อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563

"โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด" ใส่ใจดูแลครรภ์ช่วยลดความเสี่ยง!

โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมของมารดาในขณะตั้งครรภ์ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือ แม่ที่อายุเกิน 35 ปีในระหว่างตั้งครรภ์ อาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2557 เวลา 00.00 น.

ครอบครัวที่กำลังจะมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มขึ้นมา ในระหว่างตั้งครรภ์ผู้เป็นแม่ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็น โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ให้กับลูกน้อย

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ จัดกิจกรรม “อาสาสมัครใจ บริจาคโลหิตครั้งที่ 3” ร่วมกับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด (จีทีเอช) และบริษัท นาดาว บางกอก จำกัด รณรงค์ให้ผู้สนใจ ร่วมเป็นอาสาสมัครใจ บริจาคโลหิตให้แก่ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล พร้อมทั้งจัดเสวนาในหัวข้อ “โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด”

ศ.นพ.กฤตย์วิกรม ดุรงค์พิศิษฏ์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กล่าวถึงโรคหัวใจผิดปกติแต่กําเนิดว่า สถานการณ์โรคหัวใจผิดปกติแต่กําเนิดในปัจจุบัน พบได้ 1 ใน 3 เป็นทารก พูดง่าย ๆ คือ ถ้าทารก 1,000 คน จะเป็นโรคนี้ 7.7 ราย และ มีแค่ร้อยละ 1 ที่รู้ตัวตั้งแต่แรกคลอด โดยในแต่ละปีมีคนไข้ที่ต้องการการผ่าตัดประมาณ 5,000-6,000 ราย แต่สามารถผ่าตัดได้เพียง 3,500 คน ที่เหลือต้องรอรับการผ่าตัดต่อไป

“โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมของมารดาในขณะตั้งครรภ์ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือ แม่ที่อายุเกิน 35 ปีในระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้ง อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน หรืออาจเกิดจากการที่มารดาได้รับยาสารเสพติดหรือสารเคมีขณะตั้งครรภ์ รวมถึง เกิดจากตัวเด็กเองที่มีโครโมโซมผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม และเกิดจากการผิดปกติของการแบ่งตัวของช่องหัวใจเด็กเอง ทั้งหมดล้วนส่งผลให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในเด็กบางราย”

โรคหัวใจผิดปกติหรือพิการแต่กำเนิดแบ่งได้เป็น 2 ชนิด โดยชนิดแรก คือ ชนิดเขียว หรือ มีออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดหรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้เลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งปกติแล้วเลือดดำจะไม่ปะปนกับเลือดแดง ส่งผลทำให้เด็กเกิดภาวะขาดออกซิเจน ผิวหนังจึงมีสีเขียว ๆ ม่วง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดขณะร้องหรือดูดนม โดยคนไข้กลุ่มนี้จะมีความผิดปกติได้หลายแบบและอาการค่อนข้างรุนแรง การเจริญเติบโตของเด็กกลุ่มนี้จะน้อยกว่าปกติมาก เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ

อีกชนิด คือ ชนิดไม่เขียว เกิดจากความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหลอดเลือดและหัวใจหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดงจึงไม่ทำให้เกิดอาการเขียว โดยความผิดปกติที่พบอาจเกิดที่ผนังกั้นหัวใจมีรูลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทมีอาการรั่วเกิดขึ้น หรือไม่กว้างเท่าปกติเกิดอาการตีบขึ้น หรือหลอดเลือดตีบเกินปกติ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวนี้ มี 3 สัญญาณเตือนให้ทราบ โดยสัญญาณแรก คือ ไม่มีอาการผิดปกติ แต่ ตรวจพบเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยบังเอิญ ได้แก่ เสียงฟู่ของหัวใจ มีอาการหัวใจวาย สัญญาณต่อมา คือ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานลดลง ทำให้เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกาย ในเด็กเล็กมักดูดนมได้ครั้งละน้อย ๆ หยุดพักบ่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า และตัวเล็กกว่าปกติ สัญญาณสุดท้าย เป็นลมหมดสติ มักพบในรายที่มีอาการตีบแคบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงในส่วนลิ้นหัวใจ

ส่วนในเรื่องของเด็กกับภาวะหัวใจล้มเหลว ศ.นพ.กฤตย์วิกรม กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า หรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อาจพบร่วมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดทั้งชนิดไม่เขียวและเขียว หรือในผู้ป่วยบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ โดยเด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึง การรับประทานอาหาร บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่างจริงจัง

สำหรับแนวทางการรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว สามารถรักษาได้ด้วยยา เพื่อประคับประคองอาการในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและมีโอกาสหายได้เอง รวมทั้ง รักษาด้วยการสวนหัวใจ ในผู้ป่วยที่สามารถใส่อุปกรณ์สายสวนหัวใจได้ อีกทั้ง รักษาด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่ความเสี่ยงของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความผิดปกติของหัวใจ รวมทั้ง สภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
ส่วนการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว การรักษาจะมีการใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยควบคุมและบรรเทาอาการเหนื่อยให้น้อยลงในกลุ่มโรคหัวใจชนิดเขียวที่มีปริมาณเลือดในปอดมาก รวมทั้ง การรักษาโดยใช้สายสวนหัวใจ เช่น การรักษาโดยใช้บอลลูนไปขยายลิ้นหัวใจพัลโมนารีในกลุ่มที่มีการตีบหรือตันของทางออกหัวใจด้านขวา และการผ่าตัด ขึ้นกับชนิด และความซับซ้อนของความผิดปกติของหัวใจ ซึ่งเทคนิค ขั้นตอน ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติขึ้นอยู่กับลักษณะความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยมีความจําเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามต่อเนื่อง

สำหรับวิธีคัดกรองการเกิดโรคหัวใจผิดปกติในเด็ก ศ.นพ.กฤตย์วิกรม กล่าวว่า สามารถทำได้โดยอันดับแรก เมื่อวางแผนจะมีบุตร ก่อนตั้งครรภ์คุณพ่อ คุณแม่ ควรมาตรวจร่างกาย รับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ก่อนมีลูก พร้อมทั้ง รักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจของแม่ หรือในครอบครัวที่ลูกคนแรกมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการที่จะมีลูกคนที่ 2 ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกคนที่ 2 เป็นโรคดังกล่าว ด้วยจะต้องทำการตรวจตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ อัลตราซาวด์ เจาะน้ำคร่ำ

“จากนั้น ตรวจตอนคลอดออกมาเป็นทารกแล้ว รวมถึง การสกรีนตอนเด็กอยู่โรงเรียน ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายโรงเรียนจะมีโปรแกรมให้แพทย์ไปตรวจสุขภาพทั่วไปของเด็ก เช่น การเช็กฟัน เช็กตา และฟังเสียงหัวใจ เนื่องจากการตรวจสุขภาพวิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสกรีนคนไข้ได้ และสุดท้ายคือ รอให้คนไข้มีอาการค่อยมาพบแพทย์”

ด้านการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ แนะนำว่า ผู้ดูแลจะต้องระมัดระวังในการใช้ยา ไม่ควรลดหรือเพิ่มยา ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน ควรรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความรุนแรงของโรค เช่น เด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบในบางรายจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการให้นมต่อมื้อ เพราะถ้ากินนมมากเกินไปอาจเกิดการสำลักได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม

ส่วนเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ขวบ ควรตรวจร่างกายประจำปี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานสูง และควรได้รับวัคซีนเสริมบางชนิด หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ควรพบทันตแพทย์ตรวจฟันทุก 6 เดือน และต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ งดออกกำลังกายที่หักโหม รวมทั้ง ดูแลเรื่องการขับถ่าย โดยฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นนิสัย เพราะโรคหัวใจเป็นโรคที่มองไม่เห็น มีอาการ เหนื่อย แน่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลมได้.

.....................................................................................................

ดูแลกระดูกให้แข็งแรง ใคร ๆ ก็ทำได้ - เคล็ดลับ สุขภาพดี

“โรคกระดูกพรุน” นับเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่มนุษย์สร้างเองจากการใช้ชีวิตไม่เหมาะสม ทั้งเรื่องการบริโภคอาหาร วิถีชีวิต และการออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรัง และโรคนี้มักถูกเรียกว่า มหันตภัยเงียบ!

ในโอกาสครบรอบ 30 ปี กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ ร่วมกับ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ ริเริ่ม โครงการ “FIT YOUR BONE กระดูกแข็งแรงใคร ๆ ก็ทำได้” เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนมเพื่อสุขภาพที่ดี และกระดูกแข็งแรง โดยดัชมิลล์ได้เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพครั้งใหญ่ ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากดัชมิลล์ จำนวน 30 ล้าน ซีซี ให้กับคนไทย พร้อมทั้งเดินหน้าจัดกิจกรรมให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของการดื่มนม และเคล็ดลับการป้องกันโรคกระดูกพรุนด้วยแคลเซียมธรรมชาติจากนมแก่ผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องภายในปี 2558

นพ.อรรถฤทธิ์ ศฤงคไพบูลย์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การเรียนรู้วิธีการป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคกระดุกพรุน ด้วยการดื่มนมซึ่งมีแคลเซียมธรรมชาติ รับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีสูง เพื่อเป็นต้นทุนสำหรับการสร้างเนื้อกระดูก และต้องทำร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำ เสมอ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อกระดูก เช่น ลดหรือเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ หรือแม้แต่การใส่รองเท้าส้นสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นลื่น และต้องระวังตัวจากอุบัติเหตุที่อาจทำให้หกล้มได้

นายพรชัย สวัสดิ์สุขสบชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ ดำเนินธุรกิจด้วยปณิธานมุ่งมั่นพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารนมคุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย และในปีนี้ได้จัดแคมเปญ “FIT YOUR BONE กระดูกแข็งแรง ใคร ๆ ก็ทำได้” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง ด้วยการดื่มนมคุณภาพ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง ร่วมกับการออกกำลังกาย เพื่อกระดูกแข็งแรง โดยจะเริ่มเปิดตัวโครงการนี้ ในงาน “วันสากลโรคกระดูกพรุน” เป็นกิจกรรมแรก เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน พร้อมรณรงค์ให้คนไทยตระหนักรับรู้ถึงความสำคัญในการป้องกันตนเองจากโรคกระดูกพรุน และเตรียมมอบผลิตภัณฑ์นมคุณภาพให้กับคนไทย พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของการดื่มนมแก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ”

และในโอกาสวันสากลโรคกระดูกพรุนนี้ ดัชมิลล์ได้จัดทำชุดของขวัญ FIT YOUR BONE HEALTHY SET จำหน่ายเสื้อยืด “FIT YOUR BONE” พร้อมผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากดัชมิลล์ และหนังสือ “สาระน่ารู้ โรคกระดูกพรุน” โดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนสนับสนุนมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ เพื่อจัดพิมพ์วารสารให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน และแจกจ่ายให้กับคนไทยทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับหนังสือ “สาระน่ารู้ โรคกระดูกพรุน” ได้ที่มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ หรือ ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคดัชมิลล์ โทร. 0-2881-2222.

.....................................................................................................

สรรหามาบอก

-โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับ Universal Strategy Institute Limited Liability Company แห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมลงนามความร่วมมือ สร้างศูนย์ฉายรังสีด้วยเทคโนโลยี ’Heavy Ion Therapy“ เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคมะเร็งในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีทางด้านรังสีรักษาที่ให้ประสิทธิผลในผู้ป่วยมะเร็งและเนื้องอกที่ทันสมัย โดยใช้ระยะเวลาในการรักษาสั้น มีผลข้างเคียงน้อย ใช้ได้กับผู้ป่วยที่ไม่เหมาะกับการฉายรังสีแบบเดิม หรือรับการรักษาแบบเดิมแล้วไม่เป็นผล

-ไลฟ์เซ็นเตอร์ ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปในหัวข้อ ’อยู่แบบ 5 อ.ชะลอวัย“ ใน วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เวลา 10.00-12.00 น. ห้องประชุมสาทร 1-2 ชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าสุขภาพตนเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เช่น ไม่ค่อยสดชื่น หงุดหงิดง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย นอนไม่ค่อยหลับ หรืออ้วนง่าย ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่า ร่างกายเกิดความเสื่อมอวัยวะต่าง ๆ ทำงานไม่เต็มที่ อาจส่งผลร้ายต่าง ๆ ตามมา ดังนั้นการดูแลตัวเองแบบ 5 อ.สามารถช่วยคุณได้ สนใจสำรองที่นั่งฟรี โทร. 08-7997-7911

-โรงพยาบาลศิริราช ขอเชิญผู้สนใจ ’ร่วมส่งประกวดคลิปวิดีโอเนื่องในวันเอดส์โลก“ ชิงเงินรางวัล ความยาวไม่เกิน 10 นาที มี 3 หัวข้อดังนี้ 1. ลดการรังเกียจ ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติในผู้ติดเชื้อเอชไอวี 2. การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และ 3. เอดส์อายุยืนได้ถ้ารักษาอย่างถูกต้อง ประเภทส่งเข้าประกวด 1.ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา 2.ระดับนักศึกษาและประชาชนทั่วไป สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดได้ ตั้งแต่วันนี้ – 5 พฤศจิกายน 2557 ด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ที่ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 4 ห้อง 447 รพ.ศิริราช เลขที่ 2 ถนนวังหลัง แขวงพรานนก เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 (วงเล็บมุมซอง “ประกวดคลิปวิดีโอเนื่องในวันเอดส์โลก”) สอบถามเพิ่มเติมโทร.0-2419-7388, 08-6987-6060.

ทีมวาไรตี้



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0