อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

เรื่องเล่าหลังกำแพง

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งหลักสูตรอบรมพิเศษตามสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะจัดโดยภาครัฐ สถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน นับวันจะมีมากขึ้น มีทั้งแบบเรียนฟรีและแบบที่เสียค่าสมัครไม่ใช่น้อย ศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559 เวลา 07.30 น.

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งหลักสูตรอบรมพิเศษตามสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะจัดโดยภาครัฐ สถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน นับวันจะมีมากขึ้น มีทั้งแบบเรียนฟรีและแบบที่เสียค่าสมัครไม่ใช่น้อย จนเกิดประเด็นว่าให้ยุบหรือยกเลิกไปเถอะเพราะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ของข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ เมื่อรู้จักกันแล้วก็อาจจะเกิดการฮั้วช่วยเหลือกัน หรือบางหลักสูตรเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก็อาจจะมีปัญหาเวลาเกิดคดีความขึ้นมา ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางหลักสูตรก็สามารถคิดไปอย่างนั้นได้ แต่คงไม่ใช่ทุกหลักสูตรที่จะลงเอยเหมือนกันหมด ถ้าเคยได้สัมผัสจริงมันมีเรื่องวิชาและกรอบการทำงานที่บังคับให้เหล่านักศึกษาได้คิดและลงมือทำงานเพื่อสังคมด้วย ผมขอยกตัวอย่างในฐานะเคยเรียนหลักสูตรเหล่านี้และปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้กับกลุ่มนักศึกษาในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย หรือเรียกย่อๆ ว่า ปนป. ของสถาบันพระปกเกล้า

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรดีที่สร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้นำที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม อย่างปีนี้มีนักศึกษา 120 คน แบ่งนักศึกษาออกเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน มีโปรเจคใหญ่ที่แต่ละกลุ่มจะมีมุมมองที่จะคืนประโยชน์กลับสู่สังคมอย่างไรบ้าง โจทย์ที่ให้ค่อนข้างกว้าง ทำให้เกิดโครงการกลุ่มเชิงปฏิบัติดีๆ ไม่ซ้ำกันออกมา เช่น 1. โครงการสร้างจิตสาธารณะให้กับนักศึกษาอาชีวะ 2. โครงการบริหารจัดการน้ำในชุมชน 3. โครงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในตำบล 4. โครงการสร้างจุดแวะพักและตลาดใหม่ให้กับชุมชน 5. โครงการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ ขยายโอกาสให้กับชุมชน 6. โครงการสร้างผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ 7. โครงการธนาคารขยะประจำโรงเรียน ส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อม 8. โครงการท่องเที่ยวเชิงวิถีไทย 9. โครงการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ 10. โครงการพัฒนาเยาวชนที่ก้าวพลาด

ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มที่ต้องการจะพัฒนาเยาวชนที่ก้าวพลาดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ก่อนจะตกผลึกเป็นโครงการนี้ เหล่านักศึกษาในกลุ่มก็ระดมความคิดและถกเถียงกันว่า เด็กที่เคยก่อความผิดในคดีรุนแรงจะสามารถพัฒนาจิตใจให้กับมาเป็นคนดีของสังคมได้หรือไม่ เราจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ พวกนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมต้องเป็นที่บ้านกาญจนาภิเษกด้วย เราไปพัฒนาเด็กที่สถานพินิจอื่นๆ เช่น บ้านกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขาไม่ได้เหรอ จากข้อกังวลมากมายเหล่านี้ ทำให้กลุ่มต้องทำการบ้าน รวบรวมข้อมูล ลงพื้นที่ รวมถึงไปสัมภาษณ์ผู้บริหารบ้านกาญจนาภิเษก จนในที่สุด จึงได้หัวข้อโครงการว่า “พลังหลังกำแพง”

วันเปิดโครงการพลังหลังกำแพงนี้ ผมได้ไปร่วมด้วย เมื่อเข้าไปถึงบ้านกาญจนาภิเษกก็ตกใจ เพราะที่บ้านกาญจนาภิเษกมีกำแพงก็จริง แต่เป็นกำแพงเตี้ยๆ แถมทางเข้ายังไม่มีประตูอีกต่างหาก ผิดกับภาพที่ผมคิดว่าไว้บ้านแห่งนี้คงต้องมีกำแพงสูงและมีการป้องกันการหลบหนีอย่างแน่นหนา

เมื่อผมได้คุยกับคุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก หรือที่เด็กๆ เรียกว่า “ป้ามล” ป้ามลบอกว่าบ้านกาญจนาภิเษกมีโปรแกรมและแนวคิดที่แตกต่างจากสถานพินิจอื่นๆ เธอคิดว่าสถานที่นี้ไม่ใช่คุก จึงทำให้สถานที่นี้เป็นเหมือนบ้าน มีต้นไม้ร่มรื่น เปิดโล่ง และเยาวชนที่ก้าวผิดจังหวะไม่ใช่นักโทษ เราจะไม่ควบคุมแต่จะช่วยฟื้นฟู เพราะฉะนั้นจะไม่มีการคุมขังและไม่ต้องกลัวการหลบหนี อีกทั้งผู้ปกครองก็ไว้วางใจอยากให้ลูกๆ มาอยู่ที่นี่ หวังให้พวกเขากลับมาเป็นคนดีคืนสู่สังคมอีกครั้ง

ป้ามลอนุมัติโครงการพลังหลังกำแพงและให้ความร่วมมือ โดยส่งเด็กๆ จำนวน 40 กว่าคนมาเข้าโครงการนี้ตลอด 4 เดือน โดยมีกิจกรรมพัฒนาศักยภาพตัวเอง เช่น การอบรมทักษะการเขียนโดย อ.อรสม สุทธิสาคร นักเขียนชื่อดังที่มาสอนเด็กๆ ให้เล่าเรื่องของตนเองที่เคยก้าวพลาด เพื่อสะท้อนมุมมองและบทเรียนที่ได้รับ ผ่านงานเขียน ถ้างานเขียนของใครดีพอ จะได้รับคัดเลือกให้อยู่ในหนังสือ “เรื่องเล่าจากบ้านกาญจนาภิเษก” และจะพิมพ์เพื่อจัดจำหน่ายต่อไป

บางเดือนมีการจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ โดยการผ่านการพูดคุยกับคนพิการที่สู้ชีวิต อาทิ วงดนตรีคนตาบอดที่สามารถเล่นดนตรีเป็นอาชีพ มาเล่าประสบการณ์ชีวิตให้กับเด็กๆ ฟัง ซึ่งตอนท้ายก็มีการเล่นดนตรีร่วมกันด้วย

บางเดือนไปทำกิจกรรมจิตอาสาที่พาเด็กๆ บ้านกาญจนาภิเษกออกไปดูแลและเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆ ที่มีความพิการแต่สามารถทำงานศิลปะได้ที่สถานสังเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา บ้านราชาวดี

ในทุกครั้งจะมีการเก็บบันทึกความทรงจำก่อนและหลังการทำกิจกรรมเสมอ เพื่อให้เด็กๆ บ้านกาญจนาภิเษกมีข้อมูลกลับมามีงานเขียนส่ง อ.อรสม เพื่อคัดเลือกและพิมพ์ลงในหนังสือ

ป้ามลบอกว่า เด็กพวกนี้ไม่กลัวที่จะเล่าความผิดพลาดของตัวเอง พวกเขาอยากจะขอโอกาสให้พวกเขาได้กลับมามีที่ยืนในสังคม อยากได้ความยอมรับว่าเขาสำนึกดีและตั้งใจที่จะเป็นคนดี อย่างหนังสือที่จัดทำขึ้นมาหรือการออกไปพูดตามโรงเรียนให้กับเพื่อนๆ นักเรียนที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะก้าวพลาดอย่างพวกเขา เด็กๆ บ้านกาญจนาภิเษกก็ยินดีที่จะไป แม้กระทั่งการออกสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือวิดีโอ พวกเขายินดีเปิดเผยชื่อและหน้าตา แต่มันมีกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ต้องปิดบังชื่อและหน้าตาของเด็กที่กระทำผิด จึงทำได้เฉพาะในวงแคบ

ผมเคยได้ฟังเรื่องราวที่เด็กๆ ได้เขียนตั้งแต่ 4 เดือนที่แล้ว หลายคนมีความคิดและลีลาการเขียนที่ไม่ธรรมดา ยิ่งได้ท่านอาจารย์อรสมมาขัดเกลาและเสริมทักษะเพิ่มเติม ทำให้งานเขียนของเด็กแต่ละคนในเล่มนี้ยิ่งดีและมีพลังมากขึ้นไปอีก

หนังสือ “เรื่องเล่าจากบ้านกาญจนาภิเษก” เป็นการบอกเล่าของวัยรุ่นที่เคยก้าวพลาด 15 เรื่อง ถ้าโรงเรียนหรือผู้ปกครองท่านไหนอยากใช้หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องเตือนใจแก่ลูกและลูกศิษย์ สนใจจะสั่งหนังสือเล่มนี้ ติดต่อไปได้ที่ https://www.facebook.com/storyfrombankanjana ราคาเล่มละ 199 บาท โดยรายได้ภายหลังจากการหักค่าใช้จ่าย จะนำสมทบทุน “มูลนิธิชนะใจ” ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกครับ

......................................................

คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย : น้าเมฆ

https://www.facebook.com/cloudbookfanpage



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 376