อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

"คนไทยพลัดถิ่น" รากเหง้าที่ยังไม่เท่าเทียม

ยังมีกลุ่มคนพลัดถิ่นเชื้อชาติไทย ที่มีถิ่นฐานตั้งหลักแหล่งในดินแดนมาเนิ่นนาน ซึ่งในภายหลังปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตกลายเป็นพื้นที่อยู่ในประเทศเมียนมา คนไทยกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า “คนไทยพลัดถิ่น” จันทร์ที่ 14 มีนาคม 2559 เวลา 02.02 น.

คนบางกลุ่มซึ่งเป็นคนไทย แต่กลับไม่มีสัญชาติไทย พวกเขาถูกทำให้กลายเป็นคนอื่น จากหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกละเลย มีสักกี่คนที่รับรู้ว่าเราได้เสียพี่น้องเชื้อชาติไทย ให้กับการปักปันเขตแดน โดยมหาอำนาจผู้เข้ามายึดครองอาณาจักรรอบบ้านของไทย เมื่อดินแดนดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติอื่น ทำให้ประชาชนที่เคยเป็นคนไทยถูกผูกโยงเข้ากับอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่นผู้เป็นเจ้าของดินแดน การข้ามกลับเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้งของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้เท่าเทียมกับพลเมืองของรัฐ

“คนไทยพลัดถิ่น” มีที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในไทย ได้แก่ กลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติเมียนมาเชื้อสายไทย คือกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทะวาย มะริด และตะนาวศรี ตั้งแต่สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ลงมาจนถึงปากน้ำของแม่น้ำกระบุรี ใน จ.ระนอง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดของไทย ได้แก่ ตาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง กลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจาก จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา คือกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขต จ.เกาะกง ซึ่งมีพื้นที่ติดกับ จ.ตราด

.ตาก กลุ่มคนพลัดถิ่นสัญชาติเมียนมาเชื้อสายไทย คือบุคคลที่สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยถูกกล่าวอ้างว่าเสียสัญชาติไทย โดยผลของกฎหมายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ซึ่งน่าจะเคยเป็นอาณาเขตของประเทศไทยเดิม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เสมือนถูกทำให้เชื่อม หรือเห็นว่าเป็นเช่นนั้น หรือประวัติศาสตร์อาจเพียงเข้าใจเสมือนว่าอำนาจในการปกครองผู้คนของตน แต่หาได้ประสงค์สนใจให้มีขอบเขตกำหนดเขตแดนไม่ แต่อย่างน้อยการทำให้เป็นรัฐสมัยใหม่ขณะนี้จำต้องให้เป็นปรากฏขอบเขตหรือเขตแดนแห่งรัฐ ปรากฏจากแผนที่ที่ถูกจัดทำครั้งอดีตสมัยจากความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกหลายฉบับด้วยกัน

คนส่วนหนึ่งในสังคมปัจจุบันหารู้ว่ายังมีกลุ่มคนพลัดถิ่นเชื้อชาติไทย ที่มีถิ่นฐานตั้งหลักแหล่งในดินแดนมาเนิ่นนาน ซึ่งในภายหลังปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตกลายเป็นพื้นที่อยู่ในประเทศเมียนมา คนไทยกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า “คนไทยพลัดถิ่น” ซึ่งเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนเมือง หรือคนไทยภาคเหนือ ที่มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากดินแดนล้านนาในอดีต ในรุ่นปู่ย่าตายาย มากกว่าสามชั่วอายุคน เพื่อแสวงหาแหล่งพำนักทำกินและพื้นที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์

คนไทยพลัดถิ่นเขต จ.ตาก มีถิ่นที่อยู่บริเวณ บ้านพะซอง บ้านแม่กะไน บ้านหนองห้า บ้านป๋างการ บ้านห้วยส้าน บ้านแม่แปบ ชุมชนหมู่บ้านทั้งหมดนี้มีคนไทยพลัดถิ่นส่วนใหญ่มีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านคนเมือง หรือคนไทยภาคเหนือ ในฝั่งประเทศไทย กล่าวได้ว่าวงศาคณาญาติของพวกเขาเหล่านั้น เป็นคนเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชนต่าง ๆ จากหลายเมือง หลายพื้นที่ในภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน เช่น อ.แม่พริก อ.เถิน และเมืองละคอน หรือนครลำปาง, จ.น่าน, จ.แพร่, จ.เชียงใหม่, อ.ป่าคา จ.พะเยา และบางพื้นที่ของ จ.ตาก

พอสืบสาวประวัติศาสตร์การอพยพโยกย้ายจากเมืองเหนือ (ล้านนา) มายังพื้นที่ตอนล่างในเขตเมืองเมียวดี จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าคนเมืองหลายคนทราบว่า คนกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านห้วยส้าน และบ้านแม่แปบ นับย้อนไปได้ถึง 3 รุ่น กว่า 150 ปี โดยกลุ่มผู้บุกเบิกพื้นที่นั้นแรก ๆ มีไม่ถึง 10 ครอบครัว โดยได้รับการชักชวนจากมิตรสหาย และญาติพี่น้องเข้ามาหักล้างถางพงที่ดินให้เป็นแหล่งปลูกข้าวและพืชไร่

ต่อมาเกิดเป็นหมู่บ้าน และมีคนเมืองอาศัยอยู่มากกว่า 100 ครัวเรือน บางส่วนเล่าว่า บริเวณพื้นที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์เหมาะที่จะทำการเกษตร และลงหลักปักฐานเพื่อจับจองทำมาหากิน ขณะที่บางส่วนเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางค้าขายไปมาระหว่างเส้นทางจากบ้านห้วยส้าน บ้านแม่แปบ เรื่อยมาจนถึงบริเวณแม่น้ำเมย และตัวเมืองแม่สอด เรื่องเล่าครั้งอดีตเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม ของคนเมืองในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา อีกด้านหนึ่ง

แม่หลวงกี้ อายุ 83 ปี เกิดปี พ..2475 อาศัยอยู่บ้านแม่แปบ บอกว่า เกิดและโตที่นี่ พ่อเกิดที่แม่แปบชื่อ “อ้าย” ส่วนแม่ชื่อ “นิ่ว” แต่รุ่นปู่ย่าของแม่หลวงกี้มาจาก อ.ปัว จ.น่าน แม่หลวงกี้มีพี่สาวที่เกิดที่นี่ และยังมีชีวิตอยู่อายุสูงถึง 95 ปี และมีพี่น้อง 7 คน ทำอาชีพขายเมี่ยงและทำนาข้าว สมัยที่ยังเด็กมีผู้คนอาศัยอยู่ที่แม่แปบหลายร้อยคนแล้ว และเล่าว่าตอนที่อายุ 14-15 ปี เดินไปซื้อหาของกินที่แม่สอด แม่หลวงกี้บอกว่าเป็นคนเมืองเหมือนกันแต่ที่แม่สอดเจริญกว่า และเคยเดินทางไปบ้านกุ๊กกิก ที่เมียนมา เพื่อซื้อข้าวสาร ส่วนที่บ้านแม่แปบเป็นคนละฝั่งแม่น้ำเมย แม่หลวงให้ข้อมูลว่าสมัยนั้นเมียนมา มีอังกฤษมาปกครองแล้ว ผู้ที่ปกครองบ้านแม่แปบมาก่อนคือ ปู่ของแม่หลวงกี้ ต่อมาคือลูกเขยของปู่เป็นคนกะเหรี่ยง ชื่อพะวิ มาจากเมืองพะอัน เป็นลูกจ้างของชาวอังกฤษที่มาตั้งถิ่นฐาน เรียกว่าด่านสิทธี ลำดับต่อมาจึงเป็นพ่อของแม่หลวงกี้

พ่อหลวงอ้าย อาชีพค้าขาย หาบกุ้งแห้ง-ปลาแห้งเสียบไม้ และปูนึ่งมาขายที่แม่สอด โดยรับมาจากคนพม่าที่เดินเท้านำเกลือและของเหล่านี้มาขายด้วยเล่าว่า ที่ห้วยส้าน สมัยก่อนที่วัดพระมีเยอะ ครูบาปันที่วัดแม่แปบเสียตอนที่พ่อหลวงอายุ 7-8 ขวบ ตอนนั้นไปเที่ยวกับพ่อแม่ที่เอายาสูบมาขายที่วัดแม่แปบ เพราะจัดงานใหญ่โต

เดิมนั้นแม่สอดเป็นเมืองอิสระ และห่างไกลจากศูนย์กลางอาณาจักรใหญ่ ๆ ในยุคสมัยนั้น ซึ่งพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองแม่สอดเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างเมืองสำคัญตั้งแต่อดีต และปรากฏการอ้างถึงเมืองแห่งนี้ฐานะชุมทางการค้าที่มีทั้งคนไต (ไทยใหญ่), คนม่าน (เมียนมา), ยาง (กะเหรี่ยงและกะยอ/คะยา), กะลาหรือแขก (อินเดีย), แขกขาว (ชาวยุโรป) ดำเนินการค้าขาย และประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อกัน

รวมถึงคนเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ คนเมืองในอาณาจักรล้านนาหรือมณฑลพายัพ และคนไทยที่อาศัยอยู่ในแม่สอด ผลงานทางวิชาการต่าง ๆ ชี้ให้เห็นความสำคัญของแม่สอด ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างทางรถไฟเริ่มต้นจากมะละแหม่ง ในประเทศเมียนมาผ่านเส้นทางแม่สอด เมืองระแหง (ตาก) แม่น้ำสาละวิน ก่อนเข้าไปเขตรัฐฉาน และมณฑลยูนนาน รวมถึงยังมีสัมปทานไม้สักที่ขยายจากมะละแหม่ง มณฑลตะนาวศรีไปยังดินแดนล้านนา โดยที่เส้นทางการขนส่งไม้ขอนสักจากทางตอนเหนือนี้ถูกส่งผ่านเมืองระแหง (ตาก) มายังแม่สอด ก่อนเข้าสู่มณฑลตะนาวศรี ภายหลังสนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ 2 ที่ทำให้อังกฤษขยายการค้าไม้สักอย่างจริงจัง ผ่านการศึกษาหลักฐานและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจ

เมืองมะละแหม่งนั้นเป็นหมุดหมายแห่งพรมแดนระหว่างไทย–เมียนมาในครั้งอดีตจากคำบอกเล่าของคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเรียกบริเวณแห่งหนึ่งที่คาดว่า เป็นเมืองมะละแหม่งว่า “ซานจุ๊” หรือ “ศาลจุ๊” แม้ในทางภูมิศาสตร์เขตแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมาในปัจจุบันมีแม่น้ำเมยเป็นเส้นพรมแดนทางธรรมชาติ แต่การให้ความหมายพรมแดนของผู้คนในอดีตนั้นอิงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ของกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ “คนเมือง” ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกัน.

รังสี ลิมปิโชติกุล รายงาน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 772