อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

‘หลงหิ่งห้อย’ สร้างชื่อให้ไทย ‘อัญชนา ท่านเจริญ’ ผู้ ‘หลงใหลแมลงเรืองแสง’

แสดงว่าสนใจเรื่องแมลงมาตั้งแต่เด็ก? กับเรื่องนี้เจ้าตัวบอกว่า... เป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ใช่ต่างจังหวัดที่ไกล ๆ แค่ข้ามแม่นํ้าจากฝั่งกรุงเทพฯ ไปหน่อยก็ถึงบ้านแล้ว ซึ่งเมื่อสมัยยังเด็ก ๆ จำได้ว่าสิ่งแวดล้อมแถวบ้านที่อยู่ยังเหมือนต่างจังหวัดชนบท อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2558 เวลา 05.29 น.

รู้จักคำว่า หิ่งห้อย ก็ตอนเรียนในกรุงเทพฯ เพราะแถวบ้านเรียก ทิ้งถ่วง มีให้เห็นมากมายรอบบ้าน แต่ทั้ง ๆ ที่เห็นและใกล้ชิดเจ้าหิ่งห้อยมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนด้านแมลง พอถูกใครต่อใครถามเรื่องหิ่งห้อย เรากลับไม่รู้จักมันเลย จึงทำให้รู้สึกว่าเป็นแมลงที่ลึกลับน่าสนใจ จึงเริ่มศึกษาวิจัยมาตั้งแต่ตอนนั้น จนวันนี้ก็ 18 ปีแล้วที่อยู่กับหิ่งห้อย” ...เป็นคำกล่าวของนักวิชาการที่ “หลงใหลแมลงเรืองแสง” อย่าง “หิ่งห้อย” จนเป็นผู้เชี่ยวชาญหิ่งห้อย ขณะที่ชีวิตนักวิชาการคนนี้ก็น่ารู้จัก...

ผศ.ดร.อัญชนา ท่านเจริญ”

ผศ.ดร.อัญชนา ท่านเจริญ หรือ อาจารย์ก้อย เป็นอาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งศึกษาวิจัยด้านชีววิทยาและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อย จะบอกว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องหิ่งห้อยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ก็คงไม่ผิด โดยเริ่มศึกษาจากที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหิ่งห้อยเลย จนปัจจุบันประสบผลสำเร็จในการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อย

อาจารย์ก้อย เป็นใครมาจากไหน? เจ้าตัวเปิดเผยว่า... เกิดที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นลูกสาวคนโตของ คุณพ่อมนัส-คุณแม่ปราณี ท่านเจริญ โดยมี วรรัตน์ ท่านเจริญ เป็นน้องสาวอีกหนึ่งคน ด้านดีกรีความสำเร็จทางการศึกษาของอาจารย์ก้อยนั้น จบปริญญาตรี B.S. Biology มหาวิทยาลัยมหิดล, ปริญญาโท M.S. Environmental Biology มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาเอก Ph.D. Biology มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกล่าวได้ว่า... เดินมาทางด้านชีววิทยาด้านแมลงโดยตรง

แสดงว่าสนใจเรื่องแมลงมาตั้งแต่เด็ก? กับเรื่องนี้เจ้าตัวบอกว่า... เป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ใช่ต่างจังหวัดที่ไกล ๆ แค่ข้ามแม่นํ้าจากฝั่งกรุงเทพฯ ไปหน่อยก็ถึงบ้านแล้ว ซึ่งเมื่อสมัยยังเด็ก ๆ จำได้ว่าสิ่งแวดล้อมแถวบ้านที่อยู่ยังเหมือนต่างจังหวัดชนบท เพราะความเจริญจะกระจุกอยู่ที่ฝั่งกรุงเทพฯ แม่นํ้าเหมือนเป็นสิ่งที่กั้นความเจริญทางวัตถุไว้ ซึ่งตอนนั้น ตอนเด็ก ๆ แม้จะอยู่กับธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้สนใจพวกแมลงเป็นพิเศษ แม้แต่ “หิ่งห้อย” เอง ที่มีให้เห็นรอบบ้านตั้งแต่เด็ก ก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไร

จนได้เข้าเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนเบญจมราชาลัยในกรุงเทพฯ ช่วงมัธยมปลายครูแนะแนวให้นึกว่าอยากทำอาชีพอะไร? ตอนนั้นแวบแรกเห็นภาพนักวิทยาศาสตร์ใส่เสื้อคลุมสีขาว และรู้สึกว่าชอบวิชาทางสายวิทยาศาสตร์ ก็เลยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ จึงตัดสินใจสอบเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล พอได้เข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ก็ได้สัมผัสชีววิทยาอย่างแท้จริง ทำให้รู้ตัวเองว่าเวลาเรียนแล้วสนุก มีความสุข ช่วงปี 3-ปี 4 ก็เลยเลือกเรียนทางสาย “แมลง” โดยตรง

มีความรู้สึกว่าชอบแมลง เรื่องราวเกี่ยวกับแมลงมันน่าสนใจ ยิ่งเรียนยิ่งรู้ว่าเรื่องของแมลงเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ แมลงทุกชนิดทุกตัวพอได้สัมผัส เรียนรู้ไปลึก ๆ มันช่างมหัศจรรย์ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้เจาะจงที่หิ่งห้อย”

แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้น-นำสู่การศึกษาหิ่งห้อย... โดย อาจารย์ก้อย เล่าย้อนความเป็นมาของการสนใจในตัวเจ้าหิ่งห้อยว่า... เรียนเรื่องแมลงมามาก พอมีคนพูดถึงเรื่องของหิ่งห้อย ว่าวงจรชีวิตเป็นอย่างไร ก็ต้องถึงกับอึ้งกับแค่คำถามนี้ เรียนสายแมลงมา แต่ตอบคำถามเกี่ยวกับเจ้าหิ่งห้อยไม่ได้เลย...” ...นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจ “เจ้าแมลงเรืองแสง”

และก็หวนนึกได้ว่า เคยซื้อหนังสือนิทานเป็นเรื่องราวเกี่ยว กับหิ่งห้อย ตอนที่ซื้อก็เพราะ เห็นว่ารูปประกอบสวย ไม่ได้คิดว่าจะซื้อไปอ่าน แต่พอได้กลับไปอ่าน ก็ทำให้อยากรู้เรื่องราวของหิ่งห้อย หนังสือเล่มนั้นจึงเป็นอีกแรงบันดาลใจที่ทำ ให้อยากรู้

ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ที่ได้เรียนก็แค่รู้พื้นฐานว่าหิ่งห้อยบางกลุ่มเป็นแมลงนํ้า และเป็นแมลงมีแสง รู้แค่นี้ ถ้ามีแสงก็ คือหิ่งห้อย แต่ไม่รู้ถึงวงจรชีวิต พยายามค้นหาข้อมูลเรื่องราวในอินเทอร์เน็ต ทำให้รู้ว่ามีคนทำเรื่องหิ่งห้อยด้วย ก็ดีใจ พออ่านไปก็รู้สึกว่าน่าสนใจมาก ทำไมเรื่องราวเหล่านี้เราถึงไม่รู้เลย มันเป็นแมลงที่ดูลึกลับ!!”

อาจารย์ก้อย เล่าต่อไปว่า... เมื่อเกิดความอยากรู้อยากเห็นและเกิดความสนใจ เธอจึงนำคำถามมากมายเรื่องหิ่งห้อยไปถามอาจารย์ จนอาจารย์แนะนำให้เรียนต่อปริญญาโท และก็ทำวิจัยเรื่องหิ่งห้อยโดยตรง... ตอนนั้นในประเทศไทยเรา ข้อมูลเรื่องหิ่งห้อยแทบจะไม่มีใครรู้ลึกเลย อาจารย์เองก็ไม่ค่อยรู้ จนสุดท้ายตัดสินใจสอบต่อปริญญาโท โดยมี อาจารย์สังวรณ์ กิจทวี เป็นที่ปรึกษาให้ แต่อาจารย์ก็บอกว่าอาจารย์ก็ไม่รู้นะ แต่ว่าเราจะเดินไปด้วยกัน ถ้าไม่มีอาจารย์สังวรณ์ ก็คงไม่มีโอกาสได้ศึกษาเรื่องหิ่งห้อย เพราะว่าอาจารย์แต่ละท่านก็อยากรับลูกศิษย์สาขาของตัวเอง ถ้าไม่ใช่สาขาที่อาจารย์เชี่ยวชาญ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ จะจบการศึกษาก็ยากให้คำปรึกษาก็ยาก แต่อาจารย์สังวรณ์ให้โอกาส ก็เลยมีโอกาสได้เรียนโทเรื่องหิ่งห้อย”

...นี่เป็นก้าวแรกที่จริงจังกับการศึกษาหิ่งห้อย

แต่การศึกษาวิจัยหิ่งห้อยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อาจารย์ก้อย บอกว่า... เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย การศึกษาวิจัยจึงเหมือนเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหิ่งห้อยหน้าตาแบบไหน และเมื่อเรายังไม่รู้อะไรมาก ก็ต้องลงพื้นที่เพื่อศึกษาหิ่งห้อยในธรรมชาติ จึงใช้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่วิจัย” พร้อมกันนี้ อาจารย์ก้อย ก็เล่าถึงการทำวิจัยว่า... ความยากลำบากมีแน่นอน เราเป็นผู้หญิง และต้องทำงานกลางคืน โชคดีที่พ่อแม่ก็ไม่ได้ขัด แต่เวลาลงพื้นที่ทำวิจัยก็จะต้องมีคนไปเป็นเพื่อนด้วยเสมอ ทางบ้านเองก็เข้าใจ บางครั้งถ้าเพื่อนที่ไปด้วยประจำไม่ว่าง ก็จะชวนพ่อแม่ หรือญาติ ๆ ไปด้วยกัน เรียกว่าญาติ ๆ ทุกคนเป็นผู้ช่วยวิจัยกันหมด ซึ่งทุกคนก็จะมีความรู้เกี่ยวกับหิ่งห้อยกันหมด”

หลังจากศึกษาวิจัยหิ่งห้อยจนจบปริญญาโท ทาง .ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมตอนเรียนปริญญาโทอีกท่านหนึ่ง ก็ให้ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (ทุน คปก.) ของ สกว. ให้ได้เรียนรู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “หิ่งห้อย” ต่อไป...

ตอนวิจัยเรื่องหิ่งห้อย อาจารย์ก้อย ก็เจอกับคำถามจาก หลาย ๆ คน ว่า... นึกยังไง...วิจัยหิ่งห้อย?” “มันมีประโยชน์ยังไง?” ...เจอคำถามนี้ ก็เล่นเอาอึ้งไปอีกครั้ง!! จนต้องมานึกทบทวนในใจ ว่ามันมีประโยชน์อะไร หรือเราเรียนเพื่อสนองตัณหาตัวเอง เราแค่
เรียนเพราะมีความสุขหรือเปล่า? แต่ก็มาคิดว่า... ถ้ามันไม่มีประโยชน์ แล้ว อาจารย์วิสุทธิ์ ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการชีววิทยา จะส่งเราเรียนต่อทำไม? เราก็พยายามหาคำตอบว่าหิ่งห้อยมีประโยชน์ ยังไง และทำไมเราต้องศึกษาวิจัย

หลังจากนั้นไม่นาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์หิ่งห้อย ซึ่งดีใจมาก ที่รู้ว่ามีโครงการศึกษาวิจัยหิ่งห้อยของพระราชินี รู้ว่าไม่ได้มีเราคนเดียวในประเทศ” ...อาจารย์ก้อย เล่าไว้

วิจัยเพื่ออนุรักษ์หิ่งห้อย ... คือคำตอบของคำถาม

แม่เล่าให้ฟังภาพ ในอดีตที่คุ้งบางกะเจ้า คนส่วนใหญ่เป็นชาวสวน ตี 3–ตี 4 ก็จะเอาผลไม้ใส่เรือไปขายที่คลอง เตย ซึ่งสองฝั่งข้างคลองนั้นเต็มไปด้วยต้นลำพู และจะมีหิ่งห้อยเป็นจำนวนมากเกาะอยู่เต็มไปหมด พวกมันจะกะพริบวาบ ๆ เป็นจังหวะ เหมือนเป็นรัน เวย์ นี่คือภาพในอดีต แต่ในปัจจุบันเมื่อความเจริญเติบ โตของสังคมเมืองเข้ามา จำนวนของหิ่งห้อยที่เคยมีอยู่เป็นจำนวนมากก็ลดลงตามความ เจริญของชุมชน จนมาถึงจุดที่จะต้องอนุรักษ์มันไว้ ไม่ให้มันหายไปจนหมด จนไม่เหลือ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันชื่อเสียงของ “หิ่งห้อย” มีมากขึ้น เมื่อมีตลาดนํ้าและมีการโปรโมตการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย... เพราะฉะนั้น แน่นอน...เราได้ใช้ประโยชน์จากหิ่งห้อยแล้ว คือรูปแบบการท่องเที่ยว นอกจากนั้น ยังได้ประโยชน์ทางระบบนิเวศด้วย เพราะหิ่งห้อยตัวอ่อนกินหอยเป็นอาหาร เป็นการควบคุมศัตรูพืช” และในปัจจุบันหิ่งห้อยมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก โดย ในวงการแพทย์ สกัดเอนไซม์ลูสิโฟเรส ในหิ่งห้อย ไปใช้ในการทดลองเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์

หลังจากเรียนปริญญาเอก อาจารย์ก้อย สามารถเพาะ เลี้ยงหิ่งห้อยนํ้าจืดได้สำเร็จ และที่สำคัญ... เจ้าหิ่งห้อย ที่วิจัยและเพาะเลี้ยงได้นั้น ปรากฏว่ามันกลายเป็น “หิ่ง ห้อยชนิดใหม่ของโลก” ที่ถูก “ค้นพบโดยคนไทย” โดยอาจารย์นักวิจัยหิ่งห้อยเล่า ถึงเรื่องนี้ว่า... เจ้าหิ่งห้อยชนิดใหม่ที่ค้นพบ มันก็เป็นหิ่งห้อยที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ว่ายังไม่มีใครศึกษาจริงจัง ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก ตอนพบก็คิดว่าเขายังไม่มีชื่อ ทำการเช็กตัวอย่างจากหลาย ๆ ที่ จนได้ชื่อมาชื่อหนึ่ง คือ “ลูสิโอล่า บรามินา” ก็ใช้ชื่อนี้มาตลอด และก็ศึกษาพฤติกรรมมาตลอด จนรู้วงจรชีวิตของมัน จนมีโอกาสได้ไปทำวิจัยที่ต่างประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแยกชนิดหิ่งห้อย บอกว่า... หิ่งห้อยที่เราศึกษาวิจัยเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก ที่ไม่เคยมีชื่อมาก่อน จึงต้องมีการ
ตั้งชื่อใหม่...

เราจึงได้มีโอกาสตั้งชื่อ ตอนนั้นคิดอยากตั้งให้มีประเทศไทยในชื่อ แต่อาจารย์บอกว่าชื่อหน้า ลูสิโอล่า เป็นแกรมม่าภาษาลาติน ที่เราเปลี่ยนไม่ได้ ตั้งชื่อได้แต่นามสกุล ซึ่งชื่อแกรมม่ากับนามสกุลก็ต้องเข้ากัน เขาก็สอนหลักวิธีการตั้งชื่อ บอกว่าถ้าตั้งชื่อแล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต้องสื่อถึงหิ่งห้อยตัวนั้น ซึ่งลักษณะเด่นของหิ่งห้อยตัวนั้นคือ อาศัยในนํ้าจืด เราก็เลยตั้งว่า ลูสิโอล่า อควาติลิส ถ้าเรียกเต็ม ๆ ก็เป็นชื่อ ลูสิโอล่า อควาติลิส ท่านเจริญ ซึ่งส่วนหลังนั้นเป็นนามสกุลของเราเอง”

...เป็นอีกความภูมิใจของนักวิจัยหิ่งห้อยไทย กับ “หิ่งห้อยสายพันธุ์ที่คนไทยได้ตั้งชื่อ” ...

ซึ่งก็ “สร้างชื่อให้ประเทศไทย” ได้ด้วย!!!.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

...............................................................................................

อย่ารบกวน ‘หิ่งห้อยบอกรัก’

หิ่งห้อย” ที่อยู่ตามธรรมชาติในไทย เริ่มลดน้อยหายไปเป็นจำนวนมาก กับการ “อนุ รักษ์หิ่งห้อย” ให้ยังคงอยู่... อาจารย์ก้อย บอกว่า... ปัจจัยหลักที่ทำให้หิ่งห้อยลดน้อยลงหรือหายไปคือ “มนุษย์” โดยการทำลายที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อย มนุษย์เปลี่ยนระบบนิเวศที่เป็นพื้นที่อาศัยของหิ่งห้อย ไปเป็นบ้าน ร้านอาหาร รีสอร์ท “การทำลายพื้นที่อาศัยของหิ่งห้อยคือ ปัญหาที่รุนแรงที่สุดที่ทำให้เขาหายไปเลย” นอกจากนั้น ก็มีปัจจัยอื่น ๆ เช่น “มลพิษทางแสง” เพราะแสงไฟมีผลต่อพฤติกรรมของหิ่งห้อย ทำให้ชะลอการผสมพันธุ์ ยิ่งแสงสว่างมาก หิ่งห้อยยิ่งใช้เวลานานมากกว่าจะมีการผสมพันธุ์

แสงไฟที่เราเปิดกันสว่างไสว รบกวนภาษารักของหิ่งห้อยที่จะบอก รักกัน แล้วทุกที่ที่มีคน ทุกที่จะมีแสง เราเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าจะอยู่กับเขาได้ ก็ต้องปรับพฤติ กรรม ก็ใช้แสงไฟเฉพาะที่ที่จำเป็นต้องใช้ ส่วนมลพิษอื่น ๆ ที่ก็มีผล ก็พวกน้ำเสีย สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งทุก ปัจจัยล้วนเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น” ...อาจารย์ก้อย กล่าว พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า...

ความใฝ่ฝันที่มีคือ อยากให้เราอยู่ด้วยกันกับหิ่งห้อยได้อย่างมีความสุข การทำลายพื้นที่อาศัยของหิ่งห้อย เราไปห้ามไม่ได้ แต่ก็น่าจะมีบางพื้นที่ที่อนุรักษ์ไว้สำหรับหิ่งห้อยบ้าง มีพื้นที่ที่มีหิ่งห้อย ที่เราไม่ไปยุ่ง แบ่งปันพื้นที่ส่วนน้อย ๆ ให้เขาบ้าง”.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0