อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 ธันวาคม 2561

ความสุขจากฝันร้าย!!! “พัดชา เอนกอายุวัฒน์”

ด้วยการช่วยเหลือจากน้องทีมงานซีพีออลล์และสำนักพิมพ์บันบุ๊คส์ ต้นสังกัดงานเขียนของ “พัดชา” เราก็ได้พบกับเธอในที่สุด การสนทนาเกิดขึ้นภายในห้องกระจกใสที่มีกระดาษเขียนข้อความ ห้องทำงานนักเขียน ห้ามเคาะกระจก แปะอยู่!!! อาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558 เวลา 06.00 น.

ความสุขจากฝันร้าย!!!

‘พัดชา เอนกอายุวัฒน์’

โลกไม่สวย..แต่มีเสน่ห์

เราพบเธอก่อนหน้าวันเกิดครบอายุ 30 ปีเต็มเพียงหนึ่งวัน (19 ก.พ. 2558) ถือเป็นจังหวะดีทั้งเราและเธอ เพราะตัวเลข “29” และ “30” นี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตสาวเสียงดีคนนี้ ตัวเลขแรก คือชื่อหนังสือ Nightmare Before 29-ฝันร้ายก่อนวัย 29 ซึ่งเป็นงานเขียนเล่มล่าสุดของเธอ ขณะที่ตัวเลขหลังนั้น เป็นรอยต่อสำคัญที่ผลักดันให้เธอเขียนงานชิ้นนี้ขึ้น กลายเป็นต้นธารของงานเขียนเล่มนี้ ที่วันนี้ทีมงาน “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ

กับ “พัดชา เอนกอายุวัฒน์” คนนี้

ด้วยการช่วยเหลือจากน้องทีมงานซีพีออลล์และสำนักพิมพ์บันบุ๊คส์ ต้นสังกัดงานเขียนของ “พัดชา” เราก็ได้พบกับเธอในที่สุด การสนทนาเกิดขึ้นภายในห้องกระจกใสที่มีกระดาษเขียนข้อความ ห้องทำงานนักเขียน ห้ามเคาะกระจก แปะอยู่!!!

เราเริ่มต้นสนทนาด้วยคำถามเกี่ยวกับที่มาที่ไปของชื่อ “พัดชา” โดยเธอเล่าว่า... คุณแม่ตุ่ม (จิตราภรณ์ เอนกอายุวัฒน์) ตั้งใจจะตั้งชื่อลูกด้วยพยางค์เดียว และต้องมีตัวอักษร “พ” ขึ้นต้นชื่อด้วย ซึ่งพี่ชายของเธอนั้น คุณแม่ตั้งชื่อให้ว่า... “แพน” แต่พอถึงคิวของเธอ กลับถูกทักว่าไม่ดี ทำให้คุณแม่ต้องพยายามหาชื่ออื่น จนลงตัวกับคำว่า... “พัดชา” ในที่สุด

“ชื่อนี้ซึ่งเป็นคำไทยแท้ คุณแม่บอกว่าเป็นชื่อท่ารำและทำนองเพลง” เป็นความหมายของชื่อที่ว่านี้

“นักร้อง” อาจเป็นภาพที่คนทั่วไปคุ้นเคย แต่อีกมุมหนึ่งสาวเสียงดีคนนี้ ยังมีดีกรีเป็น “นักเขียน” อีกด้วย ซึ่งตัวเธอเองก็มีงานเขียนออกมาถึง 4 เล่ม เล่มแรกในชีวิตนั้น มีชื่อว่า... UBC Academy Fantasia : บันทึกนักล่าฝัน (รวม AF2) ที่ออกมาในปี 2548 ซึ่งเธอร่วมเขียนกับเพื่อนจากเวที AFต่อมาปี 2549 ก็มีออกมาอีกหนึ่งเล่มชื่อ Patcha’s Diary ที่เป็นการเล่าเรื่องราวในบทบาทของการเป็นสมาชิกของบ้าน AF ก่อนจะห่างหายไปสักพักใหญ่ จนถูกรับเชิญให้ร่วมเขียนในหนังสือชื่อ ส.ร.น.-สร้างเสริมประสบการณ์ราชินี ซึ่งเป็นบันทึกประสบการณ์สมัยเป็นนักเรียนโรงเรียนราชินีในปี 2555 ที่จุดนี้เองได้เป็นแรงขับจนอยากกลับมาเขียนหนังสือจริงจังอีกครั้ง จนกลายเป็นพ็อกเกตบุ๊กเล่มนี้ในที่สุด ที่พัดชาระบุว่า... เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดในชีวิตแล้ว

“พอได้มาเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว ทำให้ได้อยู่กับตัวเองและความคิดมากขึ้น รู้ซึ้งเลยว่านักเขียนเป็นงานหนักที่สุด เพราะต้องมีวินัยกับตัวเองสูง ต้องต่อสู้กับความคิดมาก แต่เราเป็นคนชอบเขียนไดอารี่ทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยทำให้มีวัตถุดิบอยู่เต็มลิ้นชักซึ่งมากพอจะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการเขียนได้ แต่บางเรื่องที่เขียนไว้ ก็เอามาใช้ตรง ๆ ไม่ได้ เพราะบางทีก็ใช้ไดอารี่เขียนระบายอารมณ์เหมือนกัน” พัดชากล่าวอย่างอารมณ์ดีถึงการกลับมานั่งเขียนหนังสือในครั้งนี้

ทั้งนี้ เธอบอกว่า... ตอนที่ทางสำนักพิมพ์ได้ติดต่อมาขอให้เขียนพ็อกเกตบุ๊กก็คิดหนักมาก เพราะกังวลว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี แม้ส่วนตัวจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และอ่านแทบจะตลอดเวลายามที่ว่างจากการงาน สาเหตุที่กลัวนั้น เพราะกลัวคนจะมองหนังสือที่เขียนขึ้นเป็นเพียงแค่

“พ็อกเกตบุ๊กดารา” ที่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเกิดขึ้นเกลื่อน แต่เมื่อตัดสินใจเดินหน้าแล้ว ด้วยคิดว่า... เป็นโอกาสดีที่ไม่ควรปล่อยไป จึงพยายามพิสูจน์ตัวเอง จนเป็นงานเขียนเล่มนี้ ที่แม้แต่หน้าปกหนังสือก็ไม่มีรูปภาพของเธอ

“ถือเป็นความกล้าหาญของทางสำนักพิมพ์ที่ไม่ใช้รูปเรา แต่เลือกที่จะใช้ภาพลายเส้นแทน ทั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้คนสนใจเพียงเพราะเป็นหนังสือของคนดัง แต่อยากให้สนใจเพราะเนื้อหาจริง ๆ โชคดีที่น้องซันซัน (นัชชา วัฒนศิริ) คนวาดภาพประกอบเก่งมาก ๆ ที่ดึงเอาความเป็นตัวเราออกมาได้หมด” พัดชากล่าว

โอกาสมาพร้อมแรงเสียดทานเสมอ โดยเธอบอกว่า... พร้อมรับทุกคำวิจารณ์ เพราะบนถนนสายนี้เธอเองก็ยังไม่กล้าที่จะบอกกับใคร ๆ ว่า... เป็นนักเขียน! เหมือนที่ครั้งหนึ่งก็ไม่กล้าจะเรียกตัวเองว่า... เป็นนักร้อง เพราะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า... สามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีหรือยัง สำหรับงานเขียนเล่มนี้ก็ใช่จะง่าย เพราะทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ถูกตรวจ ถูกแก้ไขไม่รู้กี่ครั้งและกว่าที่จะเป็นรูปเล่ม น้ำตาของเธอก็เกือบจะท่วมคีย์บอร์ดเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้เธอก็ได้เล่าให้ทีมงาน

“วิถีชีวิต” ฟังว่า...

“ทำไปเกือบจะครึ่งทางแล้ว ก็ต้องแก้ใหม่ตั้งแต่แรก เอาใหม่ เอาเนื้อหาเดิม แต่เริ่มเขียนใหม่ สรุปกันใหม่ ซึ่งตอนนั้นก็เครียดเหมือนกัน ขอโทษนะคะ คิดในใจเลยว่าฉันจะรอดไหมวะเนี่ย ที่สุดก็ฮึดและผ่านมันมาจนได้ เพราะเรารักและอยากทำมัน ก็คงเหมือนกับการร้องเพลงของเรา ที่เรามีความรักในสิ่งนี้มาก ๆ และอยากจะทำมันที่สุด

จริง ๆ โดยไทม์ไลน์ของชีวิตพัดนั้น จะมีครึ่งแรกกับครึ่งหลัง ตอนอายุ 20 ปีหลังจากได้เป็น AF แล้ว เราก็อยู่ในกระแสมาเรื่อย ๆ แต่พอผ่านอายุ 25 ปีไป กราฟมันก็ค่อย ๆ หล่นลงมาตามธรรมชาติ เอาจริง ๆ นะคะ ความจริงเรื่องนี้ก็เคยทำให้เราสติแตกไปเหมือนกัน คือคิดวนเวียนว่าตัวเองเหมือนของเก่าที่กำลังถูกแฟน ๆ โละทิ้ง ตอนนั้นเห็นแฟนคลับที่เคยตามเชียร์เราหันไปกรี๊ดรุ่นน้องแล้ว ตัวเองก็รู้สึกนอยด์ไปพักนึงเหมือนกันนะ แต่พอคิดได้ว่าปัจจัยตรงนี้ เราควบคุมไม่ได้หรอก แล้วทำไมเราไม่หันกลับมามองในสิ่งที่ควบคุมได้ล่ะ นั่นก็คือ การร้องเพลง

เชื่อไหมว่า... ไม่เคยเรียกตัวเองว่านักร้องเลย เพิ่งกล้าพูดก็ 4-5 ปีนี้เอง ด้วยความที่ตอนเป็น AF ใหม่ ๆ งานส่วนใหญ่ค่อนข้างวาไรตี้ ภาพนักร้องจึงยังไม่ชัดนัก จนมาชัดขึ้นในช่วงหลัง ตอนที่เราไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในกระแสอีกต่อไป ถึงได้รู้ตัวว่า... รักอาชีพนักร้องนี้มาก จนวันนี้กล้าพูดเลยว่า... ต่อให้ต้องไปเป็นนักร้องกลางคืนก็ทำได้ เพราะคือสิ่งที่เรารัก จริง ๆ ก็ยังแปลกใจตัวเองเลยนะคะว่า... ทำไมเราทนได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทนกับความผิดหวังแบบนี้ไม่ได้แน่นอน” เป็นเบื้องหลังบางมุมของหญิงสาวคนนี้ ที่เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นความสุข ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด

“ตลกร้าย-จิกกัดชีวิตด้วยมุมมองสนุก” เป็นเสน่ห์ของงานเขียนเล่มนี้ อาทิ เรื่อง “ความอ้วน” ในตอน Too Fat To Fit ที่เธอได้ตั้งคำถามถึง “มาตรฐานผู้หญิงสวยกับน้ำหนัก” หรือในตอน Perfection ซึ่งพูดถึงเรื่อง “ความสมบูรณ์แบบ” ที่ครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นคนเช่นนั้น ก่อนจะเรียนรู้ในเวลาที่เติบโตขึ้นว่า บางทีคนเรานั้นถ้าจะให้ชีวิตมีความสุข ก็ต้องรู้จักยอมแพ้เสียบ้าง หรือแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงทางอาชีพบนถนนสายนี้ ที่สะท้อนไว้ในตอน Time After Time ซึ่งพูดถึงความรู้สึกของตัวเองในวันที่ไม่ได้เป็น “คนในกระแส” เหมือนเก่า จนทำให้ต้องหันกลับมามองอาชีพร้องเพลงนี้ว่าจะเอายังไงต่อไปดี

“ตอนที่จับปากกาก็ตัดสินใจไว้แล้วว่าอยากบอกเล่าตามแบบฉบับของเรา ตอนแรกกังวลว่าคนจะหนีไหม แต่พอเปิดตัวเองก็กลายเป็นสนุกและฟรีได้มากขึ้น ไม่ต้องฝืนอะไรแล้ว ถ้าคนอ่านเค้าได้อ่านก็น่าจะเข้าใจความเป็นตัวเราเพิ่มขึ้น ถึงตรงนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกดี ทั้งนี้ สิ่งที่เราคิดนั้นเราไม่ได้บอกว่ามันถูกหรือผิด แค่เป็นความรู้สึกจริง ๆ ที่เราคิด” ...เป็น “ความสุขจากฝันร้าย” ที่สาวคนนี้ได้ค้นพบ

พร้อมย้ำว่า หนังสือเล่มนี้มีความเป็นตัวเธอในหลาย ๆ มุมมาก ไม่ได้มีแต่ภาพสวย ๆ อย่างเดียว แต่มี “ชีวิตจริง” แทรกอยู่ ทั้งนี้ กับ “วิธีคิด+วิธีมองโลก” ของเธอนั้น พัดชาระบุว่า ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ซึ่งอาจจะไม่ได้มีมุมนางเอกทั้งหมด และไม่ได้คิดแบบโลกสวยตลอด แต่ทั้งหมดที่ปรากฏนี้ คือตัวตนจริง ๆ ของเธอ เพราะเธอเชื่อว่า “ชีวิตคน” ไม่ควรมีแค่มุมเดียว...

เธอบอกว่า เป็น “นักเขียน” ในวันนี้ได้ อาจมีจุดเริ่มต้นจากการเป็น “นักอ่าน” ซึ่งเกิดจากความรักการอ่าน ที่ทางบ้านช่วยทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะ “แรงหนุนจากคุณแม่” โดยเล่าว่า “คุณแม่ชอบจูงมือเข้าร้านหนังสือตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ชอบอ่าน คุณแม่เองก็ไม่เคยบอกว่า หนังสือที่อ่านจะต้องเป็นหนังสืออะไร ให้อิสระต็มที่ จะว่าไปแล้วคุณแม่ซื้อของเล่นให้น้อยกว่าหนังสือเสียอีก คงเหมือนการร้องเพลง มีหลายคนถามว่า พัดอยากเป็นนักร้องตั้งแต่ตอนไหนซึ่งเราไม่รู้หรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้องเพลงดีได้ แต่ที่บ้านฟังเพลงเยอะเพราะคุณพ่อ (ประพันธ์ เอนกอายุวัฒน์ อดีตมือเบสวงอิสซึ่น)ก็เป็นนักดนตรี บรรยากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราแบบนี้ จะว่าไปก็อาจเป็นส่วน ...ที่ทำให้เป็นเรา...

เป็นพัดชา AF คนนี้”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง

สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

...................................................................................................

วันนี้เลยจุดจะกลัวไปแล้ว

“ตอนนี้เราอยากให้คนวิจารณ์งานของเรามาก ๆ พัดคิดว่ายิ่งเราอายุเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งต้องพยายามมองหากระจกที่จะสะท้อนเราให้มากขึ้น” ...พัดชากล่าว ซึ่งแนวคิดนี้นับว่าน่าสนใจ โดยเธอกล่าวว่าพออยู่ในวงการนาน ๆ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าวิจารณ์หรือแสดงความคิดตรง ๆ นัก ทำให้เป็นจุดบอดจนอาจมองไม่เห็นข้อด้อยของตัวเอง อย่างเช่นเรื่องการร้องเพลงนี้ บางวันร้องเสร็จเดินลงจากเวทีก็จะเข้าไปถามแฟนเพลงว่า... วันนี้ร้องเป็นยังไง? ห่วยใช่ไหม? หรือมุกที่เล่นบนเวที วันนี้แป้กหรือไม่ดีใช่ไหม? ซึ่งก็จะขู่แกมบังคับแฟนเพลงให้บอกตามจริง เพราะอยากจะเก็บจุดอ่อนเหล่านี้นำกลับไปใช้เพื่อพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น

“เหมือนจะซาดิสต์ (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่ คือวันนี้เราเลยจุดที่จะกลัวไปแล้ว จึงอยากได้ความเห็นจริง ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง เพราะงานที่ทำทุก ๆ วัน มันก็เหมือนเล่นเกม พอเล่นเกมนี้ชนะก็พยายามเล่นซ้ำ ๆ เพื่อให้ตัวเองดูเก่ง ไม่ยอมเปลี่ยน มันก็เลยวนเวียนอยู่กับความสำเร็จเก่า ๆ จนลืมคิดไปว่าความหมายของเกมไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่อยู่ที่การรู้จักแพ้บ้างต่างหาก คนเราถ้ารู้จักแพ้เสียบ้าง บางทีก็มีความสุขนะ”.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0