อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ที่มาของปัญหา"เขาหัวโล้น" สภาพวันนี้-ทางแก้ยังพอมี!

สภาพป่าเขาหัวโล้น เกิดจากความล้มเหลวในการทวงคืนฝืนป่า ไม่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกใหม่ และไม่สามารถฟื้นฟูสภาพป่าได้ เป็นการสะสมปัญหามาโดยตลอด ไม่สามารถแก้ได้สำเร็จ...!! พุธที่ 28 ธันวาคม 2559 เวลา 09.00 น.


โดยข้อเท็จจริงแล้ว “ภูเขาหัวโล้น” ไม่ใช่มีแค่จังหวัดน่าน แต่ยังมีอีกหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลำปาง แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ ก็มีไม่น้อย เพียงแต่ที่น่าน คือ “เป้าใหญ่” ที่ถูกกล่าวถึงมาก เพราะความอุดมสมบูรณ์ที่มีมากมายในอดีตสูญหายไปอย่างรวดเร็วกว่าที่อื่นในปัจจุบัน

“เขาหัวโล้น” ไม่ได้มีเฉพาะ “ป่าสงวนแห่งชาติ” ที่อยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้เท่านั้น แต่ใน “ป่าอนุรักษ์” ทั้งที่เป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ที่ดูแลโดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็มี “เขาหัวโล้น” เพราะถูกบุกรุกแผ้วถางเช่นกัน เพียงแต่ในป่าสงวนฯ เป็น “เป้าใหญ่” ที่ถูกกล่าวถึงมากกว่าเท่านั้น เพราะภาพของป่าสงวนฯ คือ ภาพของพื้นที่ป่าที่แทบไม่เหลือป่าอยู่อีกเลย


ที่มาของปัญหา

1. การไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ป่ากลับมาได้จริง
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าประสบความล้มเหลว เพราะยึดคืนมาไม่ได้จริงตามรายงาน จึงไม่สามารถนำมาฟื้นฟูได้ ในพื้นที่ป่าสงวนฯ ที่ดูแลโดย กรมป่าไม้ ภาพรวมถูกบุกรุกยึดครองไปเกือบทั้งหมด แทบไม่เหลือที่อุดมสมบูรณ์ไว้เลย พูดได้ว่าไม่มีป่าสงวนฯ ป่าใดเลยที่มีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ทั้งป่า แม้แต่ป่าเดียว

ในป่าอนุรักษ์ที่ดูแลโดย กรมอุทยานฯ โดยภาพรวมมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่มาก แต่ก็ถูกบุกรุกยึดครองไปไม่น้อยเช่นกัน ร่วมๆ 6 ล้านไร่ หลายอุทยานฯ หลายเขตรักษาพันธุ์ ยังไม่สามารถยึดคืนป่าที่ถูกบุกรุกไปกลับมาได้ บางพื้นที่ยังมีหมู่บ้านชุมชนขนาดใหญ่อาศัยอยู่อย่างปกติ บางแห่งยังเป็นพื้นที่ทำกินกันอย่างปกติสุข

หากตรวจสอบลงไปในรายละเอียดก็จะพบว่าบางแห่งเป็นสวนยางพารา หรือสวนผลไม้ของชาวบ้าน มากกว่าป่าธรรมชาติ มีสภาพป่าเป็นแหว่งๆ ทั้งๆ ที่มีคน อุปกรณ์ งบประมาณมากกว่าหลายเท่า แต่ยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ที่ถูกยึดครองไปให้กลับมาได้

การประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ว่าจะอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ส่วนใหญ่จะเลือกเอาจากป่าสงวนแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีความสวยงาม เป็นแหล่งที่สลักสำคัญในทางธรรมชาติ ปล่อยให้ส่วนที่เหลือซึ่งมีสภาพเว้าแหว่งไว้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ

ถ้าเปรียบเทียบโดยใช้ต้นทุนเท่ากัน เงื่อนไขปัจจัยเหมือนกัน ก็ไม่แน่ว่า กรมอุทยานฯ กับ กรมป่าไม้ ใครจะ “ล้มเหลว” มากกว่ากัน ท่านนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกระทรวง ทส. ลองตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบและประเมินตามแนวทางนี้ อาจจะได้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ขึ้นมาบ้างก็เป็นได้



2. ไม่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกใหม่ได้
การปล่อยให้พื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกยึดครองอยู่ตลอดมาโดยไม่สามารถยุติได้เช่นนี้ ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนฯ และป่าอนุรักษ์ คือ การไม่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และไม่ใส่ใจในแนวคิดของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศ คสช. ซึ่งก็คือการขัดคำสั่งนั่นเอง และ “ความล้มเหลว” ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ นอกเหนือจากเรื่องผลประโยชน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอเช่นกัน

ทำให้ตัวเลขพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่อย่างจริงๆ ขณะนี้ต่ำกว่าตัวเลขที่ประเทศไทยควรมีป่าตามเกณฑ์ที่วางไว้ ทั้งจากเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หรือข้อกำหนดจากสหประชาชาติ ประเทศไทยจึงไม่อาจสูญเสียต้นไม้ได้อีกแล้วแม้แต่เพียงต้นเดียว และไม่สามารถที่จะสูญเสียพื้นที่ป่าไปได้อีกแม้เพียงไร่เดียว

3. ไม่สามารถฟื้นฟูสภาพป่าได้
เมื่อมีนโยบายหรือแนวคิดที่จะเอาพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก มาทำการฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพที่สมบูรณ์เช่นเดิมนั้น แต่การยึดคืนพื้นที่ป่ายังทำกันแบบหลอกๆ ไม่ได้ป่ามาจริงๆ “การปลูกพื้นฟู” ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะคนที่ครอบครองพื้นที่ยังอยู่ในที่เดิม

หากมีพื้นที่ป่าให้ปลูกบ้างก็ปลูกไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะงบประมาณส่วนหนึ่งกันไว้เป็นเงินทอน การฟื้นฟูป่าจึง “ล้มเหลว” ในทุกกรม ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะกับป่าสงวนฯ เท่านั้น แม้แต่ในป่าอนุรักษ์ก็ “ล้มเหลว” เพราะการปลูกเสริมในป่าอนุรักษ์ คือ การเอางบปลูกป่ามาแบ่งปันกัน ทำให้ “การฟื้นฟูพื้นที่ป่ายังคงล้มเหลว” ไม่สามารถแก้ไขได้


จึงสรุปได้ว่าสภาพป่าเขาหัวโล้นเกิดจากทั้งไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ป่ากลับมาได้จริง หรือเกิดความล้มเหลวในการทวงคืนฝืนป่า ตลอดจนไม่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกใหม่ได้ และไม่สามารถฟื้นฟูสภาพป่าได้ เป็นการสะสมปัญหามาโดยตลอด ไม่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ จึงเกิดสภาพเขาหัวโล้น กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งในป่าสงวนฯ และป่าอนุรักษ์



สภาพปัจจุบัน

สภาพ “เขาหัวโล้น” ยังคงมีสภาพเดิมไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด จนนายกรัฐมนตรี พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสำคัญต่อปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง และอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งมีมติ ครม เมื่อ 7 ก.ค. 2558 และพูดออกรายการ “คืนความสุขให้กับประชาชน” และให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

และล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ก็ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหา “เขาหัวโล้น” และปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ


การลงพื้นที่จังหวัดน่านของนายกฯ ในครั้งนั้น สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดังนี้
1. เป็นการสะท้อนรูปธรรมที่บ่งบอกถึงความเอาจริงและตั้งใจในการทำงานของท่านนายกฯ เพื่อที่จะดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง และได้กลับมาพูดในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั้งยืน” หรือรายการ “คืนความสุขเดิม” ถึงความตั้งใจที่จะผลักดันในการแก้ไข และพัฒนาเรื่องนี้ต่อ โดยหวังที่จะได้ฝากผลงานด้านนี้ไว้ในวันที่มีโอกาสบริหารประเทศ เพราะเล็งเห็นได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่

2. เป็นการสะท้อนรูปธรรมที่บ่งบอกถึง “ความล้มเหลว” ในการแก้ไขปัญหา “เขาหัวโล้น” ของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ จนท่านนายกฯ ต้องลงมาทำเอง และส่งผลทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถนำมาเป็นผลงานได้ และสิ่งที่ยิ่งตอกย้ำแสดงถึง “ความล้มเหลว” ก็คือ การที่รัฐมนตรี ทส.ออกมาเกรี้ยวกราดคาดโทษข้าราชการว่าทำงานล้มเหลว ทั้งๆ ให้เวลาทำงานมานานพอแล้ว



ทางแก้

1. ปฏิรูปคน
โดยที่ผ่านมาไม่มี “การปฏิรูปคน” แต่อย่างใด ปล่อยให้การโยกย้ายแต่งตั้งที่ยังคงสภาพเดิม ยังมีระบบเส้นสาย ระบบรุ่นเดียวพวกกันสำคัญที่สุด ตลอดจนยังมีข่าวคราวแบบไม่ชอบมาพากลทั้งในเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้ง และเงินงบประมาณและเงินรายได้ของอุทยานฯ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้จำนวนคนดีจึงลดน้อยลงเรื่อยๆ และคนดีที่เหลืออยู่ก็มีบทบาทที่เล็กลงด้วย เสียงของคนดีจึงค่อยๆ แผ่วเบาลง เมื่อระบบเป็นแบบนี้ “คนไม่ดี ไม่มีอุดมการณ์ นักลงทุนเสี่ยงโชค” จึงเบียดแทรกเข้าไปครอบครองตำแหน่งที่สำคัญ ระบบนี้เปิดประตูให้คนพวกนี้เป็นผู้รับผิดชอบ และกำหนดชะตากรรมบ้านเมืองและทรัพยากร

2. ปฏิรูประบบทำงาน
การทำงานแบบปัจจุบัน โดยคนที่อยู่ในปัจจุบัน ไม่น่าจะแก้ปัญหา “เขาหัวโล้น” ให้ประสบความสำเร็จอีกต่อไปได้ เพราะได้มีโอกาสและมีเวลาทำงานที่พอสมควรแล้ว และผู้บริหารในกระทรวงเกือบทุกกรม รัฐมนตรี ทส. ก็เลือกมากับมือเองเกือบทั้งหมด จึงต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไปโยนกันไปมาไม่ได้อีกแล้ว

คงต้องใช้ระบบการสั่งการตามกฏหมายที่เฉียบขาด และการตรวจสอบที่เข้มข้น ตลอดจนการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยเอาจริงเอาจังทุกขั้นตอน ควรเลิกการทำงานแบบอีเวนท์ เช่น การทำ MOU กับผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นที่ รมต.ทส. เลือกมาทำเพราะ MOU คือ การทำงานเพื่อขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ไม่ใช่ใช้กับลูกน้องตัวเอง

ด้วยสภาพการณ์ที่เป็นเช่นนี้ คาดว่าไม่น่าจะแก้ปัญหาเขาหัวโล้นได้แล้ว จึงเห็นสมควรว่านายกรัฐมนตรี พล.อ ประยุทธ์ ต้องลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ทั้งเปลี่ยนแปลงคน และระบบการทำงานในกระทรวงนี้ทั้งหมด เพื่อให้เกิดผลงาน และเรียกคืนความศรัทธาให้กลับมาโดยเร็ว ขจัดความเลวร้ายให้ออกไป อย่าให้สถานการณ์แบบนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือพวกไม่มีฝีมือยาวนานเกินไป เพราะแค่นี้ก็เกิดความเสียหายมากเพียงพอแล้ว

ท่านนายกฯ ก็คงเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า แนวคิดดีๆ ของท่านไม่ได้รับการปฏิบัติ และหากถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป
“ความเสียหาย” จะขยายวงกว้างออกอีก และท่านนายกฯ อาจจะถูกพูดถึงว่า “ไร้ผลงาน”

...ยังมีเวลา ยังมีโอกาส เพียงแต่ นายกฯ ต้องเร่งจัดการครับ!!


….............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”

ขอบคุณภาพ
กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรมมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    79%
  • ไม่เห็นด้วย
    21%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 711