อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561

5ราชาลูกทุ่ง...ไปก่อนกาล

เพลงลูกทุ่งเป็นอีกเสาหลักความบันเทิงของสังคมไทยมาทุกยุค แม้ว่าเนื้อเพลงหรือการใช้ชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป แต่เพลงลูกทุ่งยังคงรับใช้ความฝันของอีกหลายคน อังคารที่ 11 สิงหาคม 2558 เวลา 06.00 น.

'5 ราชาลูกทุ่ง'ผู้จากไปก่อนกาล
อมตะเสียงเพลงไม่เคยเลือน

เพลงลูกทุ่งเป็นอีกเสาหลักความบันเทิงของสังคมไทยมาทุกยุค แม้ว่าเนื้อเพลงหรือการใช้ชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป แต่เพลงลูกทุ่งยังคงรับใช้ความฝันของอีกหลายคน แต่น่าเสียดายที่ความฝันของนักร้องบางคนต้องดับสูญไปก่อนกาลเวลา...

ชีวิตนักร้องก็ไม่ใช่ว่าจะสบายนักหรอก วัน ๆ ผมแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เพราะงานกับเงิน ชีวิตส่วนตัวบางครั้งก็ไม่สุขเหมือนเพลงเลย” ครูเพลงเมืองสุพรรณฯ สุรพล สมบัติเจริญ เล่าไว้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์” เมื่อ พ.. 2511 บอกความรู้สึกได้อย่างดี

ยุคนั้นแสงไฟทุกดวงสาดส่องมายังชายผู้ยืนอยู่หลังไมค์นาม สุรพล สมบัติเจริญ ที่ไม่ว่าไปเปิดวงที่ไหนมีบรรดาแฟนเพลงเบียดเข้ามาชมกันอย่างหนาแน่น ด้วยเพลงดังอย่าง “สาวสวนแตง” “เป็นโสดทำไม” “ของปลอม” “หัวใจผมว่าง” “น้ำตาจ่าโท” และเมื่อเปิดตัวเพลง “ลืมไม่ลง” ผู้คนต่างยอมรับฝีมือดั่งกลิ่นดอก “ลำดวน” ที่เป็นชื่อจริงให้หอมฟุ้งไปทั่วประเทศ

ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน คืนและวันผ่านไป เราก็ใกล้ป่าช้าเข้าไปทุกที” คำกล่าวของครูสุรพล ก่อนเพลง 16 ปีแห่งความหลัง จะเป็นเพลงสุดท้ายที่แต่งขึ้น และหลังการลอบสังหารผู้คนต่างวิจารณ์ถึงเพลงนี้ในห้วงความรู้สึกช่วงสุดท้ายของชีวิตราชาลูกทุ่ง

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์” วันที่ 18 สิงหาคม 2511 บันทึกช่วงเวลาลอบสังหารว่า คืนวันที่ 16 สิงหาคม 2511 สุรพล สมบัติเจริญ ได้นำวงดนตรีไปแสดงที่ โรงภาพยนตร์ “แสงจันทร์” ริมถนนมาลัยแมน ต่อมาเวลา 00.30 น. (รุ่งเช้าวันที่ 17 สิงหาคม) ดนตรีเลิก ประชาชนกำลังออกจากโรงภาพยนตร์ สุรพลกับเพื่อนอีก 2 คน ได้เดินมาขึ้นรถเบนซ์สีขาว กำลังไขกุญแจเปิดประตูรถ มีบรรดาแฟนเพลงรุมล้อม ได้มีชายคนหนึ่งร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อแขนสั้นปล่อยชายสีเทา นุ่งกางเกงสีกากี ได้ก้าวเข้าไปทักทายสุรพล พอสุรพลหันมาดู ชายผู้นั้นกระชากปืนพกออกมาระเบิดกระสุนใส่สุรพลในระยะเมตรเศษ ๆ ถึง 4 นัดซ้อน กระสุนถูกขมับขวาทะลุออกขมับซ้าย 2 นัด ส่วนอีก 2 นัดพลาดไปถูกตัวถังรถ จากนั้นมือปืนกับพวกอีก 4 คน ที่ยืนคุ้มกันก็พากันหลบหนีไป

จากนั้นหนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวถึงสาเหตุการสังหาร ทั้งเรื่องความขัดแย้งของวงดนตรี เรื่องชู้สาว ซึ่งมีการไปตามหาสาวสวนแตง ที่คาดว่าเป็นมูลเหตุสำคัญในการปลิดชีวิต แต่สุดท้ายยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการจับคนร้ายจนบัดนี้

แต่เรื่องความจริงใจต่อแฟนเพลงของครูสุรพล ถือเป็นเรื่องเล่าที่ศิลปินปัจจุบันควรยึดถือเป็นแบบอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งวงดนตรีสุรพลเปิดการแสดงที่ชุมพร สุรพลว่า เขาเป็นหวัดลงคออย่างแรงไม่สามารถร้องเพลงสนองความต้องการของแฟนเพลงที่แน่นขนัดได้ การแสดงคืนนั้นเป็นไปอย่างจืดชืด จบลงด้วยเสียงสวดของคนดู ชีวิตศิลปินที่ยึดมั่นกับความซื่อสัตย์อย่างเขาออกประกาศหน้าไมโครโฟนว่า จะกลับมาเปิดการแสดงให้ชมฟรี ๆ เพื่อเป็นการชดเชยความผิดหวัง และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขายกวงมาจัดแสดงที่ชุมพรกลางหน้าศาลากลาง โดยไม่เก็บเงิน แต่มีข้อแม้ใครขอเพลงจะต้องบริจาคเงินไม่ต่ำกว่า 10 บาท

ในยุคก่อนการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว เพื่อเดินทางไปเปิดการแสดงในต่างจังหวัด หลายครั้งคร่าชีวิตนักร้องลูกทุ่งมากฝีมือหลายท่านอย่างน่าใจหาย....

ว่ากันว่าครูเพลงมือฉมังสมัยก่อนกว่าจะแต่งเพลงให้กับนักร้องหน้าใหม่สักคนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพลง น้ำท่วม ที่ครู ไพบูลย์ บุตรขัน มอบให้ “ศรคีรี ศรีประจวบ” กว่าจะได้อัดเสียง ศรคีรี ก็แทบหมดตัวด้วยน้ำท่วมไร่สับปะรดที่ปลูกไว้ที่บ้านเกิด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเนื้อเพลงก็ตัดพ้อถึงความสิ้นเนื้อประดาตัวของหนุ่มบ้านลุ่มที่ขอความเห็นใจจากสาวบ้านดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง

ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์ของ ศรคีรี ทำให้ได้รับการยกย่องเป็นราชาลูกทุ่งเสียงหวานหนึ่งเดียวในประเทศไทย หลังเขาได้รับการยอมรับจากเพลง วาสนาพี่น้อย, แม่ค้าตาคม, ตะวันรอนที่หนองหาร, อยากรู้ใจเธอ, รักแล้งเดือนห้า, ลานรักลั่นทม และคิดถึงพี่ไหม

ด้วยวัย 36 ปี ศรคีรี พาวงตระเวนแสดงทั่วประเทศ จนกระทั่ง 30 มกราคม 2515 ในรายงานข่าวของ หนังสือพิมพ์แนวหน้าแห่งยุค “เดลินิวส์” ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2515 เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ศรคีรี พร้อมคณะไปแสดงดนตรีที่วัดหน้าพระธาตุ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เสร็จงานแสดงเมื่อราวเที่ยงคืน ศรคีรี พร้อมคณะได้นั่งรถด่วนจากสถานีอุตรดิตถ์ มาลงที่สถานีพิษณุโลก โดยถึงเวลาตีสี่ จากนั้นได้โดยสารรถเก๋งเข้ากรุงเทพฯ ด้วยมีงานแสดงต่อที่วัดภาษี เอกมัย ในค่ำคืนดังกล่าว

ในรถศรคีรี นั่งหลับมาทางเบาะหลังเพียงคนเดียว ขณะรถวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุแถวตลาดคลองแม่สาย รถได้เกิดแฉลบมาทางด้านขวา สงสัยว่าคนขับจะหลับใน เป็นเวลาเดียวกับรถบรรทุกไม้วิ่งสวนมา รถของศรคีรีแฉลบเช่นกัน จึงพุ่งเข้าชนกลางคัน รถของศรคีรีมุดเข้าใต้ท้องรถบรรทุก และวิ่งลงสู่ข้างถนนทั้งสองคัน ทำให้ศรคีรีและคนขับที่มาด้วยกันเสียชีวิตทันที

การก้าวขึ้นมาโด่งดังในวงการลูกทุ่งได้ นอกจากพรสวรรค์แล้ว พรแสวงถือเป็นเรื่องสำคัญ การฝ่าข้ามปมด้อยของตัวเองมาได้ทำให้ “สังข์ทอง สีใส” ก้าวขึ้นมาโด่งดังทั้งการร้องเพลงและเล่นภาพยนตร์ จนได้รับฉายา “เทพบุตรหน้าผี”

ด้วยความที่สังข์ทอง คลั่งไคล้บทเพลงของ “ชาย เมืองสิงห์” เขาจึงหัดร้องอยู่เป็นประจำ แต่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเส้นทางของโชคชะตาจะขีดให้ได้มาร่วมวงดนตรีจุฬารัตน์ ได้ร่วมงานกับนักร้องที่เป็นต้นแบบอย่าง ชาย เมืองสิงห์

โดยเพลงที่ทำให้วงการลูกทุ่งเริ่มรู้จักสังข์ทองคือ อกอุ่น, นิ้งหน่อง, หนาวลมห่มรัก ส่วนเพลงที่สร้างชื่อเสียงและการแสดงคือ เพลงโทน

แต่น่าเสียดาย... เพราะวันที่ 25 มกราคม 2527 สังข์ทอง เดินสายไปแสดงที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ศูนย์การทหารราบ โดยขับรถเก๋งด้วยตัวเองไปตามถนนเพชรเกษม มุ่งหน้า อ.กุยบุรี แต่เกิดเหตุรถเสียหลักพุ่งชนป้ายบอกสัญญาณคนข้ามถนน ซึ่งวันเกิดเหตุเขาได้พักที่บังกะโลแห่งหนึ่ง ยังคุยทักทายกับพนักงานต้อนรับก่อนออกเดินทาง โดยวันนั้นเขาใส่ชุดสีขาว

สิ่งที่ทำให้เห็นถึงความอัจฉริยะของสังข์ทองคือ เมื่อต้องคดีอาญาข้อหาพยายามฆ่า ระหว่างถูกคุมขังรับหน้าที่ร้องเพลงเป็นประจำในเรือนจำ และได้แต่งเพลงชื่อ “รักข้ามกำแพง” ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถ แม้ถูกจำกัดเสรีภาพ แต่จินตนาการไม่เคยถูกตีกรอบ หลังออกมาเขาได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงดังเดิม

หลังวงการลูกทุ่งเสีย สังข์ทอง สีใส ไม่นานต่อมาก็ต้องเสียเจ้าของเสียงร้องเพลง ทหารอากาศขาดรัก “เสกศักดิ์ ภู่กันทอง” ไปอีกคนด้วยอุบัติเหตุ น่าสนใจคือทั้งสังข์ทอง และเสกศักดิ์ ต่างฌาปนกิจศพในวันเดียวกัน เพียงแต่คนละวัด

เพลงที่ทำให้รู้จัก เสกศักดิ์ คือ ขันหมากเศรษฐี, โสภาใจดำ, ไม่ตายจะกลับมา, กลิ่นฟางนางลืม, พี่จะบวชแล้ว

ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2527 เล่าถึงเที่ยงคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 วันเกิดเหตุว่า ขณะนักร้องหนุ่ม มนต์รัก ขวัญโพธิ์ไทย ทำหน้าที่สารถีขับรถเก๋งสีเขียว ออกจากบริเวณวัดป่าหว้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยมีเพื่อนร่วมอาชีพ เสกศักดิ์ ภู่กันทอง นั่งคู่มาด้วยในตอนหน้า ส่วนเพชร โพธาราม และภรรยาพร้อมด้วยลูกนั่งอยู่ด้านหลัง

ขณะเพื่อนร่วมวงนั่งหลับ กระทั่งเข้าเขต อ.เมืองกาญจน์บุรี มี 2 หนุ่มขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจากข้างทางแซงปาดหน้ารถกะทันหัน คนขับหักรถหลบออกไปทางขวาชนเสา และมีรถบรรทุกผักวิ่งสวนมาประสานงาเต็มแรง เสกศักดิ์ จบชีวิตพร้อมคนขับ ส่วน เพชร โพธาราม โชคดีแค่แขนขวาเดาะ

บนเส้นทางเพลงลูกทุ่งที่ต้องฝ่าขวากหนาม ชื่อของ “สรวง สันติ” อาจไม่เป็นที่รู้จักของคนรุ่นหลังนัก แต่ถ้าเอ่ยถึงเพลงที่เขาแต่งและร้อง ถือเป็นงานชั้นครูทั้งเนื้อหา รวมถึงดนตรีที่ล้ำสมัย ซึ่งยากจะหาใครเทียบเคียงได้

สรวง สันติ เริ่มเส้นทางในฐานะนักแต่งเพลงวงจุฬารัตน์ แม้สถานะของนักแต่งเพลงอยู่เหนือกว่านักร้อง แต่สรวง กลับไม่สน เลยขอทั้งร้องและแต่งเพลงเอง จนมีเพลง แฟนใครแฟนมัน, ไม่ใกล้ไม่ไกล, มันบ่แน่ดอกนาย

หลังวงจุฬารัตน์ยุบวง สรวงมาตั้งวงเองชื่อ “เดอะบัฟฟาโล่” มีชื่อเสียงในการนำดนตรีฮาร์ดร็อกไปใส่ในเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่ทศวรรษนั้น ทำให้ทำนองเพลงลูกทุ่งดูโกอินเตอร์ขึ้นไม่น้อย ที่ฮือฮาคือ การแสดงสดของวงสรวง มันเสียจนเผาเสื้อ เผากีตาร์ เผากลอง ฟาดกีตาร์กับเวที จนคนไทยยุคนั้นบางคนมองว่า เขาประสาท ซึ่งสรวงก็เขียนเนื้อร้องเพลง “สรวงแบล๊คซุปเปอร์แมน” หยอกล้อตัวเองว่า ...ดนตรีก็เล่นเข้าท่า ใคร ๆ ก็ว่าวงสรวงเล่นดี ร้องไปถอดเสื้อกันไป แล้วก็เผาทิ้งไปแทบทุกเวที... ดูสรวงถึงใจเด็ดขาด ดนตรีประสาทครึ่งบ้า ครึ่งดี...”

ช่วงปลายชีวิตสรวงในวัย 37 ปี เขาเลิกวงแล้วหันมาแต่งเพลง จนเป็นที่ยอมรับในความสามารถที่แต่งได้ทั้งลูกทุ่ง ลูกกรุง และสตริง เช่นเพลง ผู้ยิ่งใหญ่, น้ำมันแพง, รักสิบล้อต้องรอสิบโมง, สวยในซอย ให้วงรอยัลสไปรท์ หรือเพลง ส่วนเกิน ดาวใจ ไพจิตร ร้อง

เพลงด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า แต่งให้ เสียงทิพย์ ปทุมทอง, เพลงจองไว้ก่อน แต่งให้ แมน เนรมิตร, เพลงข้อยเว้าแม่นบ่ และเอาใจฉันตั้งแต่วันนี้ แต่งให้ นันทิดา แก้วบัวสาย ร้อง และเพลงนั่งมองฟองเบียร์ ธานินทร์ อินทรเทพ ร้อง

โดยค่ำวันที่ 22 มกราคม 2525 เวลาประมาณ 23.00 น. สรวงเดินทางไป จ.ปราจีนบุรี พร้อมกับหมอเอื้อ อารีย์ นักวิ่งเชียร์แผ่นเสียง เพื่อนำแผ่นเพลงของลูกศิษย์คนใหม่ไปโปรโมต ระหว่างทางรถเก๋งที่ขับเกิดชนประสานงากับรถสิบล้อ ทำให้ เอื้อ อารีย์ และ สรวง สันติ เสียชีวิต ทิ้งไว้เพียงบทเพลงที่ไม่เคยเลือนหาย

ราชาเพลงลูกทุ่งทั้ง 5” ถึงจากไปก่อนเวลาอันควร แต่บทเพลง เรื่องราวของพวกเขายังขับขานเตือนสติคนทุกยุคสมัย ว่าสุดท้ายแล้ว “มันบ่แน่ดอกนาย!!!”.

........................................................

ศราวุธ ดีหมื่นไวย์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 221