อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563

เปิดโปง...มหากาพย์โกงพันล้าน เงินกองทุนเทคโนฯลาดกระบัง

เป็นตัวอย่างของคนที่เคยทำธุรกรรมธุรกิจร่วมกับ นายกิตติศักดิ์ ซึ่งหลังจากนี้ไปชุดสืบสวนสอบสวนคงต้องรอคนที่เชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจจากการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับ นายกิตติศักดิ์ หรือกลุ่มขบวนการนี้หรือบริษัททั้ง 7 แห่ง อังคารที่ 6 มกราคม 2558 เวลา 00.00 น.

ก้อนเงินมหาศาล...“1,494 ล้านบาท” ในบัญชี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ถูกคนร้ายยักยอกไปจากบัญชีนานนับปีโดยไม่มีผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสงสัยทั้ง ๆ ที่มีข้อพิรุธมากมายแต่ก็เงียบไม่มีใครจะเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด...ทุกฝ่ายปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 2 ปีจึงมีการแจ้งความดำเนินคดีและเป็นข่าวใหญ่โต

แต่เมื่อทนายความรับมอบอำนาจจาก รศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.บก.ป. เพื่อดำเนินคดีต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในการกระทำการทุจริตยักยอกเงินในบัญชีของสถาบันฯ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 57

วันเวลานั้น...ก็กลายเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมที่เข้ามาคลี่คลายปมสงสัยและหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ...พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร./รรท.ผบช.ก. สั่งการให้ พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. ระดมทีมสืบสวนสอบสวนประกอบไปด้วย พ.ต.อ.กรไชยคล้ายคลึง รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รรท.ผกก.1บก.ป. จัดกำลังเข้ามาทำงานเพื่อไขข้อสงสัยทั้งหมด

พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช พร้อม พ.ต.ท.ต่อวงศ์ พิทักษ์โกศล พ.ต.ต.ณรงค์ชัย เอกฉันท์ สว.กก.1บก.ป. ร.ต.ต.นงค์ เนียมสูงเนิน รองสว.ฯ และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่คลี่คลายคดีจนพบพิรุธและความเชื่อมโยงต่าง ๆ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะมี“คนใน”เกี่ยวข้องจนนำไปสู่การขอศาลจังหวัดมีนบุรีออกหมายจับกุม น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อายุ56ปี ผอ.ส่วนการคลัง สจล. และ นายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ40ปี ผจก.ธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์ ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ และปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม

ภายหลังตำรวจกองปราบปรามจับกุม น.ส.อำพร และ นายทรงกลด ได้พร้อมของกลางซึ่งเป็นเอกสารสำคัญหลายรายการทำให้ทราบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายรายด้วยกันโดย พล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุราวเดือน ต.ค. 57 น.ส.อำพรได้ทำเรื่องถอนอนุมัติเงินของสถาบันฯ ซึ่งฝากไว้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขา สจล. 50 ล้านบาท และเงินของสถาบันฯ ที่ฝากไว้กับธนาคารกรุงไทยสาขานิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง 30ล้านบาทเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายสถาบันฯ โดยอ้างว่าจะนำไปฝากเข้าอีกบัญชีที่จะได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษโดยนำไปฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่นายทรงกลดเป็นผู้จัดการสาขาอยู่

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวต่อว่าแต่เจ้าหน้าที่พบพิรุธว่าไม่มีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ส่วนรายการยอดเงินในบัญชีเป็นเพียงรายการปลอมที่ทำขึ้นเพื่อหลอกลวงว่าเงินยังมีอยู่ในบัญชีธนาคารเท่านั้นและพบว่ามีการนำเงินเข้าไปฝากในบัญชีของ นายพูลศักดิ์บุญสวัสดิ์ ด้วยหลังจากที่เป็นข่าวดังครึกโครม...

นายพูลศักดิ์ ต้องเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยอ้างว่า นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ซึ่งเป็นเพื่อนขอร้องให้เปิดบัญชีให้จากนั้นก็มีเงิน 80ล้านบาทเข้ามาก่อน นายพูลสวัสดิ์ จะโอนเงิน 55ล้านบาทเข้าบัญชี นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ อายุ31ปี

อย่างไรก็ตาม การให้ปากคำของ นายพูลสวัสดิ์ ส่อพิรุธ ขัดแย้งกับพยานหลักฐานหลายอย่างหลังชุดสืบสวนพบข้อมูลของเส้นทางการเงินว่าแคชเชียร์เช็ค 80ล้านบาทถูกโอนเงินเข้ามาในบัญชี นายพูลสวัสดิ์ จริงแต่มีบัญชีซึ่งเป็นชื่อ นายทรงกลด โอนเงิน5ล้านบาทให้ นายพูลศักดิ์ ด้วยบัญชีส่วนตัว แสดงว่า... นายพูลสวัสดิ์ กับ นายทรงกลด รู้จักกัน รวมถึง นายกิตติศักดิ์ และ นายจริวัฒน์ ด้วย...ทำให้เชื่อว่าทั้งหมดน่าจะรู้จักและร่วมมือกันทำเป็นขบวนการ
ชุดทำงานได้ลุยหาพยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่บ้านพักของกลุ่มผู้ต้องหา สถานที่ทำงานและที่อื่น ๆ จนได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดอีกจึงมีการขออายัดทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้ ทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อาทิ บ้านหรู คอนโดมิเนียมและที่ดินหลายแปลง เป็นต้น และกลุ่มสังหาริมทรัพย์ อาทิ รถยนต์ เงินสด เงินในบัญชี เป็นต้น มูลค่ารวมแล้วหลายร้อยล้านบาท

นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้ขอศาลจังหวัดมีนบุรีออกหมายจับอีก 4 รายคือ นายพูลสวัสดิ์ บุญสวัสดิ์ นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ และ นางสมบัติ โสประดิษฐ์ เจ้าของบัญชีธนาคารที่มีการถ่ายโอนเงินดังกล่าว...โดยพุ่งเป้าไปที่ นายกิตติศักดิ์ หรือ เป้ ที่เชื่อเป็นตัวการสำคัญของกระบวนการโกงมหาศาลในครั้งนี้

หลังมีการออกหมายจับ นายพูลสวัสดิ์ ที่ถูกคุมตัวไว้อยู่แล้วก็ยอมรับสภาพไปและในเวลาไล่เลี่ยกัน นายจริวัฒน์ ได้เข้ามามอบตัวพร้อมให้ข้อมูลที่สำคัญ ส่วน นายกิตติศักดิ์ ได้หลบหนีไปอยู่ฮ่องกง ส่วน นางสมบัติ ยังไม่พบเบาะแสแต่อย่างใด

ต่อมาพนักงานสอบสวนขอหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม 2 รายคือ น.ส.จันทร์จิรา โสประดิษฐ์ อายุ 27 ปี ลูกสาว นางสมบัติ และ นายสมพงษ์ สหพรอุดมการณ์ อายุ 57 ปีพ่อ นายจริวัฒน์ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินหลังตรวจสอบเส้นทางการเงินพบเมื่อปี 56 มีการโอนเงินจากบัญชีของ สจล.เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาแจ้งวัฒนะ และธนาคารกรุงไทยสาขาบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ของ น.ส.จันทร์จิรา รวม 46 ล้านบาทและเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาแจ้งวัฒนะ ของ นายสมพงษ์ 44 ล้านบาท

พ.ต.อ.กรไชย กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ได้ประมวลหลักฐานทั้งหมดเพื่อดูว่ายังต้องหาอะไรเพิ่มอีกบ้างแต่ทั้งนี้ต้องรอดูงานสอบสวนอีกทีเนื่องจากเมื่อหมายจับผู้ต้องหาออกมาแล้วชุดสืบสวนจะทำงานต่อได้เลย ขณะเดียวกัน มีเรื่องงานตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ที่ได้ยึดมา เพื่อดูความเป็นไปได้เรื่องนี้มีความโยงใยหลายอย่าง มีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคนที่มีส่วนได้เสีย

“ส่วนความเชื่อมโยง นายทรงกลด นายพูลศักดิ์ นายจริวัฒน์ นายกิตติศักดิ์ และ นางสมบัติ รวมทั้ง น.ส.อำพร พบว่ารู้จักกันมานานแล้วเพราะเป็นไปได้อย่างไรที่บอกว่าเพิ่งรู้จักกันแล้วจะโอนเงินมาให้มากมายขนาดนั้นถ้าไม่สนิทกันมากไม่คิดว่าจะถูกโกงบ้างหรือ ในส่วนนี้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลแล้วและที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยัง กลต.ให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการซื้อหุ้นของ น.ส.อำพรด้วย คาดว่า น่าจะมีเงินส่วนนี้ไปอยู่ในตลาดหุ้น” พ.ต.อ.กรไชย กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ณษ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่ตรวจค้นยึดมาได้จากสถานที่ต่าง ๆ ทั้งบ้านและที่ทำงานเครือข่ายของ นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ก่อนนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าโยงไปถึงผู้ใดบ้างรวมทั้งจะทำการตรวจสอบผลประกอบการของบริษัทในเครือของนายกิตติศักดิ์ทั้งหมดว่าผลประกอบธุรกิจขาดทุนหรือกำไรมากน้อยเพียงใดและเข้าข่ายการเปิดบริษัทเพื่อฟอกเงินหรือไม่

ขณะที่ พ.ต.อ.จิรภพ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ้านเครือข่ายของ นายกิตติศักดิ์ ก็พบว่ามีหลักฐานหลายอย่างที่เชื่อมโยงโดยผู้ต้องหารายนี้ได้โอนถ่ายทรัพย์สินหลายอย่างไปให้ญาติพี่น้องสำหรับการติดตามตัวนายกิตติศักดิ์ที่หลบหนีอยู่ที่ฮ่องกงนั้นตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีขั้นตอนอยู่ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นที่กำลังหลบหนีอยู่ระหว่างการติดตามตัวคาดว่ายังหลบหนีอยู่ในประเทศ

“ในส่วนที่มีชื่อ พิ้งกี้-สาวิกา ไชยเดช นางเอกสาวชื่อดังเข้าไปมีส่วนพัวพันกับหุ้นบริษัทในเครือ นายกิตติศักดิ์ นั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดย พิ้งกี้ สามารถที่จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำแสดงความบริสุทธิ์ใจรวมทั้งเคลียร์ตัวเองได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนที่จะเรียกดาราสาวเข้าให้ปากคำหรือไม่เป็นดุลพินิจของทางพนักงานสอบสวน” พ.ต.อ.จิรภพ กล่าว

อย่างกรณี บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พระเอกชื่อดังเดินทางเข้าพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของ นายกิตติศักดิ์ กรณีซื้อรถสปอร์ตหรู แลมโบกินีจาก นายกิตติศักดิ์ ในราคา 13.5 ล้านบาท เมื่อเดือน ต.ค. 57 และชำระเงินจนครบได้เล่มทะเบียนมาอย่างถูกต้อง

...เป็นตัวอย่างของคนที่เคยทำธุรกรรมธุรกิจร่วมกับ นายกิตติศักดิ์ ซึ่งหลังจากนี้ไปชุดสืบสวนสอบสวนคงต้องรอคนที่เชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจจากการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับ นายกิตติศักดิ์ หรือกลุ่มขบวนการนี้หรือบริษัททั้ง 7 แห่งที่ นายกิตติศักดิ์ เป็นผู้บริหาร มาแสดงตัวพร้อมเอกสาร แต่หากไม่มีใครมาซึ่งพบว่ามีคนอย่างน้อย 40 รายเกี่ยวข้อง...ก็เชื่อได้ว่าคนที่เกี่ยวข้องที่พยานหลักฐานสาวไปถึงก็คงต้องรับกรรมจากการเสพสุขเงินของสถาบันฯ แน่นอน.

ประพงษ์ แหลมแจง : รายงาน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0