อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

"โกโก้กับสมอง" ตอนที่ 3

ปัจจุบันพบว่าใน โกโก้ และช็อกโกแลตยังมีสารเคมีอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบร่วมด้วยอีกมากมาย เช่น สารเมธิลแซนธีนส์ (methylxanthines) ทั้ง 2 ชนิด คือ กาเฟอีน และ ธีโอโบรมีน อาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2559 เวลา 03.00 น.

ความรู้เรื่องโกโก้กับสมองตอนที่ 1 และตอนที่ 2 โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิต สาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำท่านผู้อ่านมารู้จักกับเครื่องดื่มโกโก้ให้ลึกซึ้งเพิ่มมากขึ้นและคงจะเริ่มฟังดูว่า โกโก้ เมื่อมาทำเป็นเครื่องดื่มน่าจะมีคุณประโยชน์มากกว่ากาแฟและช็อกโกแลต อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้เขียนคำขวัญไว้ว่า “Two spoonfuls of cocoa a day keeps Alzheimer away” ก็คือ ดื่มโกโก้วันละ 2 ช้อน ทำให้ห่างไกลโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
        
ปัจจุบันพบว่าใน โกโก้ และช็อกโกแลตยังมีสารเคมีอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบร่วมด้วยอีกมากมาย เช่น สารเมธิลแซนธีนส์ (methylxanthines) ทั้ง 2 ชนิด คือ กาเฟอีน และ ธีโอโบรมีน (thebromine) ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีฤทธิ์ในการ กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่เราพบว่าใน โกโก้ มีสารทั้ง 2 ชนิดนี้ในปริมาณที่น้อยกว่าในกาแฟมาก กล่าวคือในช็อกโกแลตแท่งขนาด 50 กรัม จะมีธีโอโบรมีนราว 250 มิลลิกรัมเท่านั้น
        
อนึ่ง สารธีโอโบรมีนนี้มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่ากาเฟอีนมาก แต่สารนี้กลับมีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจและมีฤทธิ์ขับปัสสาวะที่แรงกว่ากาเฟอีน ดังนั้นทั้งกาเฟอีนและธีโอโบรมีน จึงมีฤทธิ์ในการทำให้คนเรามีอารมณ์ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น โกโก้ จึงมีสารเคมีที่มีส่วนทำให้สมองตื่นตัวได้ โดยกลไกต่าง ๆ กันหลายทางอันเนื่องมาจากผลของการที่มีสารเคมีหลายชนิดรวมอยู่ในส่วนประกอบของ โกโก้ โดยจัดเป็นส่วนผสมรวมกันแบบหลายชนิดที่เรียกกันว่า “คอกเทลผสม” (complex cogtail) จึงมีผลทำให้สมองสดชื่น ตื่นตัว มีความสุขและปีติ


        
นอกจากนี้ใน โกโก้ ยังมีสาร เฟนเนธีลามิน หรือ พีอีเอ (phenethylamind : PEA) จำนวนมาก แต่ในช็อกโกแลตมีน้อยกว่ามาก สารชนิดนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้หลั่งสารคล้ายฝิ่น (opioid) ออกมาคือสาร เอ็นโดฟิน (endorphins) ซึ่งจะไปเสริมฤทธิ์กับสารโดปามีนทำให้คนเรามีความสุขและมีความตื่นตัวทางเพศเพิ่มขึ้นอีกด้วย อนึ่งสาร พีอีเอ (PEA) นี้จะหลั่งเพิ่มขึ้นมากในสมองถ้าหากคนเราเกิดอารมณ์รัก (love) หรือช่วงที่ถึงจุดสุดยอดในขณะมีเพศสัมพันธ์ (orgasm) อนึ่งความตื่นเต้นและความสุขในขณะมีเพศสัมพันธ์นั้นเกิดจากการที่สมองของคนเรามีการหลั่งของสารพีอีเอเพิ่มขึ้นนั่นเอง
        
ดังนั้น โกโก้ จึงมีคุณสมบัติในการเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้อีกด้วย ส่วนช็อกโกแลตนั้นมีคุณสมบัติในการเพิ่มการหลั่งของสารเคมีในขณะที่มีอารมณ์รักเกิดขึ้นได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลที่ทำให้       ก่อเกิดประเพณีนิยมที่ชาวตะวันตกชอบให้ช็อกโกแลตเป็นของขวัญกับคู่รักของตนในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
        
นอกจากนี้ โกโก้ ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่มีกลิ่นและรสที่จำเพาะ ทำให้ภายหลังการดื่ม โกโก้ ก็จะเกิดมีกลิ่นหอมในปากและลิ้นชุ่มชื่นโดยมีรสพิเศษจำเพาะ ดังนั้นการดื่ม โกโก้ จึงมีผลทำให้ส่งเสริมบรรยากาศในการมีเพศสัมพันธ์ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ชาวอาหรับโบราณรู้จักกันดีจึงมีประเพณีนิยมที่ปฏิบัติกันมาสืบเนื่องตลอดจนถึงปัจจุบันคือการดื่ม โกโก้ ก่อนเข้าฮาเร็มทั้งหญิงและชาย
        
นอกจากนี้ โกโก้ ยังมีคุณสมบัติทำให้คนเราเกิดความรู้สึกของสุขภาวะที่ดี (sense of well being) ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากการที่ โกโก้  มีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเซโรโทนินในสมองเพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้น โกโก้ จึงนิยมใช้กันในหญิงวัยหมดระดูหรือนิยมใช้ดื่มในสตรีช่วงที่หลังมีระดูใหม่ ๆ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายผู้หญิงมีสารเซโรโทนินในสมองในปริมาณที่ต่ำ นอกจากนี้เรายังพบว่า ผู้หญิงจะมีการตอบสนองต่อโกโก้ดีกว่าผู้ชาย เพราะเป็นอิทธิพลมาจากฮอร์โมนเพศหญิงและการหลั่งสารเซโรโทนินนั่นเอง ดังนั้น โกโก้ จึงมีฤทธิ์ต้านภาวะซึมเศร้าในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายจึงมีผลทำให้ โกโก้ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงมาตลอดตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านพุทธศาสนาพระพุทธองค์ได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุดื่ม โกโก้ ได้แม้ในยามวิกาลในขณะที่พระองค์ทรงห้ามเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ รวมทั้งช็อกโกแลต นม เนย และอาหารปกติทั่วไป ยกเว้นน้ำปานะที่ทำมาจากผลไม้ที่มีผลขนาดเล็ก (อาจหมายถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รี่)



ผลของโกโก้ต่อสมอง

        
ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่แสดงยืนยันถึงผลดีของ โกโก้ ที่เกิดขึ้นกับสมอง ล่าสุดในปี พ.ศ.2558 มีการศึกษาวิจัยจาก มหาวิทยาลัย Reading ใน ประเทศอังกฤษ นำโดย .นพ. Jeremy PE Spencer และคณะ พบว่าการดื่ม โกโก้ ในขนาดสูง (เท่ากับปริมาณของสารฟลาวานอล 494 มิลลิกรัมต่อวัน) มีผลทำให้เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง   ในตำแหน่งต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณ anterior cingulated cortex และ central opercula cortex ของกลีบสมองพารีอีทัล (parietal) ในขณะที่การดื่ม โกโก้ ในขนาดต่ำ (23 มิลลิกรัมต่อวัน) ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสมองแต่อย่างใด
        
การศึกษาครั้งนี้ได้ทดลองในคนอายุ 50-65 ปี จำนวน 18 ราย โดยใช้วิธีตรวจการทำงานของสมองด้วยเครื่อง Functional Magnetic Resonance Imaging (FMRI) Scan ขนาด 3.0 เทสลา (Tesla) ทั้งก่อน    และหลังการดื่ม โกโก้ ในขนาดต่ำและสูงตามลำดับ โดยมีรูปแบบของการทำวิจัยเป็นแบบ placebo controlled, crossover, acute clinical trial และตีพิมพ์ผลงานใน วารสาร Psychopharmacology ในเดือนมิถุนายน 2558
        
ในปี พ.ศ. 2558 เดียวกันนี้เองยังมีรายงานจากกลุ่มนักวิจัยจากประเทศอิตาลีในนามของกลุ่ม The Cocoa Cognition and Aging (Cocoa) study ที่ทำการศึกษาแบบ randomized controlled trial ในประชากรสูงอายุจำนวน 90 ราย ที่ไม่เคยมีปัญหาด้านสมองเสื่อมมาก่อน โดยให้ดื่ม โกโก้ ใน 3 ขนาด คือ กลุ่มหนึ่งดื่ม โกโก้ ขนาดต่ำ (48 มิลลิกรัมต่อวัน), กลุ่มที่สองขนาดปานกลาง (520 มิลลิกรัมต่อวัน) และกลุ่มที่สามดื่มขนาดสูง  (993 มิลลิกรัมต่อวัน) เป็นเวลาติดต่อกัน 8 สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบผลในด้านประชา (cognition) โดยวิธีมาตรฐาน 3 วิธีคือการวัดผลด้าน Mini-Mental State  Examination (MMSE), The Trail Making Test (TMT) ชนิด A และ B พร้อมทั้งตรวจวัด Verbal Fluency Test (VFT)


        
ผลการศึกษาพบว่าการดื่ม โกโก้ ทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ในขนาดปริมาณ โกโก้ สูงและขนาดปริมาณ โกโก้ ปานกลาง มีผลทำให้การทดสอบประสิทธิภาพของสมองตามมาตรฐานทั้ง 3 รูปแบบ ดีขึ้นทั้งหมด ในขณะที่การดื่ม โกโก้ ในขนาดต่ำไม่มีผลเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่าการดื่ม โกโก้ ในขนาดปานกลางหรือขนาดสูงยังมีผลทำให้ความดันโลหิตในผู้เข้าร่วมการศึกษามีค่าลดลงอีกด้วย พร้อมทั้งมีการลดของค่าระดับไขมันในเลือดและการควบคุมค่าระดับน้ำตาลในเลือดได้ผลดีขึ้น โดยอาศัยกระบวนการของการเพิ่ม Insulin resistance ในผู้สูงอายุ แต่ผลเหล่านี้ไม่ปรากฏในกลุ่มผู้ทดลองที่ดื่มโกโก้ ในขนาดต่ำ ดังนั้นการดื่ม โกโก้ ที่ได้ผลดีจึงจำเป็นต้องดื่ม โกโก้ ในขนาดสูงหรือปานกลางจึงมีประสิทธิภาพผลดี ในขณะที่การดื่ม โกโก้ ในขนาดต่ำจะไม่ได้ประโยชน์แน่ชัดแต่อย่างใด
        
จากการศึกษาทั้งสองแห่งนี้บอกพวกเราว่า ถ้าจะดื่ม โกโก้ ให้ผลดีทางด้านความจำและการทำหน้าที่ของสมองแล้วจะต้องดื่มในปริมาณเท่าใดต่อวัน แต่ ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ก็ได้สรุปไว้แต่ต้นแล้วว่า 2 ช้อนชงของโกโก้ต่อวันจะช่วยให้ห่างไกลโรคความจำเสื่อมอัลไซเมอร์.

.........................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 40