อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563

'ไอกรน'ทำเด็กปอดอักเสบ อันตรายรุนแรงอาจถึงตาย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไอกรนอาจมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต โดยเฉพาะโรคแทรกซ้อนทางระบบหายใจที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก และภาวะแทรกซ้อนทางสมอง เช่น อาการชัก เกร็ง หรือซึมลง เสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2559 เวลา 10.00 น.


อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนมักจะละเลย หรืออาจพูดได้ว่า ไม่ค่อยจะใส่ใจกันเสียเท่าไหร่นัก? คืออาการ “ไอ” เพราะจะคิดเองเออเองว่า เป็นเรื่องปกติ!! ใครๆ เขาก็ไอกันทั้งนั้น หรือมีใครกล้าพูดว่า ไม่เคยไอบ้างล่ะ!?!

แต่ความเชยชินที่ว่ามานี่แหละ...หลายต่อหลายครั้ง มักเป็นบ่อเกิด “อาการเรื้องรัง” ของโรคต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งมารู้ทีหลังก็ต่อเมื่อต้องพึ่งหมอเสียแล้ว และต้องควักเงินรักษาตัว หมดไปก็ไม่ใช่หลักร้อยสองร้อยบาท อย่างเช่น “โรคไอกรน” ที่เป็นสาเหตุของอาการไออย่างรุนแรง และอาจเรื้อรังนาน 2-3 เดือน

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ความรู้ว่า “โรคไอกรน” เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและพบมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบผู้ป่วยมากขึ้น สาเหตุเกิดจาก “เชื้อแบคทีเรีย” สามารถติดต่อกันได้ง่ายจากการ “ไอ-จาม” และสัมผัสเชื้อโดยตรงจากผู้ที่ป่วย



สิ่งที่ต้องระวัง คือ “ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน” หากได้รับเชื้อมีโอกาสเกิดโรคสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบว่าในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน แต่ไม่ได้เป็นวัณโรคและโรคหืด ตรวจพบเชื้อไอกรนถึงร้อยละ 19 ซึ่งระยะฟักตัวของ “โรคไอกรน” จะใช้เวลาประมาณ 6-20 วัน

แต่หากเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการ ก็แสดงว่า “ไม่ติดโรค”

อาการของ “โรคไอกรน” มี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ลักษณะอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดา อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย และเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะที่สอง จะเริ่มมีอาการไอถี่ๆ รุนแรงติดต่อกันตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป หลังจากนั้นผู้ป่วยจะหายใจเข้าอย่างแรง จนเกิดเสียง “วู๊ป” ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “โรคไอกรน”

เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดกับเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจทำให้มีอาการหยุดหายใจ หน้าเขียว และอาเจียนร่วมด้วย ระยะที่สองนี้ จะมีอาการนานประมาณ 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้นก็ได้”



ระยะท้ายสุด ระยะฟื้นตัว อาการไอจะค่อยๆ ลดลง ซึ่งหากไม่มีโรคแทรกซ้อน จะหายไปในเวลา 6-10 สัปดาห์ แต่กว่าจะหายจากโรคก็ไม่ใช่ระยะเวลาน้อยๆ กินเวลาถึง 2 เดือนโดยประมาณ บางรายอาจจะมากกว่านั้นด้วย

การรักษาผู้ป่วย “โรคไอกรน” ในระยะแรกสามารถใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และถ้าให้ยาปฏิชีวนะหลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการไอแล้ว อาจไม่ค่อยมีผลดีต่อการดำเนินโรค แต่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้นผู้ป่วย “โรคไอกรน” ควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นทำให้มีอาการไอมากขึ้น เช่น ฝุ่นละออง ควัน อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้

ที่ต้องระวังอีกประการ คือ ภาวะแทรกซ้อนของ “โรคไอกรน” อาจมีความรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ “เสียชีวิต”

โรคแทรกซ้อนทางระบบหายใจที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก และยังมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก เกร็ง หรือซึมลงด้วย”

การป้องกัน “โรคไอกรน” ที่ดีที่สุด สามารถทำได้ด้วยการ “ฉีดวัคซีนป้องกัน” ซึ่งวัคซีนไอกรนเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ

ปัจจุบันจึงได้มีการแนะนำให้วัคซีนป้องกัน “โรคไอกรน” ในเด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมกันกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลด “โรคไอกรน” ในเด็กทารกที่มีภาวะแทรกซ้อนและอัตราการตายสูง...!!

…....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 400