อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

‘ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ’อันตรายในเด็ก หมั่นสังเกตอาการพบแพทย์ก่อนรักษาได้

เซลล์ต้นกำเนิดของเกล็ดเลือดเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ เรียกว่า “เมกาแคริโอซัยต์” (Megakaryocyte) เมื่อเมกาแคริโอซัยต์แก่ตัวลงผนังเซลล์จะแตกออกให้เกล็ดเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก อาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2559 เวลา 06.00 น.

“เกล็ดเลือด” เป็นองค์ประกอบหนึ่งของเลือด สร้างจากไขกระดูก มีคุณสมบัติช่วยในการแข็งตัวของเม็ดเลือด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเกิดอุบัติเหตุมีเลือดไหลออกมา เกล็ดเลือดจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยในการห้ามเลือดนั่นเอง แต่หากเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำจนกระทั่งมีเลือดออกที่อวัยวะภายในรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ยังมีภูมิต้านทานน้อย ดังนั้นถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองหมั่นสังเกตอาการและรีบพาไปพบแพทย์ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องปลอดภัย

โดย นายแพทย์ เรืองฤทธิ์ หรรษกุล ผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลธนบุรี 2 ให้ความรู้ว่า เซลล์ต้นกำเนิดของเกล็ดเลือดเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ เรียกว่า “เมกาแคริโอซัยต์” (Megakaryocyte) เมื่อเมกาแคริโอซัยต์แก่ตัวลงผนังเซลล์จะแตกออกให้เกล็ดเลือดออกมาเป็นจำนวนมากมีอายุประมาณ 8-10 วัน ซึ่งภาวะเกล็ดเลือดต่ำเกิดขึ้นจากสาเหตุสำคัญ 5 สาเหตุดังนี้ 1. สร้างจากไขกระดูกได้น้อย แสดงว่าไขกระดูกมีปัญหา เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมหมวกไต และโรคมะเร็งอื่น ๆ หรือเกล็ดเลือดต่ำจากยาบางชนิดไปกดการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูกทำให้การสร้างต่ำ เช่น ยาในกลุ่มเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง หรืออาจจะเป็นภาวะไขกระดูกฝ่อจากโรคอื่น ๆ

2. ภาวะเกล็ดเลือดถูกทำลายมากกว่าปกติ อาจเป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง หรือเกิดจากการได้รับยาบางอย่าง เช่น ยาสลายลิ่มเลือด ซึ่งเป็นยาที่ทำให้เลือดถูกทำลายมาก และโรคที่สำคัญที่ทำให้เกล็ดเลือดถูกทำลายมาก คือ “โรคเอสแอลอี” (SLE ; Systemic lupus erythematosus) และ “โรคไอทีพี” (ITP ; Immune thrombocytopenia) มีภาวะการสร้างภูมิต้านทานทำให้เกิดการทำลายต่อเกล็ดเลือด เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก มักมีเกล็ดเลือดต่ำแบบเฉียบพลัน ในเด็กอาจมีการติดเชื้อไวรัสนำมาก่อนหรือมีประวัติฉีดวัคซีนบางชนิดมาก่อน

3. เกล็ดเลือดถูกบีบไปอยู่อีกที่หนึ่ง แทนที่จะอยู่ในหลอดเลือดปกติ เมื่อเกิดภาวะนี้หากมีการเจาะเลือดตรวจจะพบว่ามีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เกิดจากการที่เกล็ดเลือดไปอยู่ในหลอดเลือดที่ม้าม หรืออยู่ในก้อนที่มีหลอดเลือดผิดปกติ 4. มีการใช้เกล็ดเลือดมากเกินไป เกิดจากการที่สภาพร่างกายมีความผิดปกติ ทำให้มีการใช้เกล็ดเลือดเพิ่มมากขึ้น มักพบว่าเกล็ดเลือดกระจายอยู่ตามหลอดเลือดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น หรือว่าภาวะดีไอซี (DIC) เกิดจากการติดเชื้อรุนแรง ภาวะช็อก ภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน ซึ่งกรณีไข้เลือดออกอาจจะเกิดจากการใช้เกล็ดเลือดในกรณีนี้มากขึ้นด้วย

และ 5. ภาวะเกล็ดเลือดต่ำเพราะมีปริมาณน้ำในร่างกายมาก ปกติแล้วเกล็ดเลือดอยู่ในน้ำ ถ้าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นแล้วเราเจาะเลือดตรวจวัดจะพบว่าเกล็ดเลือดน้อยลง พบในกรณีที่มีปริมาณน้ำในร่างกายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นโรคที่ใช้สารน้ำมากเกินไป หรือเกิดจากภาวะไตไม่สามารถขับน้ำออกไปได้ ทำให้น้ำคั่งอยู่ในตัวมากขึ้น พบในคนไข้ที่เป็นโรคไต ไตวายเรื้อรัง เพราะไตไม่สามารถขับน้ำออกไปได้ ร่างกายก็บวม จึงสามารถพบว่ามีภาวะเกล็ดเลือดต่ำได้

อย่างไรก็ตาม เกล็ดเลือดเป็นตัวทำให้เลือดแข็งตัว ฉะนั้นทั้ง 5 สาเหตุนี้จะพบอาการเดียวกัน คือมีจ้ำเลือดออกที่บริเวณผิวหนัง แม้กระทั่งคนปกติถูกกระแทกอาจไม่มีอาการเขียวช้ำ แต่คนที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะแสดงให้เห็นชัดเจนกว่า ซึ่งอาการจะรุนแรงอันตรายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละลักษณะ เช่น คนไข้ที่เป็นโรคไต ที่มีอัตราเสี่ยงหรือปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีจ้ำเลือดออกเยอะต้องรีบมาตรวจ แต่คนไข้ที่เป็นโรคไตแพทย์จะเจาะเลือดตรวจเป็นระยะอยู่แล้ว อีกกรณีหนึ่งคือคนไข้ที่ติดเชื้อรุนแรงมักได้รับการรักษาในโรงพยาบาลตรวจเลือดอยู่แล้ว

ดังนั้นโรคที่สำคัญ คือไอทีพี (ITP ; Immune thrombocytopenia) ส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุ 2-6 ขวบเป็นหลัก มีสถิติอยู่ในช่วง 1.6-3.9 คนต่อประชากร 100,000 คน คือเฉลี่ยแล้วพบว่าในประชากร 100,000 คนจะป่วยเป็นไอทีพีประมาณ 2 คน เป็นภาวะที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเกล็ดเลือด เพราะมีข้อสันนิษฐานว่าเด็กจะได้รับเชื้อไวรัสจนมีการสร้างแอนตี้บอดี้ไปทำลายไวรัส และตัวแอนตี้บอดี้ที่หลงเหลืออยู่ในระบบกระแสเลือดจึงไปทำลายเกล็ดเลือด โรคนี้ถ้าพบครั้งแรกในเด็กอายุ 10 ขวบ ขึ้นไปอาจมีโอกาสกลายเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำไอทีพี ชนิดเรื้อรังได้

โรคไอทีพีไม่ได้เป็นโรคทางพันธุกรรม แต่เกิดจากการที่เราได้รับไวรัสบางตัวและร่างกายสร้างภูมิต้านทาน และภูมิต้านทานนั้นหลงเหลือ ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลให้พยายามสังเกตอาการบุตรหลาน เช่น ภาวะฟกช้ำ ภาวะเลือดกำเดาออก ภาวะเลือดไหลหยุดยาก เช่น หกล้มมีแผลแล้วเลือดไหลไม่หยุดผิดปกติ เพราะปกติแล้วคนเราถ้าเป็นแผลที่ผิวหนังชั้นนอกประมาณ 3-5 นาทีเลือดก็หยุดแล้ว แต่ในเด็กที่มีภาวะไอทีพีเลือดจะไม่หยุดตามเวลาที่คนปกติทั่วไปหยุด หากสังเกตบุตรหลานพบว่าเป็นกรณีนี้ควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยภาวะเกล็ดเลือดต่ำด้วยการเจาะเลือดวัดระดับเกล็ดเลือด ซึ่งปกติแล้วเกล็ดเลือดจะอยู่ที่ 150,000-400,000 แต่เด็กที่เป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะมีเกล็ดเลือดน้อยกว่า 150,000

การรักษาภาวะไอทีพีขึ้นอยู่กับระดับเกล็ดเลือด ถ้าอยู่ในระดับ 70,000-100,000 อาจไม่ต้องรับการรักษา แต่ถ้าต่ำกว่า 70,000 อาจต้องเริ่มการรักษา ยิ่งถ้าต่ำกว่า 25,000 จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งโรคนี้จะได้รับยายับยั้งการต้านการทำลายของเกล็ดเลือดต่อภาวะไอทีพี สำหรับภาวะโลหิตจางแตกต่างกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เนื่องจากเลือดมีส่วนประกอบ 3 อย่าง ได้แก่ เม็ดเลือด เกล็ดเลือดและน้ำ ปริมาณภาวะเลือดจางแปลว่าตัวเม็ดเลือดน้อยลง ความเข้มข้นของเม็ดเลือดน้อยลง มี 2 กรณี คือตัวเม็ดเลือดอาจจะมีเท่าเดิม แต่ตัวปริมาณเลือดในเม็ดเลือดน้อยลง กับตัวเม็ดเลือดปกติแต่ผอมลง

ดังนั้นถ้าคนปกติรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำและโลหิตจางอยู่แล้ว ส่วนการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินบำรุงเป็นส่วนประกอบย่อย แต่โรงงานการผลิตที่สำคัญคือไขกระดูก ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการสังเกตอาการและมาพบแพทย์เร็วที่สุดก็จะสามารถรักษาได้จนอยู่ในภาวะสงบของโรค ซึ่งทางการแพทย์ไม่ได้ระบุว่าเป็นแล้วหายขาด แต่มีภาวะสงบของ โรคได้เป็นปี ๆ จนกระทั่งทำให้เด็กที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำและภาวะโลหิตจางสามารถมีชีวิตได้ตามปกติ.

ชญานิษฐ คงเดชศักดา



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 604