อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563

‘มาดามรถถัง’ กับธุรกิจไม่ธรรมดาผลิตสายพานรถฯช่วยกองทัพไทย

จุดเริ่มต้นดังกล่าว จึงได้กลายเป็นการต่อยอดและพัฒนาการซ่อมรถที่มีระบบแบบแผน จากสิ่งที่เธอเห็นและคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ได้กลายเป็นธุรกิจรับซ่อมรถทุกชนิดของกองทัพในปัจจุบัน เสาร์ที่ 17 มกราคม 2558 เวลา 03.17 น.

“มาดามรถถัง” เป็นฉายาประจำตัว “นพรัตน์ กุลหิรัญ” รองประธานและผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด” แบบไม่มีใครเหมือน เพราะได้มาจากความสามารถเป็น หญิงแกร่งเพียงหนึ่งเดียว ที่มีโอกาสเข้าไปค้าขายข้อต่อสายพาน ล้อกดสายพานให้กับกองทัพไทย และกองทัพต่างชาติอีกกว่า 37 ประเทศทั่วโลก จึงนับได้ว่าเป็นเส้นทางไม่ธรรมดาจริง ๆ

“งานค้นคน คนค้นงาน” เสาร์นี้พาไปรู้จักตัวตนของมาดามรถถังภายใต้การกุมบังเหียนโรงงานผลิตชิ้นส่วนข้อต่อสายพานรถหุ้มเกราะ บนเนื้อที่กว่า 87 ไร่ ให้ทราบกัน

“เจ๊นพรัตน์” เท้าความไปถึงจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจนี้ เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วว่า “สมัยก่อนที่อยู่เชียงกง ตื่นเช้ามาจะได้ยินเสียงข้างบ้านเอาเครื่องยนต์มาทำใหม่ ฟิตเครื่องฟังเสียงดีมาก ที่บ้านเรามีความรู้เรื่องยางติดเหล็กอยู่แล้ว จึงคิดขยายต่อ จากนั้นก็คิดริเริ่มที่จะซ่อมเครื่องยนต์โดยไม่ฟังเสียง แต่จะใช้เครื่องทดสอบ จึงไปซื้อเครื่องไฮโดรโพรเทสที่กองทัพอเมริกาไม่ใช้แล้วมาใช้ทดสอบ ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นหลักฐานดีกว่าการฟังเสียง”

จุดเริ่มต้นดังกล่าว จึงได้กลายเป็นการต่อยอดและพัฒนาการซ่อมรถที่มีระบบแบบแผน จากสิ่งที่เธอเห็นและคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ได้กลายเป็นธุรกิจรับซ่อมรถทุกชนิดของกองทัพในปัจจุบัน จากนั้นนพรัตน์จึงเริ่มมองเห็นช่องทางขยายธุรกิจ “ตอนนั้นยางกิโลกรัมละ 12 บาท เราขายต่างชาติราคาถูกมาก แต่พอทำสำเร็จแล้วเขามาขายให้เรา ชิ้นละ 8,000 บาท ซึ่งมันเป็นไปได้อย่างไร เราขาย 400 บาทยังได้เลย”

จากนั้นมาดามรถถัง จึงเริ่มต้นศึกษาเรื่องยาง นำหนังสือที่เกี่ยวข้องกับยางทั่วโลกมาอ่าน และเดินทางไปร่วมงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาว่า การทำยางนั้นทำอย่างไร ไปคุยกับผู้ชำนาญ และเริ่มทดลองทำ จนได้มีโอกาสไปเสนอขายงานในต่างประเทศ

“พี่เดินทางไปประเทศต่าง ๆ พบว่า ประเทศที่จะสามารถอยู่อย่างเข้มแข็งได้ต้องผลิตสินค้าเอง โดยเฉพาะยุทโธปกรณ์ ไม่ใช่นำเข้าจากต่างประเทศทุกอย่าง จากนั้นจึงมีความคิดว่า เราจะผลิตอะไรที่กองทัพไทยสามารถใช้ได้บ้าง เลยกลับมาดูการทำอุตสาหกรรมที่ดี ซึ่งต้องมี 2 ข้อ คือ วัสดุต้องมีในประเทศ และเอื้อหนุนกับเกษตรกรรม ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน และเป็นการสนับสนุนสินค้าในประเทศ” มาดามรถถังเล่าไปพร้อมกับการพาทัวร์โรงงาน

ก่อนจะบอกว่าเคล็ดลับในการทำธุรกิจของเธอนั้นสามารถลอกเลียนแบบได้ “ครั้งหนึ่งพี่เดินทางไปอาหรับ กองทัพเขาไม่ต้อนรับผู้หญิง และห้ามผู้หญิงเข้า แต่เราต้อง มีเคล็ดลับในการค้าขาย อย่างหนึ่งที่สำคัญคือหลักวิชาดูคน และการพูดคุย ประกอบกับการวางแผนแต่ละขั้น เราต้องมีวิธีการพูดคุยให้เขาสนใจ แต่ไม่ใช่มุ่งขายโดยตรง รวมถึงการรู้จักช่างสังเกต ว่าเป้าหมายยังขาดอะไร จะทำให้เราสามารถเสนอขายสินค้าได้อย่างตรงจุด”

แต่ใช่ว่าในการธุรกิจนั้นจะไม่ประสบพบเจอปัญหาเลย มาดามรถถังเล่าว่า “ปัญหามีหลายด้าน ทั้งการเงิน ที่ต้องใช้เงินทุนในการกู้ธนาคารและต้องเสียดอกเบี้ยมาก ตอนนั้นจึงคิดแก้ไขใหม่ ถือคตินกน้อยทำรังแต่พอตัว ปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่ไม่กู้เงิน แต่ใช้เงินสะสมค่อย ๆ มาลงทุน เพราะเห็นว่า การกู้เงินทำให้เป็นภาระ และเหนื่อยกับการทำธุรกิจมาก จึงพยายามทำเท่าที่มี”

ทว่าการจะทำธุรกิจร่วมกับกองทัพไทยไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีสายสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด “การจะเข้าไปเสนอขายสินค้าในกองทัพนั้นยากมาก เรียกได้ว่ามดสักตัวยังเข้าไปไม่ได้ แต่เราคิดว่าเราเป็นมดเอ็กซ์ ไม่ใช่มดธรรมดา และสิ่งที่จะทำให้ชาติมีพลังเข้มแข็ง เราต้องผลิตสินค้าเอง กำไรน้อยไม่เป็นไร แต่ต้องยั่งยืน จากนั้นชัยเสรีจึงมีสัญญาฉบับแรกที่จัดทำสินค้าให้กองทัพ ในปี 2511 ได้รับทำลูกหมากรถบรรทุกของกองทัพ จนถึงวันนี้กว่า 46 ปี ชัยเสรียังเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ทำสัญญาอย่างต่อเนื่อง” มาดามรถถัง เล่าด้วยความภูมิใจ

“ชัยเสรีไม่เปลี่ยน แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนกี่สมัย เราก็คงเส้นคงวา เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องผลิตสินค้าที่ดีที่สุดในฐานะผู้ผลิตที่จะต้องทดสอบสินค้าให้มีมาตรฐานสม่ำเสมอ ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และรับผิดชอบต่อชาติ ไม่ว่าท่านใดจะมารับตำแหน่ง และเราก็จะทำแบบนี้ต่อไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน”

อยากรู้เรื่องราวชีวิตของมาดามรถถังเพิ่มเติม พูดคุยมาได้ที่ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ที่อยู่ 59 หมู่ 6 ถนนปทุม-บางเลน ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี.

“จ๊อบแมน”

job_man28@yahoo.co.th



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0