อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

แพ้อาหารในเด็ก

การแพ้อาหารในเด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดี เมื่อโตขึ้นอาการเหล่านี้จะหายไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับสารอาหารที่เด็กแพ้ เสาร์ที่ 19 กันยายน 2558 เวลา 04.10 น.

การแพ้อาหารคือ การรับประทานอาหารเข้าไปแล้วทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้อง ผดผื่นขึ้นตามร่างกาย การแพ้อาหารไม่จำเป็นเฉพาะแค่การรับประทานแล้วจะแพ้ แต่รวมไปถึงการแพ้สัมผัสด้วย

สถิติการแพ้อาหารในเด็กในปัจจุบัน จะพบได้มากกว่าในผู้ใหญ่คือ สามารถพบได้ในเด็ก 6% ในขณะที่พบในผู้ใหญ่ได้ 3% ซึ่งในเด็กที่จะพบส่วนมากแล้ว จะเป็นเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบเนื่องด้วยระบบทางเดินอาหารและระบบการย่อยอาหารของเด็กในอายุนี้ยังทำงานได้ค่อนข้างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเมื่อได้รับประทานอาหารเข้าไปแล้ว แต่ระบบการย่อยยังไม่สมบูรณ์ สารอาหารจึงผ่านเข้าไปในกระแสเลือดแล้วไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นมาได้

การแพ้อาหารในเด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดี เมื่อโตขึ้นอาการเหล่านี้จะหายไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับสารอาหารที่เด็กแพ้ เช่น หากแพ้นมวัวตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป เด็กกว่า 90% จะมีอาการแพ้นมวัวดีขึ้น แต่หากเป็นอาหารทะเล ส่วนใหญ่จะแพ้ไปตลอดชีวิต

สาเหตุการแพ้อาหารในเด็ก เกิดขึ้นได้จาก

1. กรรมพันธุ์ หากคุณพ่อคุณแม่มีอาการภูมิแพ้อยู่แล้ว ลูกที่เกิดมามีโอกาสในการเป็นภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้นถึง 60%

2. สิ่งแวดล้อม เช่น การให้อาหารประเภทโปรตีน แล้วโปรตีนเกิดรั่วเข้าสู่กระแสเลือดไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือการให้อาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการแพ้ได้เช่นกัน

อาการแพ้อาหารในเด็กสามารถพบได้ 3 ระบบหลัก คือ

1. อาการทางผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ ผื่น ลมพิษ มีอาการเป็นผื่นนูนแดง คัน ยิ่งเกายิ่งเห่อขึ้น บางรายจะมีลักษณะเป็นผื่นเรื้อรัง ซึ่งพบได้บ่อยในกรณีที่แพ้อาหาร

2. ระบบทางเดินอาหาร มีอาการคือ ริมฝีปากบวม เยื่อบุช่องปากบวม หรือระบบทางเดินอาหารมีความผิดปกติ เช่น เด็กอาจแสดงอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระ ท้องร่วง บางรายอุจจาระออกมามีเลือดปน

3. ระบบทางเดินหายใจ มีอาการคือ มีการจามบ่อย ๆ ไอ น้ำมูกไหล บางรายหากมีอาการรุนแรง หลอดลมจะบวมและตีบ ทำให้หายใจแน่น แน่นหน้าอก และอาจเกิดภาวะช็อก เสียชีวิตได้ในกรณีที่เป็นรุนแรง

ระยะเวลาในการแสดงอาการ

1. อาการแบบเฉียบพลัน คือรับประทานอาหารเข้าไปแล้วเกิดอาการทันที มีอาการรวดเร็ว ฉับพลัน ประมาณภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งอาจมีอาการเป็นผื่น ลมพิษ หน้าบวม ปากบวม หรือหายใจติดขัด

2. อาการแบบเรื้อรัง คือมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้องเรื้อรัง ซึ่งเด็กบางรายจะมีอาการปวดท้องตลอดหลังรับประทานอาหารเข้าไป บางรายถ่ายเป็นเลือด หรือบางรายลำไส้อักเสบมากจนไม่สามารถดูดซึมโปรตีนเข้าไปได้ ทำให้เด็กผอม น้ำหนักน้อย ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตราย

3. อาการแบบผสมระหว่างเฉียบพลันและเรื้อรัง อาการแบบนี้จะสามารถเจออาการแบบที่กล่าวมาได้ทั้งหมด

มีวิธีสังเกตได้อย่างไรว่าลูกน้อยแพ้อาหารชนิดใด แนะนำให้เขียนอาหารทุกชนิดที่ลูกรับประทานเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ และเขียนอาการที่เกิดขึ้นว่า อาการนี้เกิดขึ้นเวลากี่โมง แล้วนำมาให้แพทย์ทำการวินิจฉัยร่วมด้วย แพทย์จะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่รับประทาน และอาการที่เกิดขึ้นว่า อาหารชนิดใดมีโอกาสที่ลูกของเราจะแพ้ได้บ้าง

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลการรับประทานอาหารของลูกได้โดยการให้รับประทานนมแม่ เพราะนมแม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หลังจากนี้คือการให้อาหารเสริมที่เหมาะสมตามช่วงอายุ โดยแนะนำให้เริ่มประมาณช่วง 4-6 เดือน หลังจากนั้นค่อย ๆ ปรับอาหารเสริม หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ให้เปลี่ยนอาหารเสริมทุก 3 วัน แต่ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นภูมิแพ้ อาจจะต้องสังเกตอาการดี ๆ และเริ่มทำการปรับอาหารในทุก 1 สัปดาห์.

พญ.ศิริสุชา โศภนคณาภรณ์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 511