อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

อนาคตชาวเทพา กับแผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

เชื่อว่าก่อนหน้านี้ หลายคนไม่เคยได้ยินชื่ออำเภอเทพา หรือแม้แต่เวลานี้เอง ก็คงยังมีคนอีกไม่น้อย ที่่ไม่รู้ว่าเทพาคืออะไร แล้วชื่อนี้สำคัญไฉน ทำไมเราต้องให้ความสนใจ อังคารที่ 8 กันยายน 2558 เวลา 00.00 น.

เชื่อว่าก่อนหน้านี้ หลายคนไม่เคยได้ยินชื่ออำเภอเทพา หรือแม้แต่เวลานี้เอง ก็คงยังมีคนอีกไม่น้อย ที่่ไม่รู้ว่าเทพาคืออะไร แล้วชื่อนี้สำคัญไฉน ทำไมเราต้องให้ความสนใจ

คนเทพาชอบบ่นแบบน้อยใจว่า เทพาเป็นอำเภอที่ถูกลืม คนมาภาคใต้ผ่านจังหวัดสงขลา ต้องผ่านเทพาแทบทั้งนั้น แต่คนกลับรู้จักแค่อำเภอหาดใหญ่ แทบจะไม่มีคนสนใจเลยว่ามีอำเภอเล็กๆ ที่ชื่อว่าเทพาอยู่บนเส้นทาง ทำให้ที่นี่มีการพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า เศรษฐกิจก็เติบโตในอัตราที่น้อยมาก ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆว่า ที่อำเภอนี้ไม่มีธนาคารพาณิชย์ใดๆตั้งอยู่เลย จะมีก็เพียงธนาคารของรัฐบาล 2 แห่งคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธนาคารออมสิน ดังนั้นไม่ต้องจินตนาการต่อเลยว่า อำเภอนี้จะมีร้านค้าทันสมัย หรือไฮเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ไปตั้งอยู่ เพราะคงคิดคำนวณกันดูแล้วว่าไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

เทพาเป็นอำเภอที่ค่อนข้างอาภัพ เพราะดินเป็นดินทราย จะทำเพาะปลูกก็ยาก น้ำก็เค็ม จะเอามาใช้ในการเกษตร ก็มีข้อจำกัด ส่วนประมงก็จะเป็นประมงชายฝั่งขนาดเล็กๆ คนเทพาจำนวนไม่น้อยจึงต้องไปรับจ้างนอกพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไปเป็นลูกจ้างที่มาเลเซีย ดังนั้น จะผ่านไปกี่ปีต่อกี่ปี เศรษฐกิจของเทพาก็ไม่ได้เติบโตไปกว่าเดิมมากนัก

การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ที่ อำเภอเทพา อาจจะเป็นจุดพลิกผันทางเศรษฐกิจของชาวเทพาก็เป็นได้ เพราะแน่นอนว่า เมื่อเกิดโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลแบบนี้ขึ้นมาในท้องที่ใด ก็จะมีการจ้างงาน มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และการใช้จ่ายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นี่ยังไม่นับรวมที่หน่วยงานภาครัฐเจ้าของโครงการอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. จะส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า คิดคร่าวๆ ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าหนึ่งเครื่อง จะมีเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ากลับมาพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ตอนที่โรงไฟฟ้ากำลังก่อสร้างอยู่ ปีละ 55 ล้านบาท และเมื่อก่อสร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ ก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 149 ล้านบาทอีกด้วย เงินกองทุนนี้จะเป็นต้นทุนสำคัญ ที่จะทำให้เศรษฐกิจของเทพาสามารถก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงไฟฟ้ายังไม่เกิดขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้เป็นรูปธรรม จึงไม่น่าแปลกใจ หากจะยังมีชาวบ้านในพื้นที่บางส่วน แสดงถึงความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

นายอัมรัญ หวันหวัง หนุ่มชาวเลวัย 26 ที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนจบ ม. 3 เพื่อมาทำประมงหาเลี้ยงครอบครัว อัมรัญบอกเล่าความกังวลว่า “ผมก็กลัวว่าถ้าทำโรงไฟฟ้า แถมยังมีสะพานยื่นมาในทะเลอีก แล้วเรือประมงเล็กๆอย่างพวกผม จะทำอย่างไร เพราะจะออกไปหาปลาไกลๆ ก็คงยาก หรือถ้าจะให้เลิกประมงแล้วไปทำอาชีพอื่น ก็จะให้ผมไปทำอะไรล่ะ เรียนจบแค่นี้ โรงไฟฟ้าเขาก็คงรับเฉพาะคนจบปริญญา”

เฉกเช่นเดียวกับคุณยายปีนะห์ แห่งบ้านปากน้ำ ต.ปากบาง อ. เทพา ที่อยู่กับอาชีพประมง มาตั้งแต่ยังเด็ก โดยมีรายได้หลักจากการหาปลา และการแปรรูปอาหารทะเล เป็นปลาเค็ม หรือบูดู คุณยายบอกถึงความกังวลว่า “ก็กลัวว่าจะหาปลาได้น้อยลง กลัวว่าจะมีน้ำเสีย เพราะเขาว่ากันว่า ถ้ามีโรงงานใหญ่ๆ ก็จะมีน้ำเสียมาก แต่ก็ยังไม่รู้จะทำยังไง ชีวิตเราก็ขึ้นกับท้องทะเลนี่แหละ”

เรื่องนี้ก็คงเป็นการบ้านสำหรับเจ้าหน้าที่ของ กฟผ. ต่อไป ว่าจะสร้างความมั่นใจเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร และเชื่อว่า กฟผ. ก็จะอธิบายเรื่องผลกระทบตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก แต่เรื่องใหญ่กว่า คือเรื่องปากท้องของชาวบ้าน ว่าจะอยู่อย่างไรต่อไป ถ้าจะหาปลาได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เป็นที่นับถือชาวบ้านกลับแสดงมุมมองว่า อาจถึงเวลาแล้วที่ชาวเทพาต้องคิดไปข้างหน้า จะคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้น เราก็จะอยู่กันแบบนี้

กำนันโหรง (อาโหรง โกษัยกานนท์ อดีตกำนันตำบลปากบาง) เล่าย้อนถึงอดีตเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา “ตั้่งแต่ผมยังเด็กๆ เนี่ยะนะ อำเภอเทพา กับอำเภอจะนะ คนจนพอๆกันล่ะ แต่พอโรงไฟฟ้าที่จะนะเกิดขึ้น โอ้โห เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจของจะนะ แซงหน้าเราไปไกลเลย แต่เทพาเรายังอยู่เหมือนเดิม ทำเกษตร ประมง ทอดแห แล้วก็ทำกุ้งเคย แต่กุ้งเคยปีหนึ่งมันก็ได้แค่ครั้งเดียว ใครได้มากหน่อยก็คงอยู่ประมาณสองหมื่นบาทเอง... ดังนั้นในความรู้สึกผมนะ ผมอยากให้โรงไฟฟ้าเกิดขึ้นที่เทพาบ้าง คนเทพาจะได้ประโยชน์ไปด้วย คนจะมีงานทำ มีอาชีพทางเลือกมากขึ้น เศรษฐกิจที่นี่จะได้ดีขึ้นบ้าง แต่ถ้าพอโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้วนะ ผมขออย่างเดียวล่ะ ต้องมีคณะกรรมการชุมชนร่วมด้วยนะ จะได้คอยช่วยกันดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชน”

จากประเด็นความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ กฟผ. ทำการบ้านได้ดีเลยทีเดียว เพราะทุกคำถามที่ว่า ได้มีการตอบคำถามอย่างมีหลักการและเหตุผล สื่อสารเป็นลายลักษณ์อักษร และใช้เยาวชนคนรุ่นใหม่ในท้องที่ช่วยเดินสายสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เพราะชาวบ้านในพื้นที่จำนวนไม่น้อยที่อ่านเขียนภาษาไทยได้ไม่คล่อง และใช้ภาษามลายูเพื่อพูดจาสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน

เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น ยังคงมีการเดินสายอธิบายกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องผลกระทบต่อวิถีประมงนั้น ก็มีการออกแบบ และก่อสร้างท่าเทียบเรือ ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่สุด คือเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ ก็จะมีการฝึกอบรม มีการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อให้คนในท้องถิ่น มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ และสามารถสร้างประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของเทพาได้อย่างเต็มที

ประสบการณ์การก่อสร้างโรงไฟฟ้า และหลากคำถามจากสังคม ทำให้งานนี้ รัฐบาลไทย โดย กฟผ. ต้องคิดอย่างรอบคอบในทุกมิติ จนออกมาเป็นแนวคิดที่เรียกกันว่า “เทพา โมเดล” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การดึงชุมชนให้ร่วมคิดร่วมตัดสินในแทบจะทุกกระบวนการ เพราะประสบการณ์เท่าที่ผ่านมา ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า สังคมไทย ต้องการอะไรที่มากกว่าความถูกต้องตามหลักการ แต่เรายังต้องการความอุ่นใจ ความสบายใจ โดยบางครั้ง เราก็เลือกที่จะฟัง คนที่เราสนิทสนมและคนที่เรานับถือ ดังนั้น การศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ หลักวิชาการ หรือหลักวิศวกรรมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนทางสังคมล้วนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอเทพา ซึ่งมีสังคมเฉพาะตัว คือเป็นสังคมมุสลิมที่มีการเคารพนับถืออาวุโส และให้ความสำคัญกับความเห็นของผู้นำชุมชนและศาสนา ดังนั้น ความเห็นของผู้ใหญ่ในพื้นที่จึงต้องถูกนำมาพิจารณาเสมอ

รวมทั้งมุมมองจาก บาบอยี (ฮะยีมานิต มุนี) อดีตกำนันวัย 83 ปี ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนเทพาทั้งตำบล ซึ่งบาบอยีแอบตัดพ้อและเรียกร้องความจริงใจจากหน่วยงานภาครัฐ “...ที่ผ่านมา ภาครัฐมองข้ามอำเภอเทพามาโดยตลอด ไม่เคยมีโครงการไหน ให้มาลงทุนที่นี่เลย ผมน่ะเห็นมาหลายรัฐบาลแล้วนะ ก็อยากจะลองดูว่า รัฐบาลนี้จะเห็นความสำคัญของพวกเรามั้ย แล้วจะมาสร้างจริงหรือเปล่า ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาก็ผ่านฉลุยทุกเวที เคยมีที่ไหนมั้ยล่ะในประเทศไทย นั่นก็เพราะว่าคนที่นี่เขาอยากได้การพัฒนาบ้าง ชาวบ้านจะได้มีงานทำ จะได้มีโอกาสขายข้าวของบ้าง ไอ้เด็กๆของเราที่ไม่ได้ร่ำเรียน และเคยใช้เวลาไปในทางที่ไม่ถูก เราก็ให้ไปเป็นยาม ให้ไปช่วยก่อสร้าง หรือไปเป็นพนักงานทำความสะอาดอะไรก็ได้ นอกจากจะได้กับเศรษฐกิจแล้ว ผมเชื่อว่ายังช่วยป้องกันปัญหาสังคมและปัญหายาเสพติดได้อีกเยอะเลยนะ ผมเองก็ได้ยื่นหนังสือไปนะ ว่าถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้าที่นี่เนี่ยะ จะต้องมีสนามกอล์ฟ ต้องมีโรงพยาบาล ต้องมีกองทุนนะ ต้องมีโรงเรียนตาดีกา (โรงเรียนวัฒนธรรมมุสลิม) นะ คือคนที่นี่นะ เอาไฟฟ้าทั้งนั้น ผมเองก็อยากให้สร้างเร็วๆ คนทั้งตำบลเทพาเนี่ย มีใครค้านบ้าง ไม่มีนะ จะมีก็แค่ 30 คนที่บอกไม่เอา อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเขานะ แต่คนส่วนใหญ่น่ะ มีแต่อยากให้มาสร้างเร็วๆ”

อาจกล่าวได้ว่า แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพานี้ เป็นหนึ่งในการตอบรับเสียงของชาวบ้าน ที่มุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐเข้าไปพัฒนาและสร้างความเจริญให้กับพื้นที่ และหากโครงการนี้สำเร็จด้วยดี แนวทางนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ภาครัฐควรจะยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในการพัฒนาพื้นที่ที่ห่างไกลอื่นๆ ต่อไปในอนาคต จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สัญญาใจของภาครัฐในครั้งนี้ จะตั้งมั่นอยู่บนความจริงใจในการร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นกับชาวบ้านอย่างยั่งยืน เพื่อให้โรงไฟฟ้าเทพา เป็นโรงไฟฟ้าเคียงคู่ชุมชน ที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดไป

....................................

เนื้อที่โฆษณา



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 415