อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 มิถุนายน 2562

นโยบายเศรษฐกิจของ 'คลินตัน'กับ'ทรัมป์'

อย่างแรกทีเดียวต้องขอเรียนว่าที่สรุปไว้นั้นเป็นเพียงประเด็นสำคัญ ๆ บางประการของผู้สมัครทั้งสองซึ่งแท้ที่จริงแล้วผู้สมัครต่างมีนโยบายมากกว่าที่รวบรวมไว้ อังคารที่ 8 มีนาคม 2559 เวลา 02.43 น.

แม้ว่าการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจะยังคงไม่เสร็จสิ้นแต่จากผลคะแนนจนถึงขณะนี้ซึ่งผ่านไปกว่าครึ่งทางแล้วตลาดเงินตลาดทุนได้เริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นว่าหากไม่มีการพลิกโผในช่วงที่เหลือตัวแทนของพรรคเดโมแครตน่าจะเป็นนางฮิลลารี คลินตัน ส่วนตัวแทนของพรรครีพับลิกันก็น่าที่จะเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ วันนี้ผมจึงขออนุญาตนำเอาประเด็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่ผู้สมัครทั้งสองได้ให้ไว้ในช่วงของการหาเสียงมาสรุปให้ท่านผู้อ่านดังนี้ครับ

อย่างแรกทีเดียวต้องขอเรียนว่าที่สรุปไว้นั้นเป็นเพียงประเด็นสำคัญ ๆ บางประการของผู้สมัครทั้งสองซึ่งแท้ที่จริงแล้วผู้สมัครต่างมีนโยบายมากกว่าที่รวบรวมไว้ ณ ที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายด้านการคลังเช่นกันเพียงแต่ว่าไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางเท่ากับนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศของเขา

สำหรับนางฮิลลารี คลันตัน นั้นจุดเด่นของนโยบายน่าจะอยู่ที่การเพิ่มรายได้แก่แรงงานและนโยบายภาษีที่เน้นลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วนวิจารณ์แนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีจากตลาดเงินตลาดทุนในอัตราที่สูงขึ้นว่านอกจากจะกระทบต่อการทำงานของตลาดเงินตลาดทุนและรายได้ของธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์แล้วยังอาจกระทบต่อรายได้รวมของรัฐบาลอีกด้วย ซึ่งหากรายได้จากภาษีไม่มากพอเมื่อเทียบกับรายจ่ายต่าง ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นจากโครงการของนางคลินตัน อาทิ การขยายความคุ้มครองในด้านการรักษาพยาบาลและสวัสดิการสังคมโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐ จะสามารถทำงบประมาณสมดุลได้ก็คงจะมีจำกัด

ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นประเด็นหลักที่ถูกกล่าวถึงน่าจะอยู่ที่ท่าทีที่แข็งกร้าวในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการจะดึงการผลิตของธุรกิจสหรัฐ ในต่างประเทศให้กลับมาในประเทศและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้า โดยนักวิเคราะห์มองว่าแนวคิดของนายทรัมป์นั้นนอกจากจะตรงข้ามกับหลักการค้าเสรีอย่างสิ้นเชิงแล้วยังอาจจะนำมาสู่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอีกหลายประเทศโดยเฉพาะกับจีนซึ่งนอกจากจะเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ ยังเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอีกด้วย ทำให้หากเกิดข้อพิพาทขึ้นจริงก็มีโอกาสที่จะลุกลามจนกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ฯและตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกได้

นอกจากนี้ประเด็นที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ว่าผู้สมัครทั้งสองต่างไม่สนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรีทีพีพี (TPP) ซึ่งแม้ว่าจะลงนามไปแล้วโดย 12 ประเทศสมาชิกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแต่ยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติโดยรัฐสภาของแต่ละประเทศ โดยสำหรับสหรัฐ นั้นยังคงไม่ชัดเจนว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้หรือไม่ (โดยนอกจากจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้วยังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและบางส่วนของวุฒิสภาอีกด้วย) ทำให้หากข้อตกลงทีพีพีไม่สามารถได้รับการพิจารณาทันก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงแล้ว ความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำจากสภาคองเกรสที่สมาชิกจำนวนหนึ่งคงจะเปลี่ยนหน้าไปหลังการเลือกตั้งก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้

ในมุมมองของผม ผมมีความกังวลต่อแนวนโยบายของนายทรัมป์ที่อาจจะนำมาสู่ข้อพิพาททางการค้าและความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ฯ มากกว่านโยบายการขึ้นภาษีตลาดเงินตลาดทุนของนางคลินตันครับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแนวนโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ และการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดียังต้องดำเนินต่อไปอีกนานพอสมควรทำให้เป็นไปได้ว่าในที่สุดแล้วจุดยืนของผู้สมัครก็อาจจะมีการขยายความให้ชัดเจนมากขึ้นเพื่อช่วยลดความกังวลของภาคธุรกิจต่าง ๆ ลงก็เป็นได้

ส่วนเรื่องข้อตกลงทีพีพีนั้นหากการพิจารณาอนุมัติโดยสภาคองเกรสไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีนี้ผมมองว่าน่าจะเป็นผลดีต่อไทยเพราะจะทำให้เรามีเวลาตั้งหลักและเตรียมการในเรื่องการค้าและการลงทุนต่าง ๆ ได้นานขึ้นอีกหน่อยครับ.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 809