในงานพิธีต่าง ๆ ได้ทั้งสิ้น

เคล็ดลับในการจัดดอกไม้ให้สวยงาม คือ จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับดอกไม้ ต้องเข้าถึงดอกไม้ ต้องเห็นดอกไม้เป็นตัวเราเอง โดยจะต้องลงมือทำ หมั่นฝึกฝนทำเป็นประจำ เพราะทุกขั้นตอนมีความสำคัญ ตั้งแต่การคัดเลือกภาชนะ คัดเลือกดอกไม้ การทำความสะอาดภาชนะ การนำดอกไม้มาตกแต่งขึ้นพาน

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำความสะอาดจิตใจ เพราะถ้าจิตใจไม่สะอาด ไม่นิ่งแล้วก็ยังไม่ควรจะทำงานศิลปะใดๆ ไม่ว่าจะการจัดดอกไม้ รวมไปถึง การทำงานศิลปะทุกประเภท เนื่องจากร่างกายเปรียบเสมือนอุโบสถของจิตใจ ถ้าทั้งกายและใจไม่สะอาดแล้วก็ยากที่จะทำงานใดได้ดีได้ ในทางกลับกับถ้าล้างจิตใจให้สะอาดได้แล้วก็จะทำให้ร่างกายมีพลัง สร้างสรรค์สิ่งที่งดงามและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ เพราะมีจิตที่เป็นกุศล”

ทีมวาไรตี้

“เนื่องจากดอกไม้ของไทยมีชีวิตไม่นานอยู่ได้เพียงหนึ่งถึงสองวัน ถ้าจะทำให้มีชีวิตยาวขึ้นก็จะต้องนำมาประดิษฐ์ในรูปแบบใหม่ จึงทำให้การจัดดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยจะออกมาในรูปแบบของ พานพุ่ม มาลัย เครื่องแขวนบายศรี กระทง และงานใบตองต่าง ๆ”

วิวัฒนาการรูปแบบการจัดดอกไม้

การจัดดอกไม้ไทยมีการบันทึกไว้เริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทั้งนี้ได้มีการจัดในราชสำนักเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะราชสำนักฝ่ายในเพื่อจัดดอกไม้แบบไทยประณีตใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ โดยหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์ไว้ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2431 ได้ทรงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย กล่าวถึงนางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ได้ตกแต่งโคมลอย เพื่อใช้ในพิธีสิบสองเดือนและพระราชพิธีการลอยพระประทีป ซึ่งได้ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สด ผลไม้แกะสลัก มาประดับตกแต่งโคมลอยให้มีความสวยงาม 

ในสมัยรัตนโกสินทร์งานช่างฝีมือดอกไม้เครื่องสดเป็นที่ยอมรับในฝีมือและมีชื่อเสียงมาก มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ มีการประดิษฐ์และมีการจัดดอกไม้สดในงานต่าง ๆ ทั่วไป โดยเฉพาะในพระราชพิธีต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชนิยมการทำดอกไม้และจัดดอกไม้มากมาย จัดถวาย ให้ทรงใช้ในงานนั้น ๆ เสมอ พระมเหสีเทวีทุกตำหนักใฝ่พระทัยในการจัดดอกไม้ไปตาม ๆ กัน แต่ละพระองค์ต่างก็มีชื่อเสียงในด้านต่าง ๆ ตาม ๆ กัน 

โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ (พระพันปีหลวง) ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ฝึกอบรมข้าหลวงและครูโรงเรียนราชินีให้รู้จักทำดอกไม้แห้งแทนดอกไม้สดด้วย ทรงส่งเสริมฟื้นฟูการทำดอกไม้เป็นอันมาก พระองค์เองก็ใช้เวลาว่างประดิษฐ์ดัดแปลงการทำดอกไม้แบบเก่า ๆ ให้แปลกพิสดารไปอีกมีพระนามเลื่องลือในการร้อยมาลัยมะลิเป็นมาลัยสีขาวกลม ซึ่งเป็นมาลัยธรรมดาไม่มีลวดลายและต่อมาได้พลิกแพลงมาเป็นมาลัยสลับสีเป็นมาลัยเกลียว ซึ่งมีความสวยงามและเป็นลวดลายสีสันขึ้น

ส่วน ช่างดอกไม้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องการจัดพานดอกไม้สด ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี ผู้ที่ทรงคิดค้นพัฒนาวิธีการทำพุ่มเครื่องทองน้อยจากโบราณ ด้วยการใช้แกนหรือหุ่นจากผลมะละกออ่อน หรือหัวมันเทศเกลาให้เป็นรูปทรงดอกบัวตูม แล้วพับกลีบดอกไม้ใบไม้ติดโดยใช้หมุดปัก ซึ่งวิธีการนี้ยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0