อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

ขายซีดีลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย

กรณีของนายสุรัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในอดีตมีผู้ที่มีฐานะยากจนเก็บแผ่นซีดีเก่าที่มีคนอื่นไม่ใช้แล้วมาวางขายแบกะดิน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้ จนถูกพิพากษาให้ปรับเป็นจำนวนหลักแสนบาทเช่นเดียวกัน จันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 05.00 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนให้นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา พนักงานเก็บขยะ กองรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร ที่นำแผ่นซีดีภาพยนตร์เก่า 83 แผ่น ที่เก็บจากกองขยะมาขายแผ่นละ 20 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ชำระค่าปรับ 133,400 บาท ในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน หากไม่ชำระให้กักขังแทนค่าปรับ ในอัตราวันละ 200 บาท ซึ่งเป็นการพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

นายสุรัตน์ไม่มีทางเลือกจึงต้องเลือกวิธีกักขังแทนค่าปรับ เดชะบุญที่ด้วยความเป็นพนักงานที่มีความขยันขันแข็ง จึงมีคนที่ให้ความเมตตาชำระค่าปรับให้ ทำให้นายสุรัตน์ได้รับอิสรภาพในที่สุด

บริษัทดังหลายบริษัทในวงการบันเทิงไทยที่เป็นผู้สร้างสรรค์งานและเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ต่างรวมตัวกันผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 เพื่อต้องการจะหาวิธีการจัดการกับกลุ่มบุคคลหรือขบวนการที่นำเอางานภาพยนตร์ วีดิทัศน์ของตน ไปทำการจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยไม่ต้องลงทุนในการสร้างสรรค์ผลงานแต่อย่างใด แต่กลับได้รับผลประโยชน์อย่างมาก

นายสุรัตน์ไม่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพราะแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่นำมาวางขายเป็นแผ่นแท้ แม้จะเป็นแผ่นเก่าที่เก็บมาจากกองขยะ แต่ก็มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นความผิดอันยอมความได้ จึงต้องเริ่มคดีโดยมีผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้นจึงจะดำเนินการจับกุมและทำการสอบสวนได้

แต่สำหรับ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 53 กำหนดไว้ว่าการประกอบธุรกิจร้านวีดิทัศน์ หรือได้รับประโยชน์ตอบแทน ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้นการนำแผ่นซีดี วีซีดีหรือดีวีดีมาตั้งแผงขาย แม้จะมีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่พบเห็นการกระทำความผิดสามารถเข้าจับกุมได้ทันที การฝ่าฝืนมาตรา 53 มีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่การฝ่าฝืนยังคงมีอยู่

แม้การกระทำของนายสุรัตน์จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพ ยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 และผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายฉบับนี้ต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องก็ตาม

แต่หากพิจารณาอีกด้านหนึ่ง จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย เพราะไม่เป็นไปตามเจตนา รมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกฎหมายนั้น ๆ กรณีของนายสุรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 แทนที่ผู้จับและถูกดำเนินคดีต่อศาลจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ถูกจับและถูกดำเนินคดีเป็นเพียงผู้มีรายได้เพียงเลี้ยงชีพให้พอกินในแต่ละวัน อย่างเช่น นายสุรัตน์

กรณีของนายสุรัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในอดีตมีผู้ที่มีฐานะยากจนเก็บแผ่นซีดีเก่าที่มีคนอื่นไม่ใช้แล้วมาวางขายแบกะดิน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้ จนถูกพิพากษาให้ปรับเป็นจำนวนหลักแสนบาทเช่นเดียวกัน ผลสุดท้ายได้มีผู้ใจบุญออกค่าปรับแทนให้ เพื่อช่วยไม่ให้ถูกจำคุกเช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจ และถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

วิธีการที่จะแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะนี้คงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้น ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการที่เป็นผู้เริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ควรต้องทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย มากกว่าการตีความตามตัวอักษร เช่น กฎหมายฉบับนั้นจะใช้บังคับกับคนกลุ่มใด ก็ควรมุ่งไปที่กลุ่มนั้น เพื่อที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ไม่ทำงานไขว้เขว หรือเมื่อส่งสำนวนสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดควรใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้องคดี ควรพิจารณาว่าการส่งฟ้องจะสมประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ จะสามารถเอาผู้กระทำผิดรายใหญ่มาลงโทษได้หรือไม่ เพราะถ้าสามารถเอาตัวผู้ผลิตมาลงโทษหรือทลายแหล่งผลิตรายใหญ่ ผู้กระทำผิดรายย่อย ๆ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรมาให้จำหน่าย การใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ย่อมเป็นวิธีหนึ่งที่จะยุติปัญหาเสียแต่ต้น และยังทำให้คดีไม่รกศาลมากเกินไป เช่น คดีที่พนักงานร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งนำเอาซาลาเปาที่ขายไม่หมดในแต่ละวันไปให้ลูกทาน คดีนี้สำนักงานอัยการสูงสุดใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง แต่ในเมื่ออัยการได้ฟ้องคดีแล้ว ศาลยุติธรรมก็จำเป็นต้องพิพากษาไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุง แก้ไข พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ควรเพิ่มบทบัญญัติการยกเว้นความผิดสำหรับการจำหน่ายแบกะดิน แผงลอย หรือตามทางเท้า โดยผู้ขายไม่ได้มีลักษณะประกอบกิจการเป็นล่ำเป็นสัน โดยมีเงื่อนไขว่าการขายซีดี วีซีดี หรือดีวีดีภาพยนตร์ที่จะได้รับการยกเว้นความผิดต้องเป็นการขายเฉพาะแผ่นที่ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาผู้กระทำผิดกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ตามตัวอักษรของกฎหมายมากกว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตัวบทกฎหมาย จึงกลับกลายเป็นว่าเคร่งต่อการบังคับใช้กฎหมาย (มากเกินไป) ทำให้คดีที่ไม่ควรขึ้นสู่ศาลก็ต้องให้ศาลพิจารณาคดี ผู้กระทำผิดที่กระทำความผิดควรได้รับการต่อว่าต่อขาน การประณามจากสังคม การลงโทษตามกฎหมาย กลับกลายเป็นผู้กระทำผิด (ตัวเล็ก ๆ) ที่ได้รับความสงสารจากสังคม เพียงแค่นี้ก็สะท้อนให้เห็นชัดว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเพียงใด...

รุจิระ บุนนาค
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @ RujiraBunnag



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0