อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ถึงเวลาทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องเหลียวแลเด็กไทย

คำกล่าวที่ว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้าหรือเด็กคืออนาคตของชาติมีมานานแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะฝากความหวังกับเด็กในวันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อปัญหา“การศึกษาไทย”ยังตกอยู่ในวังวนทั้งคุณภาพ-มาตรฐานการเรียนการสอน ศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560 เวลา 10.00 น.


วันเสาร์สัปดาห์ที่ 2ในเดือนแรกของทุกปีเป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญแก่เด็กว่า “เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” คำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560 นี้ ได้สะท้อนถึงแนวความคิดของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยอยากเห็นเด็กมีความเอาใจใส่กับการศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะได้มีความรู้ความสามารถนำไปประกอบอาชีพเมื่อเติบใหญ่ สร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติอย่างมั่นคง

แม้ว่ารัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีอภิปัญหามากมายนานัปการที่จะต้องสะสางทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ซึ่งมีการสะสมและหมักหมมมายาวนานหลาย 10 ปี จนทำให้ประเทศชาติประสบกับวิกฤตการณ์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง หากจะนำมาแยกออกเป็นกลุ่มประเภทต่างๆ ก็สามารถกำหนดเป็นวาระแห่งชาติได้นับร้อย

อย่างไรก็ตามรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการแก้ปัญหาการศึกษาของชาติอย่างเข้มข้นและจริงจังควบคู่กันไปกับการแก้ปัญหาด้านอื่นๆ โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาไปสู่ผลในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

อาทิ การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการศึกษาในระดับภูมิภาค ได้แต่งตั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ประธานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด (กศจ.) ทำหน้าที่กำหนดทิศทางในการศึกษา บริหารงานบุคคลากรทางการศึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเรียนแบบทวิศึกษา ซึ่งเป็นการเรียนสายสามัญควบคู่ไปกับวิชาชีพ



เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับวุฒิการศึกษาสายสามัญและประกาศนียบัตรวิชาชีพ การเรียนอาชีวศึกษาแบบทวิภาคี ในระหว่างเรียนจะได้ฝึกงานกับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและมีรายได้ตอบแทนระหว่างเรียนด้วย หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วมีงานทำทันที

“การลดเวลาเรียน” และ “เพิ่มเวลารู้” ของนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความถนัดอย่างมีความสุข การจัดให้มีการเรียนฟรีของเด็กเล็กวัย 3-5 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่สำคัญสำหรับการพัฒนาและเรียนรู้ก่อนวัยเรียน เด็กจะได้รับการพัฒนาความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจและทักษะต่างๆ ก่อนที่จะเข้าสู่การเรียนในระดับประถมศึกษา ฯลฯ

เด็กเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า ประเทศที่เจริญแล้วต่างล้วนให้ความสำคัญกับ “การศึกษาของชาติ เป็นอย่างมาก จึงได้ทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากรที่มีอยู่ สนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาของชาติอย่างจริงจัง และต่อเนื่องมานานนับศตวรรษแล้ว



ถ้าจะหันมามองดู “การศึกษาของไทย” จะพบว่ายังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากยังมีปัญหาในด้านมาตรฐานและคุณภาพของการเรียนการสอน การมุ่งแต่เกาะกระแสโลกและให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM ศึกษา) โดยละเลยการเรียนการสอน “วิชาภาษาไทย” ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของตนเอง

เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ ทั้งๆ ที่การเรียนการสอนในทุกวิชาล้วนต้องอาศัย “ภาษาไทย” เป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ หากเด็กยังมีปัญหาในการอ่านเขียนภาษาไทยก็จะเรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่องและไม่เข้าใจ การมีปัญหาในการอ่านเขียนและไม่เข้าใจความหมายของคำและเนื้อหาในประโยคต่างๆ เด็กจะรักการอ่านได้อย่างไร?

เนื่องจากการอ่านหนังสือเป็น “ยาขม” สำหรับเด็ก เมื่อให้อ่านหนังสือก็ไม่ได้รับอรรถประโยชน์จึงเกิดความเบื่อหน่าย การศึกษาในอนาคตที่มุ่งไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง (self learning) และการศึกษาแบบตลอดชีวิต (long life learning) สำหรับเด็กและเยาวชนก็คงยากที่จะสัมฤทธิ์ผล



เราคงเคยได้ยินคำกล่าวถึงเด็กว่า “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” หรือ “เด็กคืออนาคตของชาติ” กันมานานแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะฝากความหวังกับเด็กในวันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาของ “การศึกษาไทย” ยังตกอยู่ในวังวนไม่เปลี่ยนแปลงทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอน

สาเหตุนี้เกิดจาก “ศักยภาพ” ของผู้บริหารการศึกษาในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน ในขณะที่สังคมไทยและครอบครัวไทยมี ความอ่อนแอ” พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่สามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างถูกวิธีและเหมาะสม อีกทั้งภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทยก็ไม่ให้การเหลียวแลเด็ก มิหนำซ้ำยังทำร้าย เอารัดเอาเปรียบ และใช้เด็กเป็นเครื่องมือ ทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อตามความต้องการของผู้ใหญ่ที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม ฯลฯ

สิ่งดังกล่าวข้างต้นทำให้เด็กตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ “เลวร้ายแทบไม่มีทางเลือก” ซึ่งเป็นความล่อแหลมของชีวิตเด็กที่ไม่ได้รับการพัฒนาตามวัยอย่างเหมาะสม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วทำให้เด็กขาด “ความรู้เท่าทัน” ตกอยู่ในความเสื่อมโดยไม่รู้ตัว รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี 2560 นี้ผ่านไปดังเช่นวันเด็กแห่งชาติในปีก่อนๆ

เมื่อนายกรัฐมนตรีเข้าใจปัญหาการศึกษาของชาติอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วก็ต้อง “ขันน็อต” บุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มงวดและจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าราชการระดับสูงที่บริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการ” มีความเชื่อมั่นตนเองสูง ไม่ยอมรับรู้สภาพปัญหาที่แท้จริง มุ่งแต่นำความรู้ที่ได้รับมาจากการศึกษาหรือดูงานต่างประเทศ มาจัดการศึกษาโดยไม่มีการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสังคมไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสังคมต่างชาติโดยสิ้นเชิง

สังคมไทยในทุกภาคส่วน จึงควรรับรู้ถึง “ปัญหาของเด็ก” และควรร่วมกันเหลียวแลเด็กให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อสร้างโอกาสและประสบการณ์ที่ดีแก่เด็ก

เมื่อเรายอมกันรับว่าเด็กจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต ทำไมเราจึงไม่ “เหลียวแล” และพัฒนาเด็กไทยร่วมกัน เพื่อเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศที่เจริญแล้ว...


…....................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 176