อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๑๐ ทรงพระปรีชาการทหาร

เมื่อทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน ใน 5 สัปดาห์แรกที่เรียกว่าเป็น “สัปดาห์นรก” นั้น ทรงฝึกอย่างหนัก ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยตลอดเวลา 5 สัปดาห์แรกนั้น นักศึกษาทุกคนจะออกนอกวิทยาลัยฯ ไม่ได้ อาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 เวลา 12.00 น.


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยในกิจการทหารเป็นอย่างมากนับแต่ครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร ซึ่งโดยเหตุที่ทรงมีพระทัยโปรดการทหาร เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระชนก ทรงมีพระราชดำริว่า การศึกษาวิชาทหารในประเทศออสเตรเลียมีหลักสูตรกว้างขวางและมีการฝึกอบรมที่เข้มงวด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ในขณะนั้น เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย

ทรงแน่วแน่ศึกษาวิชาการทหาร

ในเบื้องต้น ทรงเข้าศึกษา ณ คิงส์สกูล (King’s School) หรือ โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2513 ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนคล้ายโรงเรียนเตรียมทหาร หลังทรงสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนี้แล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ในขณะนั้น ทรงเข้าศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน (Royal Military College, Duntroon) กรุงแคนเบอร์รา นครหลวงของออสเตรเลีย ในต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2515 โดยทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะสอบเข้าศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้ให้ได้ แม้รัฐบาลออสเตรเลียได้ถวายสิทธิให้ทรงเข้าศึกษาโดยไม่ต้องสอบคัดเลือก แต่ไม่ต้องพระประสงค์ที่จะได้รับสิทธิพิเศษ



ทั้งนี้ ในหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านที่กองทัพบกได้จัดพิมพ์ในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พันตรี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2523 ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ในขณะนั้นไว้ว่า

ในระหว่างเสด็จฯ กลับมาประทับที่ประเทศไทย ตอนเช้าและตอนเย็นจะทรงซ้อมวิ่งอย่างหนัก ทรงออกกำลังพระวรกายทุกอย่าง เพราะวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูนถือเรื่องการอดทนทางกายเป็นสำคัญด้วย โดยทรงพักผ่อนพระอิริยาบถในประเทศไทยได้เพียงเดือนเศษก็เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2515 เมื่อทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยฯ ใน 5 สัปดาห์แรกที่เรียกว่าเป็น “สัปดาห์นรก” นั้น ทรงฝึกอย่างหนัก ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยตลอดเวลา 5 สัปดาห์แรกนั้น นักศึกษาทุกคนจะออกนอกวิทยาลัยฯ ไม่ได้ และหลังจากการฝึก 5 สัปดาห์แล้วจะมีการสอบคัดเลือก ซึ่งผู้ที่สอบตกจะถูกคัดออกในตอนนี้ทันที แต่ถ้าสอบได้ก็จะได้รับสายนกหวีดแสดงว่าได้ผ่านแล้ว และจะได้เข้าเป็นนักศึกษาโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ นอกจากวิชาการทหารแล้ว ยังทรงศึกษาวิชาการสามัญด้วย

หลักสูตรของ วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน นั้น มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วิชาการทหาร ซึ่งรับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย และ วิชาสามัญระดับปริญญาตรี โดยมีมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (University of New South Wales) รับผิดชอบการวางหลักสูตร ซึ่งแบ่งออกเป็นสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นักเรียนนายร้อยวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูนที่ผ่านหลักสูตร จะได้รับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกศึกษา โดย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ในขณะนั้น พระองค์ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา ทรงได้รับการถวายสัญญาบัตรจากวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน และปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ นอกจากนี้ ในภายหลังพระองค์ทรงศึกษาและได้รับการถวายปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชด้วย




ทรงถูกโยนสระน้ำตามประเพณี

วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน ตามกฎนั้นนักศึกษาทุกคน จะต้องทำทุกอย่างอย่างมีระเบียบและเรียบร้อยอยู่เสมอ ทรงมีพระวิริยอุตสาหะและทรงอดทนเป็นเยี่ยม แม้ในสิ่งที่ทรงไม่เคยทำมาก่อน ทรงทำความสะอาดห้องพระบรรทม รองพระบาท ตลอดจนซักรีดฉลองพระองค์ด้วยพระองค์เอง ซึ่งเนื่องจากไม่เคยทรงงานซักรีด ในวันแรกทรงรีดพระสนับเพลาไหม้ไป 1 องค์

ระหว่างทรงศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน ทรงใช้พระนามในภาษาอังกฤษว่า “STAFF CADET V MAHIDOL” และทรงมีพระนามติดไว้เหนือกระเป๋าฉลองพระองค์เบื้องขวาว่า “MAHIDOL” ทรงโปรดกีฬาฟุตบอล โดยทรงเป็นนักฟุตบอลประจำกองร้อย THE SOVEREIGN’S COMPANY และทรงเคยได้รับพระราชทานถ้วย SOVEREIGN จากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธด้วย ทั้งนี้ ตามประเพณีวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดของใคร ผู้ที่เกิดในวันนั้นจะต้องถูกเพื่อนจับตัวโยนลงในสระน้ำเป็นการฉลอง โดยในวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ทรงได้รับการฉลองจากบรรดาพระสหายในตอนเช้าตรู่ ตอนนั้นน้ำเย็นเฉียบเพราะเป็นฤดูหนาว แต่ก็ทรงสนองประเพณีของวิทยาลัยฯ อย่างเต็มพระทัย เสร็จแล้วก็ทรงเข้าเรียนได้ตามปกติ

หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น วันที่ 29 กรกฎาคม ทางวิทยาลัยฯ มีการทดสอบนักศึกษาครั้งสุดท้ายทางร่างกาย การสอบครั้งนี้มีการจับเวลา ถ้าใครช้าก็จะไม่ได้คะแนน โดยทรงผ่านได้ 100% ถึง 3 วิชา คือ วิ่ง SIT UP ทรงทำได้เกิน 85 ครั้ง วิชา ARM DEEP ทรงทำได้เกิน 17 ครั้ง ส่วนวิชาอื่นๆ ก็ทรงทำได้ดีมาก และผลการสอบไล่ประจำปี พ.ศ. 2515 นั้น ทรงทำคะแนนได้ดีมากเช่นกัน โดยเฉพาะวิชาทหาร ทรงสอบได้เป็นที่ 7 ในจำนวนนักศึกษาถึง 125 คน ส่วนวิชาสามัญก็ทรงสอบผ่านทุกวิชา




ทรงประดับอินทรธนูยศร้อยเอก

ขณะที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ในสถานศึกษาดังกล่าวนี้ พระกรณียกิจประจำวันก็เป็นไปเช่นเดียวกับบรรดานักศึกษาอื่นๆ ที่เป็นพระสหาย โดยไม่ได้มีการยกเว้นเป็นพิเศษแต่ประการใดเลย ซึ่งนักศึกษาทุกคนจะต้องตื่นเวลา 06.30 น. เป็นประจำทุกวัน โดยไม่มีเสียงแตรปลุกหรือนายสิบฝึกทหารมาปลุก การต้องตื่นในเวลาดังกล่าวก็เพื่อให้ทุกคนมีเวลาเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ประจำเวรในกองร้อยให้เสร็จก่อนเวลารับประทานอาหารเช้าในเวลา 07.00 น. จากนั้นทุกคนต้องรีบไปเข้าประจำแถวเพื่อรับการตรวจความเรียบร้อยและขานชื่อให้ทันเวลา 07.45 น. ทั้งนี้ ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นปีการศึกษา จะเป็นเวลาสำหรับการทบทวนวิชาต่าง ๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าสอบไล่ประจำปี และหลังการสอบไล่ บรรดานักศึกษาทั้งหมดจะต้องออกไปฝึกภาคสนามประจำปีในแถบชนบทนอกกรุงแคนเบอร์รา เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกภาคสนามทุกคนก็จะยกขบวนคืนสู่วิทยาลัยฯ เพื่อร่วมงานฉลองผู้สำเร็จการศึกษาซึ่งจะมีขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ระหว่างยังทรงศึกษาที่วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระนามาภิไธยตามจารึกพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”  

หลังจากทรงศึกษาที่วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูนจนสำเร็จการศึกษา ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระชนนี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมในพิธีรับการถวายสัญญาบัตรของพระองค์ด้วย ภายในงานราตรีสโมสรประดับเครื่องหมายยศในช่วงกลางคืน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ไปทรงร่วมด้วย ในฐานะมารดาของนักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษา และได้ทรงประดับอินทรธนูยศ “ร้อยเอก” แก่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ทั้งนี้ ในการสวนสนามและฉลองความสำเร็จในการศึกษาของวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูนในครั้งนั้น โทรทัศน์ทุกสถานีในประเทศไทยได้ส่งผู้สื่อข่าวและช่างภาพไปบันทึกภาพ และหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับก็ได้ส่งผู้สื่อข่าวและช่างภาพไปบันทึกรายละเอียดและภาพ เพื่อนำเสนอแก่ประชาชนคนไทยด้วย ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติแก่ประชาชนคนไทยเป็นล้นพ้น




ทรงร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเริ่มเข้ารับราชการทหารในกองทัพบก โดยได้เสด็จฯ ไปทรงรายงานพระองค์ที่กรมข่าวทหารบก ณ กระทรวงกลาโหม เพื่อทรงเข้ารับราชการเป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบก และวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2519 ได้เสด็จฯ ไปทรงร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ณ ลานพระราชวังดุสิต อันนำมาซึ่งความปลาบปลื้มสู่บรรดาทหารไทยทุกเหล่าทัพ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย

ทรงศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการ

ในปี พ.ศ.2519 พระองค์เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาทหารเพิ่มเติม ณ ประเทศออสเตรเลียอีกครั้ง โดยทรงฝึกเพิ่มเติมในหลักสูตรพิเศษ ได้แก่ หลักสูตรกระโดดร่ม หลักสูตรทบทวนวิชาอาวุธและยุทธวิธีระดับผู้บังคับกองร้อย หลักสูตรการรบพิเศษ ตลอดจนได้ทรงดูงานในกองทัพเรือและกองทัพอากาศออสเตรเลียด้วย และภายหลังเสด็จฯ กลับจากประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2520 ทรงเข้าสอบแข่งขันคัดเลือกเป็นนายทหารนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกเช่นเดียวกับนายทหารอื่น ๆ ในกองทัพบก ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสอบเข้าตามระเบียบและข้อบังคับที่ทางโรงเรียนฯ กำหนดไว้ทุกประการ และด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะ ทรงสอบคัดเลือกเข้าเป็นนายทหารนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรประจำชุดที่ 56 ได้



ทรงสอบได้เป็นลำดับที่ 9 ของผู้สมัครสอบทั้งหมด ทรงรับหมายเลขประจำตัว 56001 ระหว่างทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็น “พันตรี” โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานประดับยศ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2520

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแล้ว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะอยู่ประจำกรมกองทหารเพื่อทรงหาประสบการณ์ แม้จะทรงสอบได้เป็นที่ 2 ของนายทหารนักเรียนทั้งหมด แต่ด้วยทรงเป็นองค์มกุฎราชกุมาร ในขณะนั้น กองทัพบกไม่อาจเปิดตำแหน่งให้ทรงเลือกได้เหมือนนายทหารนักเรียนอื่น จึงกราบบังคมทูลถวายตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ครั้นวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2521 ทรงได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรและเข็มเสนาธิปัตย์จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อาคารใหม่สวนอัมพร ทั้งนี้ พระองค์นับเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกที่ทรงเข้าศึกษาและสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งนี้


ทรงศึกษาวิชาทหารเพิ่มที่สหรัฐ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2523 ทรงตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงให้แพทย์ตรวจพระอาการพระโรคภูมิแพ้ถวาย ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการนี้ ได้ทรงศึกษาวิชาทหารที่หน่วยรบพิเศษ ณ ฟอร์ทแบรก มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรการรบพิเศษ และอื่น ๆ ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ผู้ศึกษาต้องมีความอดทนเป็นพิเศษ ด้วยบางครั้งต้องฝึกหนักทั้งเวลากลางวันและกลางคืน แต่ก็ทรงตั้งพระทัยรับการฝึกเป็นอย่างดี





ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์แรก ทรงฝึกร่วมกับ ทหารหน่วย GREEN BERETS ของสหรัฐ ซึ่ง ร.อ.เจมส์ เจ.เพน พระอาจารย์ที่ฝึกสอน ผู้บังคับหน่วยอาวุธ ได้กล่าวสดุดีพระปรีชาสามารถว่า ทรงรับการฝึกเหมือนกับทหารคนอื่นๆ ทรงมีความอดทนและทรงสามารถฝึกใช้อาวุธแบบต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งนี้ นอกจากการฝึกในหลักสูตรการรบพิเศษแล้ว ยังทรงเข้าร่วมฝึกกระโดดร่มอีกด้วย โดยทรงฝึกทั้งในบริเวณเขตปลอดภัยและเขตอันตราย อีกทั้งระยะ 5 สัปดาห์หลังที่ฟอร์ทแบรกนั้น ยังทรงศึกษาวิชาการทหารด้านอื่นๆ เช่น รูปแบบการรบนอกแบบการลาดตระเวน การรบแบบกองโจร การต่อต้านยุทธวิธีฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้ เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาทหารที่สหรัฐ ทรงมีโอกาสได้ฝึกบินร่วมกับ หน่วยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสหรัฐ และได้ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินปีกติดลำตัว และเครื่องบินแบบเอ-5 (รุ่นพิเศษ) ตามลำดับ โดยทรงแสดงให้เห็นถึงความสนพระทัยในกิจการการบินของพระองค์ ทั้งนี้ สำหรับกิจการด้านการทหารโดยรวมของประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมาทรงเป็นองค์หลักชัยอันสำคัญยิ่งแห่งเหล่าทหารทุกเหล่าทัพ ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และด้วยพระปรีชาสามารถแห่งพระองค์ท่าน ทรงเป็นองค์หลักชัยอันสำคัญยิ่งสำหรับความมั่นคงของประเทศไทยและประชาชนคนไทย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 104