อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' วิถีชนบท ยุคแสวงหา/ปัจจุบันยังไม่ล้าสมัย

อาจารย์ป๋วยพูดกับผมบนสันเขื่อนชัยนาทว่า เขื่อนเก็บน้ำเอาไว้ถ่ายรูปก็สวยดี แต่เขื่อนต้องมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะเขื่อนเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าใช้วิทยาศาสตร์ในทางที่ผิดก็ไม่ถูกต้อง จันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2558 เวลา 06.00 น.

"เดชผมก็อายุ 60 แล้วนะ ที่เหลือก็กำไรทั้งสิ้น ถ้า ไม่ทำ ไม่สู้กับความเป็นจริง ชีวิตจะเหลืออะไร"ระหว่างทางอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวกับลูกศิษย์อย่าง “เดช พุ่มคชา” ที่วันนี้แม้ล่วงสู่วัย 72 แต่คำสอนยังก้องในความคิด

เดช เป็นบัณฑิตอาสารุ่นที่ 3 จากแนวคิดของอาจารย์ป๋วย ที่ต้องการให้นักศึกษาเข้าไปเรียนรู้กับชาวบ้านในชนบท และได้ร่วมทำงานกับท่านมาตลอด เขาชี้ไปยังเรือนไม้ชั้นเดียวที่ทอดตัวยาวอยู่ในมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ ต.บ้านกล้วย จ.ชัยนาท แล้วเล่าว่า “ช่วงก่อนเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 ผมอยู่กับอาจารย์ และมาประชุมกันที่นี่ ในภาวะที่ท่านถูกกดดันทางการเมือง แต่ไม่แสดงความเครียดให้ลูกศิษย์เห็น”

ยุคนั้นคนต่างสงสัยถึงการตั้งมูลนิธิว่า เหตุใดไม่ไปตั้งที่กรุงเทพฯ แต่กลับมาตั้งที่ชัยนาท เดช เล่าว่า อาจารย์เป็นคนมองโลกในแบบสากล การทำงานกับนักศึกษา สถาบันเป็นเพียงที่เรียน สิ่งสำคัญต้องออกจากสถาบันให้ได้ อาจารย์เลยพยายามเผยแพร่แนวคิดในการพัฒนาชนบทให้กับหนุ่มสาวสมัยนั้น งานพัฒนาชนบทท่านคิดมานานแล้ว แต่ระยะแรกด้วยเงื่อนไขทางสังคมยังทำไม่ได้

ช่วงแรกท่านพยายามพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศก่อน สิ่งสำคัญที่ท่านทำคือ ระบบบัญชี สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งชาติ พอท่านทำทุกอย่างเสร็จแล้วเริ่มมองการพัฒนาชนบท อาจารย์ป๋วยพูดกับผมบนสันเขื่อนชัยนาทว่า เขื่อนเก็บน้ำเอาไว้ถ่ายรูปก็สวยดี แต่เขื่อนต้องมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะเขื่อนเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าใช้วิทยาศาสตร์ในทางที่ผิดก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงต้องพัฒนาชนบท เลยตั้งมูลนิธิขึ้นมาที่ชัยนาท”

ท่านได้ปรึกษากับเพื่อนคือ ดร.วาย ซี เจมส์ เยน ซึ่งท่านอาจารย์ได้มองการพัฒนาชนบทต้องประกอบด้วย 1. ต้องมีศูนย์ที่จะใช้ในการพัฒนาที่เคียงคู่กับหน่วยงานราชการ 2. ต้องมีคนหนุ่มสาว เลยตั้งสำนักบัณฑิตอาสาสมัครขึ้น 3. ต้องใช้สมอง เลยตั้งโครงการลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ร่วมกับ ม.มหิดล ม.เกษตรศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แต่โครงการต้องล้มเลิกหลังจากนั้น

ท่านมองว่า ถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จต้องมองกลุ่มเป้าหมาย ตอนนั้นการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก เลยต้องไปตั้งมูลนิธิในสังคมชาวนา ซึ่งชัยนาทเวลานั้นมีเขื่อนที่เป็นเทคโนโลยีในการส่งเสริม และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ซึ่งความสำคัญต้องดูทำเลที่ตั้ง ไม่ใช่ไปดูที่จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเห็นผลช้า และเกษตรกรที่ร่วมโครงการไม่มีกำลังใจ

ปี 2514 เป็นช่วงที่มีการปฏิวัติเกษตรกรรม โดยเฉพาะ อ.สรรคบุรี ที่ชัยนาท เป็นพื้นที่แรกในประเทศที่มีการดูแลเรื่องที่ดินเพื่อให้ปลูกข้าวได้ผล สมัยนั้นยังไม่มีแนวความคิดเรื่องการตลาด แต่อาจารย์มีแนวทางการพัฒนาชนบทที่ชัดเจน เลยมาตั้งมูลนิธิที่นี่จากการบริจาคที่ดินของเพื่อน ๆ

ท่านไม่เรียกการพัฒนาชนบท แต่เรียกว่า บูรณะชนบท เพราะในพื้นที่นั้นมีของดีอยู่แล้ว ถ้าทำให้ทันสมัยต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามา การบูรณะคือ การพัฒนาในสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไร ไม่ให้ของดีเหล่านั้นหายไป

แนวทางที่อาจารย์วางไว้คือ บูรณะจากของดีที่มีอยู่ ซึ่งหลายครั้งราชการลงไปในชนบทไม่สนใจของเก่า จะเอาแต่แนวความคิดใหม่ของตัวเองเข้าไปใส่อย่างเดียวไม่ได้ เลยทำให้มองข้ามของดีที่มีอยู่ หรือทรัพยากร และสิ่งดั้งเดิมที่ชาวบ้านอยู่กันมา อาจารย์เลยบอกว่า ถ้าเราไม่ห่วงชีวิตมากเกินไป เราจะทำอะไรดี ๆ ได้อีกเยอะ

หม่อมราชวงศ์อคิน รพีพัฒน์ ที่ใกล้ชิดกับอาจารย์ เคยเล่าว่า ระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน ท่านเห็นเศษแก้วแตกอยู่ข้างทาง ก็บอกให้ลูกศิษย์จอดรถ และท่านลงไปเก็บเศษแก้วข้างถนน พอถามว่าทำไมอาจารย์ถึงไปเก็บมา ท่านบอกว่าชาวบ้านเขาไม่ได้ใส่รองเท้า ถ้าทิ้งไว้ก็จะบาดเท้าชาวบ้าน”

อาจารย์บอกไว้เสมอว่า “ประเทศนี้สร้างขึ้นได้ด้วยชาวไร่ชาวนา เราเลยต้องไปหาเขา เพราะเขามีความทุกข์อยู่ในใจค่อนข้างมาก พวกเขามีความรู้ แต่เราต้องหาวิธีคุยที่พวกเขาจะบอกเราเอง เหมือนไปเรียนรู้จากเขา และพยายามเข้าใจเขา ไม่ใช่เอาไปให้เขาอย่างเดียว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามเข้าไปเข้าใจชาวไร่ชาวนา ดังนั้นต้องส่งคนเข้าไปรู้จักเขา รู้จักเขาในความเป็นเขา ไม่ใช่รู้จักเขาในสิ่งที่แค่อ่านมา”.

เสรีไทยที่วังน้ำเขียว

ชัยนาท นอกจากเป็นที่ตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว ยังมีความสำคัญต่อ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งเป็นเสรีไทย ซึ่งมีการจัดแสดงในศูนย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อนุสรณ์สถาน ที่ อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท

บุญสม อัครธรรมกุล ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายศิษย์เก่าสัมพันธ์ ม.ธรรมศาสตร์ เล่าว่า ชัยนาทกับอาจารย์ป๋วยมีความเชื่อมโยงกันตอนที่ท่านโดดร่มลงมายังประเทศไทย ในช่วงที่ท่านเป็นเสรีไทย ตอนนั้นท่านอยู่ในสถานะทหารอังกฤษ ด้วยต้องสมัครเป็นทหารอังกฤษ เพราะอังกฤษไม่รับรองรัฐบาลไทย เนื่องจากอยู่ฝ่ายญี่ปุ่น และคนไทยในอังกฤษหลายคนต้องสมัครเป็นทหารที่นั่นเพื่อแสดงความชัดเจนให้เห็นว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน พอหลังจากการฝึกต่าง ๆ แล้ว ต้องแอบโดดร่มเข้ามาในไทย เพื่อสื่อสารกับเสรีไทยในประเทศ โดยท่านได้นั่งเครื่องจากฐานทัพของอังกฤษที่อินเดียก่อนเข้ามาในไทย

ตอนที่อาจารย์ป๋วยกระโดดร่มลงมากับเพื่อน 3 คน พิกัดที่จะลงคืออีกที่หนึ่ง แต่เกิดข้อผิดพลาดด้วยเป็นช่วงกลางคืน เลยทำให้ร่มมาลงที่บ้านวังน้ำขาว แต่ถูกชาวบ้านจับได้ และถูกคุมตัวข้อหาเป็นสายลับ ตอนที่อาจารย์ถูกจับชาวบ้านส่วนหนึ่งมีความคิดว่าให้ฆ่าทิ้งเลย แต่ ลุงทำ ปานแก้ว เป็นคนเตือนชาวบ้านว่า ไม่ใช่หน้าที่ชาวบ้านที่จะไปตัดสิน เรามีหน้าที่จับคนได้แล้วส่งทางการ แต่เพื่อนอีกสองคนที่โดดร่มลงมาพร้อมกันหนีไปได้

คืนนั้นเมื่อจับท่านได้ก็นำไปมัดกับต้นเสาบนศาลาวัดวังน้ำขาว เพื่อพรุ่งนี้จะได้ส่งตัวเข้าในเมือง และอีก 2 วันทางการส่งคนมารับ หลังจากนั้นอาจารย์เขียนบันทึกว่า ตัวเองไม่โกรธชาวบ้าน เพราะเขาไม่รู้เรื่อง ซึ่งถ้าชาวบ้านไม่จับเขาอาจจะเดือดร้อน ด้วยทางการจะมองว่าชาวบ้านให้ที่หลบซ่อน

หลังถูกจับแล้วส่งตัวมายังสันติบาลในกรุงเทพฯ อาจารย์ก็เจอกับเพื่อนอีกสองคนที่โดดร่มลงมาพร้อมกันถูกคุมขังอยู่ ซึ่งหลังจากถูกปล่อยตัวและกลับอังกฤษไปเรียนต่อ และได้รับตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติ อาจารย์ได้กลับมาชัยนาทเพื่อมาหาลุงคนที่ช่วยชีวิต.

ศราวุฒิ ดีหมื่นไวย์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 584