อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 ตุลาคม 2561

'ปั้นลูก' สู่ 'นักกีฬาอาชีพ' ใครคือบันได? - อะไรคือกุญแจ?

การจะพัฒนาเด็ก “ครอบครัว” ต้องดูเด็กว่าสนใจในกีฬาใด และถ้าครอบครัวพาเด็กไปซ้อมกับโค้ชที่ดี เบสิกจะแน่น ถ้าปล่อยให้เด็กไปเล่นเองอาจได้แค่กำลัง อังคารที่ 24 พฤษภาคม 2559 เวลา 06.29 น.

กว่าจะเป็น “นักกีฬา” ในสนามระดับโลกได้ กว่าจะประสบความสำเร็จได้ แต่ละคนต่างก็ถูกผลักดันให้สามารถฟันฝ่าขวากหนาม ซึ่ง “ครอบครัว” ก็มักเป็น “แรงผลักดันสำคัญ” ซึ่งกระแสในไทยตอนนี้ หลาย ๆ ครอบครัวก็ “มุ่งหวังให้ลูกเป็นนักกีฬาอาชีพ” ที่ก้าวไปสู่อันดับต้น ๆ ในสนามระดับโลก โดยมองว่ามี “ศูนย์ฝึกกีฬา” ที่ยุคนี้เริ่มมีมากขึ้น เป็นบันได...

แต่...บันไดขั้นแรกก็สำคัญ!!...

ว่าที่ร้อยตรีอานนท์ สำรวจการณ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มอง “เทรนด์การปั้นลูกให้เป็นนักกีฬา” ตั้งแต่เล็ก ว่า...เป็นผลจากนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ทำให้คนไทยเริ่มหันมามองการสร้างลูกให้เป็น “นักกีฬาอาชีพ

เริ่มตั้งแต่สมัย ภราดร ศรีชาพันธุ์ ได้แชมป์ เทนนิส ในต่างประเทศ พ่อแม่ต่างพาลูกไปเรียนเทนนิส แต่คนไทยยังมีปัญหาการไม่เอาจริงเอาจังในกีฬาแต่ละประเภทโดยเฉพาะ เช่น นักกีฬาเทนนิสดัง ก็พาลูกไปเรียน พอ ฟุตบอล ดัง ก็เปลี่ยนให้ไปเล่นฟุตบอล เลยทำให้ความต่อเนื่องมีน้อย สุดท้ายอาจไม่ได้อะไรเลย

ตอนนี้ฟุตบอลไทยลีกดัง พอประกาศคัดตัวที มีเด็กมา 600 กว่าคน ทั้งที่รับแค่ 15 คน กีฬารองลงมาคือฟุตซอล เพราะกีฬาพวกนี้มีความสัมพันธ์กับอาชีพ ถ้าเข้าไปได้แล้ว ครอบครัวเห็นอนาคตของเด็กได้เลยว่า นอกจากเล่นฟุตบอลแล้ว อาจได้รับตำแหน่งทำงานในหน่วยราชการ

ในกลุ่มเด็กต่างจังหวัด กีฬาที่นิยมยังเป็นฟุตบอล รวมถึง ตะกร้อ และ วอลเลย์บอล เพราะในต่างจังหวัดมีสนาม ทำให้ฝึกซ้อมง่ายกว่า ไม่เหมือนเด็กในกรุงเทพฯ ที่บางกีฬาอาจไม่มีสนามรองรับ??

การพัฒนาเด็กใน “ศูนย์ฝึก” หลายที่ต้องมีเส้นทางนักกีฬาที่ชัดเจน อย่างที่นี่ อย่างฟุตบอล เด็กสามารถพัฒนาเพื่อไปเล่นในดิวิชั่น 2 ได้ โดยมีเงินเดือนให้ 20,000–30,000 บาท ถ้าเด็กพัฒนาจนสามารถขึ้นชุดใหญ่ได้ จะมีเงินเดือนเป็นหลักแสนบาท

สำหรับการจะพัฒนาเด็ก “ครอบครัวต้องดูเด็กว่าสนใจในกีฬาใด และถ้าครอบครัวพาเด็กไปซ้อมกับโค้ชที่ดี เบสิกจะแน่น ถ้าปล่อยให้เด็กไปเล่นเองอาจได้แค่กำลัง แต่ทักษะเฉพาะของกีฬานั้น ๆ จะได้น้อย ก็เกี่ยวข้องกับทักษะทางกีฬาของเด็กในอนาคต ซึ่งทักษะเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะฟุตบอล เด็กจะเล่นโดยถนัดแค่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ได้ ต้องเล่นได้ทั้งสองเท้า

ตอนนี้ก็มีเด็กผู้หญิงที่สนใจมาเรียนประมาณ 30% ส่วนใหญ่สนใจตะกร้อ ยกน้ำหนัก เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านความคิดของเด็กผู้หญิงไทยมาก อย่างแต่ก่อนเด็กผู้หญิงถ้าให้ไปยกน้ำหนัก ไม่ค่อยมีใครอยากไป เพราะเชื่อว่าถ้ายกน้ำหนักแล้วจะเตี้ย จริง ๆ แล้วไม่ใช่ จะมีความแข็งแรงของไหล่ กล้ามเนื้อส่วนหลัง และกล้ามเนื้อขา มากขึ้น...

และเด็กก็จะสูงไปตามปกติ

การสร้างลูกให้เป็นนักกีฬา ต้องเริ่มตั้งแต่ “ทัศนคติพ่อแม่” อาจพาลูกไปดูกีฬาที่คิดว่าเหมาะกับเขา หรือไปดูคนที่เป็นตัวอย่าง เช่น โปรช้าง-ธงชัย ใจดี นักกีฬา กอล์ฟ ที่ชีวิตเริ่มจากเป็น “แคดดี้” ก่อนไต่เต้าจนเป็นโปรที่มีเงินเก็บมากมาย

การเริ่มฝึกลูก ต้องขึ้นอยู่กับกีฬา ว่าเริ่มได้เร็วหรือไม่ อย่าง ยิมนาสติก ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับ ว่ายน้ำ เพราะกีฬาพวกนี้ ถ้าเริ่มตั้งแต่เล็กความอ่อนตัวจะดี ส่วนฟุตบอลจะเริ่มฝึกจริงจังประมาณ 8–10 ขวบ ถ้าเล็กกว่านั้นกระดูกเด็กยังไม่แข็งแรงพอ ซึ่งถ้าครอบครัวมีความรู้เรื่อง วิทยาศาสตร์การกีฬา จะดีมาก ในการดูแลอาหาร การพักผ่อนของเด็ก ที่เป็นระบบ

จริง ๆ แล้วพ่อแม่ต้องดูว่า ลูกชอบเล่นกีฬาอะไร อย่าไปบังคับจนเด็กไม่มีความสุขในการเล่น ครอบครัวถือว่าสำคัญที่สุดในการปูพื้นฐาน เขาถึงบอกว่า ถ้าไปทางที่เด็กชอบ ไม่ว่าจะทางไหน ก็เป็นเลิศได้ทั้งนั้น

ในต่างประเทศ หลายครอบครัวจะสร้างลูกให้มีความเป็นเลิศด้านกีฬา มีการวางตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ โดยมีการพูดคุยกับลูกเมื่ออยู่ในท้อง และวางโปรแกรมด้านอาหารว่า ถ้าลูกออกมาต้องกินหรือเสริมอาหารอะไรบ้าง

หาก อยากให้ลูกเป็นนักกีฬาอาชีพ ครอบครัวต้องเข้าใจธรรมชาติของกีฬานั้น ๆ อย่างนักกีฬาบางคน ที่พ่อเป็นโค้ช เมื่อก้าวไปสู่แชมป์แล้ว จะต้องได้รับการสอนจากโค้ชอีกระดับ แต่ไม่ยอมจ้าง เลยทำให้พลาดโอกาสในการพัฒนาต่อไปอีกขั้น ซึ่งด้วยเหตุที่นักกีฬาต้องมีกระบวนการสอนของโค้ชที่แตกต่างตามลำดับการพัฒนา นักกีฬาต่างประเทศจึงมักเปลี่ยนโค้ชบ่อย

ในปัจจุบัน ว่าที่ร้อยตรีอานนท์ ระบุว่า มีศูนย์ฝึก มี “อคาเดมี่” ในการฝึกกีฬามาก ก็เป็นผลดีต่อตัวเด็กในการพัฒนาตัวเอง โดยอคาเดมี่ที่ฝึกเด็กจนเก่ง จะพาเด็กไปคัดตัวในอคาเดมี่ใหญ่ต่อไป แต่ ที่สำคัญครอบครัวต้องมีความรู้ ก่อนส่งเด็กไปเรียนในศูนย์ฝึก ว่ามีการสอนเป็นอย่างไร สามารถพัฒนาตัวเด็กได้แค่ไหน โดยเฉพาะตัวบุคลากรที่สอน ที่ก็ต้องมีความพร้อม

ตอนนี้อคาเดมี่ที่ไม่มีคุณภาพมีอยู่มาก หลายคนพอมีเงินแล้วก็เปิด โดยให้บุคลากรเด็ก ๆ มาสอน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว “เฮดโค้ช” ต้องมีความเข้าใจในการ พัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับสรีระร่างกายเด็ก ที่ต้องพัฒนาเป็นขั้นตอนไปเรื่อย ๆ

อย่างการพัฒนาเรื่องฟุตบอล มีรายละเอียดมาก โดยเฉพาะในเด็กต่างประเทศ ต้องเน้นทักษะให้แน่นก่อนลงแข่ง ต่างจากเด็กไทยที่พอฝึกซ้อมแล้วก็ไปลงแข่ง ครอบครัวก็ดีใจ แต่ ในต่างประเทศเน้นทักษะ สปิริต วินัย เป็นสำคัญ โดยให้เด็กเริ่มแข่งขันช่วงอายุ 16-18 ปี เพราะถ้าเด็กอายุน้อย ๆ เด็กจะหลงอยู่กับการแข่งชนะ ซ้อมยังไงให้ชนะอย่างเดียว จนทิ้งเรื่องเบสิก ยิ่งช่วง 12 ปีขึ้นมา โค้ชจะไม่ให้ลงแข่งขัน แต่สามารถจะแข่งเล่นกันในเรื่องเบสิกได้

กรณีนี้ ให้ลองดูอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำไมเลี้ยงฟุตบอลได้ติดเท้า ก็เพราะพื้นฐานด้านเบสิก สามารถเลี้ยงบอลได้ทั้งสองเท้า แต่ถ้าคนที่เบสิกไม่แน่น ได้บอลมาก็ไปต่อไม่ได้

สิ่งที่เป็นปัญหาของเด็กไทย คือ ระเบียบวินัย ที่ถือว่าจำเป็นอย่างมากหากครอบครัวจะสร้างลูกให้เป็น นักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะการตรงเวลา เพราะกีฬาทั้งต้องต่อสู้กับสภาวะจิตใจตัวเอง แล้วยังต้องต่อสู้กับคู่แข่ง และสภาพสนาม ซึ่งเด็กไทยยังมีความคิดที่เป็น นักกีฬากึ่งอาชีพ อยู่ ไม่รักษาร่างกาย ไม่ค่อยซ้อม แต่ถ้าเป็นมืออาชีพจริง ๆ โค้ชไม่ต้องเรียกก็มาซ้อมเอง

ถ้าติดตามกีฬาจะเห็นว่า ระดับเยาวชน เด็กเราไม่ค่อยแพ้ใคร แต่พอไปสู่อาชีพจริง ๆ วินัยไม่มี อย่างในต่างประเทศเขาดูแลตัวเองดี อายุ 30 ปลาย ๆ ยังเล่นได้ แต่ไทยอายุ 20 ปลาย ๆ ก็เริ่มหมดสภาพ อายุการใช้งานสั้น

ตอนนี้ หลายทีมฟุตบอลในไทยลีก ก็เริ่มให้ความสำคัญในการทำ “อคาเดมี่” เพราะมองว่า การสร้างเด็กขึ้นมา แม้ต้องลำบาก แต่ถ้าเด็กเล่นชุดใหญ่ได้ จะมีความภักดีต่อสโมสร และค่าตัวไม่แพงมาก การฉีกสัญญาจะไม่มี

อย่างไรก็ตาม การวางแผนของอคาเดมี่เองก็สำคัญ อย่าง เลสเตอร์ ซิตี ทีมฟุตบอลอังกฤษที่คนไทยไปซื้อ ตอนแรกคิดว่าจะทำอย่างไรในภาวะที่ทีมอยู่ท้ายตาราง มีการประชุมทุกคน วางแนวทางว่าไม่จำเป็นต้องซื้อผู้เล่นราคาแพง แต่เน้นทีมเวิร์ก

และเน้นพัฒนาเด็กในอคาเดมี่

ในไทยนั้น ว่าที่ร้อยตรีอานนท์ ระบุอีกว่า ตอนนี้ถือว่า กระแสนิยมในเรื่องกีฬามาเร็วมาก จนทำให้มีอคาเดมี่ต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก แต่กระนั้น การทำงานของโค้ชกีฬาเองก็ต้องหนักขึ้น โดยเฉพาะทีมกีฬาที่อยู่ตามต่างจังหวัด ต้องมีการวางเป้า ยกตัวอย่างทีมฟุตบอล สีหมอก เอฟซี ที่ต้องมีการตั้งเป้าปั้นเด็กที่เล่นในดิวิชั่น 2 ให้ขึ้นไปเล่นชุดใหญ่ของ ทีมสุพรรณบุรี ให้ได้ปีละ 1–2 คน ถ้าเด็กขึ้นไม่ได้ ต้องหาทีมอื่นให้ เพื่อให้เด็กมีอาชีพ ต้องเข้าใจในจุดนี้ ต้องไม่กดเด็กให้อยู่กับที่...กรณีแบบนี้ก็สำคัญ

ทั้งนี้ ในไทยในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพัฒนากระบวนการสร้างนักกีฬาต่อไป... ขณะที่โค้ชกีฬาก็ต้องมีการพัฒนาตัวเอง... และในไทยก็ยังต้องมีความเข้าใจกรณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนักกีฬาด้วย... เช่นเดียวกับ พ่อแม่ที่จะผลักดันลูกในเรื่องนี้...ก็ต้องเข้าใจว่า...ต้องมีขั้นตอนที่เป็นระบบในการไขกุญแจ...

นำลูกสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ.



ศราวุธ ดีหมื่นไวย์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 162