อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564

"ปิ่น-ปาน"ชีวิตแฝดสยาม "2หัวใจ1ร่าง"ต้องอยู่รอด

เรื่องราวชีวิตสุดรันทดของแฝดสยาม “ปิ่น-ปาน” 2 หัวใจในร่างเดียว กับความฝัน สักวันต้องเดินได้ อยู่ได้ ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปได้ อาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558 เวลา 08.00 น.

ในอดีตที่ผ่านมา คนที่คลอดออกมาเป็นแฝดตัวติดกัน หรือที่เรียกกันว่า “แฝดสยาม” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีจำนวนมาก

แต่มีแฝดสยามน้อยคู่นัก ที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติ เพราะความผิดปกติของอวัยวะภายใน มักทำให้แฝดสยามส่วนใหญ่เสียชีวิตก่อนคลอด หรืออยู่ได้ไม่นาน

แฝดสยาม อิน-จัน” ถือเป็นแฝดสยามคู่หนึ่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะเป็นฝาแฝดตัวติดกันคู่แรกที่สามารถดำรงชีพได้เหมือนคนธรรมดาตลอดชีวิต

แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแฝดสยามตัวติดกันคู่หนึ่ง ที่ยังมีลมหายใจและต่อสู้กับร่างกายที่ผิดปกติมานานกว่า 6 ปี “แฝดสยาม ปิ่น-ปาน”

ภาพของเด็กหญิงแฝดสยาม 2 ศีรษะ 4 แขน 2ขา ลำตัวติดกันตั้งแต่ช่วงหน้าท้องลงมา เสมือนมี 2 คน ในร่างเดียว “น้องปาน” ด..จรูณโรจน์ ร่มโพธิ์เย็น และ “น้องปิ่น” ด..จรูณพันธุ์ ร่มโพธิ์เย็น แฝดสยามซึ่งเป็นที่ฮือฮาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

กว่า 6 ปีแล้ว ที่น้องปิ่นและน้องปาน ใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเช่าหลังเล็กที่ จ.นครสวรรค์ กับ “เสน่ห์ ร่มโพธิ์เย็น” วัย56ปี และ “นกน้อย พงษ์ชำนาญ” วัย 40 ปี ปู่กับย่าแท้ๆ ตั้งแต่เกิด

เพราะผู้เป็นย่าเห็นว่า ลูกชายของตัวเอง ซึ่งเป็นพ่อของเด็กแฝด เป็นนักเชิดสิงโตอาชีพ และลูกสะใภ้ แม่ของเด็กทำงานเป็นนักร้อง จึงกลัวว่าจะไม่มีเวลาดูแลลูก เพราะร่างกายของ “น้องปิ่น” และ “น้องปาน” จำเป็นต้องมีคนดูแลตลอดเวลา

ช่วงการเจริญเติบโต ตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบัน “น้องปิ่น” และ “น้องปาน” เคยป่วยหนักอยู่ 2 ครั้ง จากปอดอักเสบ แต่ทุกวันนี้สุขภาพของเด็กทั้งคู่แข็งแรงสมวัย มีเจ็บป่วยบ้างเล็กน้อยเหมือนเด็กทั่วไป

ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกัน ด้วยการบังคับแขนขาคนละข้าง “น้องปิ่น” บังคับด้านขวา “น้องปาน” บังคับด้านซ้าย ร่างกายตั้งแต่หน้าท้องลงไปใช้ร่วมกันทุกส่วน

แต่เพราะมี “หัวใจ 2 ดวง” ในเรื่องของ “ความรู้สึก” จึงแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งความหิว การนอน และการขับถ่าย

นางนกน้อย ย่าของเด็กแฝด เล่าว่า เด็กทั้ง 2 คน แม้จะอยู่ในร่างกายเดียวกัน แต่มีนิสัยที่แตกต่างกัน คนหนึ่งชอบร้องเพลง อีกคนชอบปั้นดินน้ำมัน

บ่อยครั้งที่เด็กทั้งคู่ทะเลาะกัน งอนกัน และก็กลับมาดีกัน ด้วยร่างกายที่ติดกันแบบนั้น ทั้งคู่จำเป็นต้องสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทุกวันนี้ “น้องปิ่น” และ “น้องปาน” ในวัย 6 ขวบ 10 เดือน เข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ที่ รร.นครสวรรค์ ปัญญานุกูล โดยสาเหตุที่เข้าโรงเรียนช้า เพราะทางครอบครัวเห็นว่าเด็กทั้งคู่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มาก จะทำให้ลำบากครูผู้ดูแล แต่ตอนนี้เด็กทั้งสองสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เกือบทุกอย่าง เว้นแต่ในช่วงพักกลางวัน ยังต้องจำเป็นต้องให้ครูพาขึ้นรถเข็นไปโรงอาหาร เนื่องจากอยู่ไกลจากห้องเรียนพอสมควร นอกจากนี้ยังลำบากในเรื่องของขับถ่าย เพราะเด็กทั้งคู่ไม่มีรูทวาร ต้องขับถ่ายทางหน้าท้อง ซึ่งหมอเจาะไว้ตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนโดยใช้ถุงช่วย

นอกจากความลำบากด้านร่างกายแล้ว ความยากจน...ก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่ง รายได้ประจำของครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูชีวิตทั้ง 4 ชีวิต ได้จากการขายอาหารตามสั่งของผู้เป็นย่า ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยตกวันละ 200-300 บาท ส่วนปู่รับจ้างได้เงินเดือนละ 8,000 บาท และได้เงินช่วยเหลือ รวมถึงเงินผู้พิการจำนวน 3,600 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวต้องนำไปใช้เป็นค่านม ค่ายา ค่าใช้จ่ายต่างๆ และใช้หนี้จากการหยิบยืมมาลงทุนทำร้านอาหารและใช้ยามขัดสนอีกจำนวนหนึ่ง

นางนกน้อย เล่าด้วยว่า ตัวเองและสามีมียังมีลูกแท้ๆอีก 1 คน อายุ 5 ขวบ แต่เนื่องจากการเลี้ยงดู “หลานแฝด” ทำให้ต้องส่งลูกไปอยู่กับยายของเด็ก ยอมรับว่าเป็นห่วงหลานแฝด ทั้งยังมีความความผูกพันที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กและรักเหมือนเป็นลูกของตังเอง ส่วนลูกแท้ๆนั้น มียายเลี้ยงจึงวางใจและคิดว่าวันหนึ่งเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้น จะเข้าใจเหตุผลทั้งหมด

ถึงปิ่นและปานจะเป็นหลาน แต่ปู่กับย่าก็รักเหมือนลูกแท้ๆ เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ตอนรับหลานแฝดทั้งสองมาเลี้ยง ไม่ได้คิดว่าจะลำบาก เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะไม่ทิ้งเขา เป็นห่วงแค่ว่า หากวันหนึ่งไม่มีปู่กับย่าแล้ว หลานจะใช้ชีวิตยังไง ตอนนี้หวังแค่เด็กทั้งคู่จะเดินได้และใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นางนกน้อยกล่าว

ในสังคมโลกภายนอก ผู้คนมองเด็กแฝดสยามทั้งสองด้วยความคิดที่แตกต่างกัน บางคนมองด้วยความสงสาร บางคนมองด้วยความรังเกียจ !!

แต่ “ย่านกน้อย” มักบอกเด็กทั้งสองเสมอว่า “ปิ่น” และ “ปาน”...ไม่ใช่ “ขอทาน” เพราะเราไม่ได้ใช้ร่างกายที่น่าสงสารขอเงินใคร แต่เราทำอาชีพสุจริต

เมื่อมีคนถามว่า ทำไมปิ่นกับปานตัวติดกัน เด็กทั้งสองจะบอกว่า “เพราะเรารักกัน” โดยจำจากคำสอนของผู้เป็นย่า

แม้ร่างกายจะพิการ แต่เด็กทั้งคู่ก็มีความฝันตามประสาเด็ก “น้องปิ่น...อยากเป็นนักร้อง” ส่วน “น้องปาน...อยากเป็นหมอ”

“แฝดคู่นี้” ยังพูดเสมอๆ ว่า “อยากหาเงินมาให้ย่า” เพราะถึงแม้ร่างกายจะผิดปกติ แต่จิตใจของเด็กทั้งคู่กลับเข้มแข็งและสมวัย ไม่ต่างจากเด็กทั่วไปแม้แต่น้อย

ในอนาคตหาก “น้องปิ่น” และ “น้องปาน” ฝึกเดินอย่างถูกวิธี ความหวังที่จะเดินได้ อาจไม่ไกลเกินเอื้อม

หากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงบวกกับจิตใจที่เข้มแข็ง ทั้งคู่จะกลายเป็น “แฝดสยาม” ที่สามารถมีชีวิตได้เหมือนคนธรรมดาไปตลอด....นี่คือ “ความหวัง” ที่รอคอยให้เป็นจริง!!!

….................................

นิยายชีวิต อาทิตย์สไตล์

เรื่อง : จอมสุดา นาคะวิจิตร

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจากบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น