อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 27 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 27 กันยายน 2564

‘มนุษย์’ กับ ‘ฉลาม’ ความเชื่อ ความกลัว และความจริง

อาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2558 เวลา 05.00 น.

ในบรรดาชายหาดที่มีชื่อเสียงและเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากติดอันดับโลก ต้องมีชื่อของชายหาดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกของสหรัฐ ชายหาดหลายแห่งในออสเตรเลีย และชายหาดในแอฟริกาใต้รวมอยู่ด้วยแน่นอน ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและเหล่านักกีฬาทางน้ำจากทั่วทุกสารทิศ ซึ่งเดินทางมาร่วมการแข่งขันที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม การโจมตีโดยฉลามครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับมิก แฟนนิง แชมป์โลกกระดานโต้คลื่น 3 สมัย ขณะอยู่ระหว่างการแข่งขันที่อ่าวเจฟฟรีย์ส ในจังหวัดอีสเทิร์นเคป ทางตะวันออกของแอฟริกาใต้ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดออกไปในหลายประเทศด้วย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สร้างความตกตะลึงและตื่นตระหนกให้แก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ วันนั้น และก่อให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ชายหาดในแอฟริกาใต้และอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐและออสเตรเลีย ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว “ปลอดภัย” อยู่หรือไม่

รายงานจากสถาบันกู้ภัยทางทะเลแห่งชาติของแอฟริกาใต้ (เอ็นเอสอาร์ไอ) ระบุว่า เหตุการณ์ฉลามโจมตีประชาชนในทะเลอ่าวเจฟฟรีย์ส 3 ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อปี 2548, 2554 และ 2556 ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ sharkattackdata.com ซึ่งเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลการโจมตีของฉลามที่เกิดขึ้นทุกแห่งในโลก พบว่า นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1900 เป็นต้นมา เหตุการณ์ฉลามทำร้ายประชาชนในแอฟริกาใต้เกิดขึ้นราว 500 ครั้ง และเหตุการณ์เกือบทั้งหมดไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต น้อยกว่าสถิติในช่วงเวลาเดียวกันของสหรัฐและออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ที่ราว 1,100 ครั้ง

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจมาจากสถาบันทางทะเลของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ในสหรัฐ ว่ามีโอกาสเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ที่มนุษย์จะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีด้วยฉลาม ที่อาศัยอยู่ตามท้องทะเลในรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้สถิติของการโจมตีจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงของการตกเป็นเป้าโจมตีนั้นลดลง ซึ่งมีการตั้งสมมุติฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับจำนวนสิงโตทะเลและแมวน้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการอนุรักษ์ ทำให้ฉลามพุ่งเป้าการโจมตีกลับไปที่ “เหยื่อตามธรรมชาติ” อีกครั้ง หลังซุ่ม

เล่นงานแต่มนุษย์มานาน และมาจากการที่จำนวนประชากรของฉลามลดลงด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ความถี่ของการเกิดเหตุฉลามทำร้ายมนุษย์ตามชายหาดในรัฐแคลิฟอร์เนียในยุคทศวรรษที่ 1950 อยู่ที่น้อยกว่า 1 ครั้ง แต่เพิ่มขึ้นเป็น 1-2 ครั้ง ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา สืบเนื่องจากมีประชาชนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ตามชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนียมากขึ้น โดยเพิ่มจากเพียง 7 ล้านคน เมื่อราว 60 ปีที่แล้ว เป็น 21 ล้านคน เมื่อปี 2556 เช่นเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวและนักกีฬาทางน้ำที่แวะเวียนมาพักผ่อนหย่อนใจตามชายหาดแถบนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

นอกจากนี้ รูปแบบการโจมตีของฉลามที่เกิดขึ้นกับแฟนนิงไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ฉลามขาวตัวหนึ่งพุ่งเข้าทำร้ายนักกระดานโต้คลื่นจนตกจากแผ่นกระดาน และย้อนกลับไปอีกก่อนหน้านั้นเมื่อเดือน ต.ค.ปีเดียวกัน ฉลามโจมตีนักกระดานโต้คลื่นคนหนึ่ง นอกชายฝั่งไม่ห่างจากฐานทัพอากาศแวนเดเบิร์ก เคราะห์ดีนักกระดานโต้คลื่นทั้งสองคนไม่ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เทียบความเป็นไปได้ของการถูกฉลามโจมตีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ว่าอยู่ที่ 1 ใน 738 ล้านครั้ง น้อยกว่าโอกาสการถูกรางวัลที่หนึ่งของสลากกินแบ่งเสียอีก ซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 17 ล้านครั้ง

ขณะที่ชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐมีฉลามชุกชุมไม่แพ้ชายฝั่งด้านตะวันตก โดยเฉพาะที่รัฐนอร์ทแคโรไลนาซึ่งเป็นทะเลน้ำตื้น และเกิดเหตุฉลามทำร้ายประชาชนมากถึง 8 ครั้งในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำลายสถิติเดิมของรัฐนอร์ทแคโรไลนาในรอบ 80 ปี

แม้ยังไม่มีรายงานวิจัยชิ้นใดหรือการพิสูจน์จริงครั้งไหนสามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่า เพราะเหตุใดฉลามจึงทำร้ายมนุษย์ แต่ผู้สันทัดกรณีหลายคนสันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและการไหลเวียนของกระแสน้ำในทะเลหลายแห่ง โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดในปีนี้ส่งผลให้ฝูงปลาจากซีกโลกใต้ว่ายอพยพไปยังซีกโลกเหนือเร็วกว่าปกติด้วย นอกจากนี้ ภาพยนตร์หลายเรื่องยังสร้างการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนให้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับพฤติกรรมของฉลาม ผู้สันทัดกรณีย้ำว่า การโจมตีของฉลามไม่ใช่การวางแผนเตรียมการล่วงหน้า แต่เป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน

ขณะเดียวกันยังไม่มีการรณรงค์หรือวางมาตรการแก้ไขอย่างจริงจังของหน่วยงานแห่งใดก็ตาม เกี่ยวกับการควบคุมไม่ให้ฉลามย่างกรายเข้ามาในน่านน้ำตื้น ซึ่งเป็นบริเวณทำกิจกรรมของมนุษย์ แม้มีการเสนอให้ใช้ตาข่ายป้องกันฉลาม แต่นักสิ่งแวดล้อมจำนวนมากออกมาคัดค้าน โดยกล่าวว่า อาจกลายเป็น “กับดัก” ที่สร้างอันตรายให้แก่ชีวิตของฉลาม อีกทั้งตาข่ายลักษณะนี้ยังต้องใช้งบประมาณในการดูแลไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม รายงานจากมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น ครอส ในออสเตรเลีย ระบุว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉลาม สิ่งแรกที่ควรพยายามทำให้ได้ คือหาทางขึ้นจากน้ำให้เร็วที่สุด และอย่าแสดงอาการแตกตื่น เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นสัญชาตญาณการเป็นผู้ล่าของฉลาม และในทางตรงกันข้ามฉลามจะเป็นฝ่ายชะลอการบุกหรือหยุดการโจมตี หากเป้าหมายของมันหันมาเผชิญหน้า ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่แฟนนิงทำ นั่นคือการหันมาต่อสู้ ด้วยการชกฉลามตัวที่พยายามเข้ามาทำร้ายอย่างไม่คาดฝัน ระหว่างทำการแข่งขัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากถูกฉลามทำร้ายร่างกายจริง โอกาสเสียชีวิตยังน้อยมาก จากสถิติการโจมตีโดยฉลามที่เป็นผลจากการยั่วยุ 72 ครั้งทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่เสียชีวิต แต่ในกรณีนี้ไม่นับรวมการเผชิญหน้าระหว่างฉลามกับชาวประมงที่มีฉมวกเป็นอาวุธ

ผลการศึกษาของนักวิจัยจากสถาบันหลายแห่งทำให้สามารถอนุมานได้ว่า การเผชิญหน้าในท้องทะเลระหว่างมนุษย์กับฉลามยังคงเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การเพิ่มความระมัดระวังเมื่อก้าวเท้าลงสู่ท้องทะเล และการมีสติในยามเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 344