อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

“ขยะ...ล้นเมืองหลวง” ไม่จบแค่จ่าย150บาท

เฉพาะในกรุงเทพฯมีขยะในครัวเรือนมากถึง 9,900 ตัวต่อวัน ปัจจุบันจัดเก็บค่าขยะบ้านกว่าล้านครัวเรือนหลังละ 20 บาท แต่ก็บได้แต่ละปีแค่ 100กว่าล้านบาทเท่านั้น ค้างจ่าย40-50% อังคารที่ 19 พฤษภาคม 2558 เวลา 08.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาโลกแตกในกรุงเทพฯที่แก้ไขได้ยาก นอกจากปัญหารถติด น้ำท่วม มลพิษ หาบเร่แผงลอย และปัญหาอาชญากรรมแล้ว ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “ปัญหาขยะล้นเมือง” ที่ผู้ว่าฯกทม.ทุกสมัย มักชูนโยบายจัดการปัญหา

แต่ที่ผ่านมาปริมาณขยะก็ยังทะลักเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากความเจริญเติบโตของเมืองและผู้คนที่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม

ทั้งการเพิ่มขยะจาก “การใช้โฟม” หรือ “ถุงพลาสติก” ในการบรรจุอาหารเพราะความสะดวก แทนการทานด้วยจานช้อนหรือ “ดื่มเครื่องดื่ม” จากแก้วแทนใส่ถุง หรือการพกกระบอกน้ำไปที่ทำงานหรือเรียนหนังสือเหมือนเด็กอนุบาลก็คงเขินอาย จึงต้องซื้อน้ำขวดใสๆ ดื่มจนกลายเป็นเรื่องขุ่นๆ เพิ่มปริมาณขยะ รวมทั้งขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมขยะอิเล็กโทรนิกส์ จากโทรศัพท์มือถือและแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่หมดอายุ จำนวนมหาศาล

เฉพาะในกรุงเทพฯมีขยะในครัวเรือนมากถึง 9,900 ตัวต่อวัน ปัจจุบันจัดเก็บค่าขยะบ้านกว่าล้านครัวเรือนหลังละ 20 บาท แต่เก็บได้แต่ละปีแค่ 100กว่าล้านบาทเท่านั้น ค้างจ่าย40-50% เนื่องจากมาตรการจัดการกับผู้ฝ่าฝืนไม่เฉียบขาดพอ และยังใช้วิธีกำจัดขยะแบบโบราณคือฝังกลบที่จ้างผู้รับเหมาปีละกว่าพันล้านบาท ไปฝังกลบในต่างจังหวัด อาทิ ฉะเชิงเทรา ส่วนเตาเผาขยะไฟฟ้าแห่งแรกที่หนองแขมจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ แต่กำจัดได้แค่ 300 ตันต่อวันเท่านั้น

รัฐบาลของ “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ได้ประกาศให้ “ขยะล้นเมือง” เป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องเร่งแก้ไขวาง “โรดแม็ป” กำจัดขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายให้หมดไปทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยจากการสำรวจเมื่อปี 2556 พบว่า...ประเทศไทยมีปริมาณขยะทั่วประเทศ มากถึง 26.77 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้มีขยะเพียง 7.2 ล้านตันหรือ27% ถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง และอีก 5.1 ล้านตันหรือ19% นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล ส่วนอีก 6.9 ล้านตันหรือ26% ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้องและมีขยะตกค้างในพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้จัดเก็บถึง 7.6 ล้านตันหรือ28%

กลายเป็น “วิกฤติสิ่งแวดล้อม” ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน เพราะขยะตกค้างทั้งสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น และเพาะพันธุ์เชื้อโรค

ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยทั่วไปเพื่อให้ท้องถิ่นทั่วประเทศมีอำนาจจัดการขยะได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถออกเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจัดเก็บค่าบำบัดขยะได้ครัวเรือนละ 150 บาท โดยคำนวณจากประมาณการ ว่าแต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 5 คน แต่ละคนสร้างขยะคนละ 1 กก.ต่อวัน หรือครัวเรือนละ 150 กก.ต่อเดือน ขณะที่อัตราค่ากำจัดขยะเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 1บาท ซึ่งเท่ากับ 150 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน แต่หากครัวเรือนใดสามารถลดปริมาณขยะได้น้อยลง อาจเสียน้อยกว่าหรือไม่เสียก็ได้ เพื่อกระตุ้นให้ครัวเรือนตระหนักในการคัดแยกขยะเพื่อง่ายในการกำจัดหรือลดปริมาณขยะลง อีกทั้งยังเพิ่มงบประมาณจัดการปัญหาขยะให้ท้องถิ่นด้วย ทำให้ท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาตีปีกขานรับทันที

อย่างไรก็ตาม...ค่าขยะเดือนละ 150 บาท หลายคนอาจจะคิดว่าจ่ายได้ชิลชิล แต่ก็มีอีกหลายคนที่คิดว่ากระทบต่อค่าครองชีพให้ถีบตัวสูงขึ้นไปอีก เพราะบ้านเรามีคนรวยกระจุก คนจนกระจาย จึงเป็นหน้าที่ของกทม.ที่จะทบทวนอัตราให้เหมาะสมลงตัว และให้ตระหนักว่าเมื่อสร้างปัญหาด้วยการเพิ่มขยะแล้วต้องช่วยกันรับผิดชอบ ด้วยการจ่ายสตางค์ช่วยกำจัดและช่วยกันปรับพฤติกรรมเพื่อลดการผลิตขยะลงอย่าคิดง่ายๆ ว่า “ทิ้งขยะไปแล้วเป็นหน้าที่ของภาครัฐต้องจัดการ”

ขณะที่กทม.เอง ต้องมีมาตรการจัดการกับ “ผู้ฝ่าฝืน” อย่าให้ลักหลั่น รวมทั้งไปลงดาบกับ “โรงงานอุตสาหกรรม” และ “ผู้ประกอบการ” ที่สร้างขยะพิษด้วย ให้เจ้าหน้าที่เก็บขยะให้ตรงเวลาอย่าปล่อยให้หมักหมมรกหูรกตาส่งกลิ่นเหม็น ปิดช่องทางทุจริตอย่าให้เกิดระบบรั่วไหลรับประโยชน์จากของ “เน่าเหม็น”

ไม่เช่นนั้นแล้วแค่จ่ายเงิน150 บาทก็ไม่มีวันจบปัญหาขยะล้นเมือง!!!

…................................

คอลัมน์ : มุมคนเมือง

โดย “เทียนหยด”



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0