อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 29 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 29 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เคล็ดลับธุรกิจยั่งยืนฉบับญี่ปุ่น รับ"คนเก่ง"เป็นลูกหลาน

ในญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรม“Mukoyoshi”หมายถึงลูกบุญธรรม คือการรับอุปการะลูกหลานหรือลูกเขยมาพยุงธุรกิจให้อยู่ยงคงกระพัน ดังนั้นการอุปการะในญี่ปุ่นไม่ใช่เพราะสงสารหรือเห็นใจเด็กยากจนหรือเด็กกำพร้า พฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2560 เวลา 10.00 น.


หากใครไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วได้สัมผัสกับบริษัทห้างร้านเก่าแก่ที่ยืนยงคงกระพัน สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เคยสงสัยอย่างที่ “หมวยเล็ก” สงสัยไหมว่า...เขาทำกันได้ยังไง? บางบริษัทงี้สืบทอดต่อกันมาเป็นร้อยๆ ปี ยังแข็งแกร่งมาได้จนถึงทุกวันนี้ หรือว่าดีเอ็นเอการค้านี่มันสืบทอดกันมาเข้มข้นมากในประเทศนี้ น่าอัศจรรย์จริงๆ ค่ะ

เพราะโดยปกติบริษัทที่ว่าแกร่งๆ สืบทอดกันมาได้ 3 ชั่วอายุคนก็เริ่มง่อนแง่นแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับดีเอ็นเอของตระกูลเลย เป็นเรื่องของวัฒนธรรมล้วนๆ ในญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Mukoyoshi” (婿養子) หมายความว่า “ลูกบุญธรรม” คือการรับอุปการะลูกเขย (แต่ปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่ลูกเขยเท่านั้น) มาใช้นามสกุลของฝ่ายหญิงเพื่อให้สืบทอดกิจการของครอบครัวฝ่ายหญิงต่อไป

งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า ธุรกิจทั่วโลกส่วนใหญ่จะอยู่คงทนตามกาลเวลาไม่ค่อยได้นานหรอก ไม่เหมือนญี่ปุ่น ธุรกิจส่วนใหญ่ที่นี่ 1 ใน 3 เป็นแบบสืบทอดกันในครอบครัว และข้อมูลทางสถิติก็บอกว่า ข้อดีของธุรกิจแบบครอบครัวจะสามารถได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า มูลค่าทางการตลาดสูงกว่าบริษัทคู่แข่ง ซึ่งไม่ได้มาจากการเป็นธุรกิจแบบครอบครัว

ธุรกิจที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นต่อรุ่นที่เรารู้จักกันดีของญี่ปุ่นก็คือ บริษัทรถยนต์ซูซูกิ โตโยต้าและบริษัทการเงินชื่อดัง “มัตซุย ซิเคียวริตี้” นั่นเอง

เมื่อครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กฎหมายระบุให้ครอบครัวใดก็ตามที่มีมรดกต้องสืบทอดมรดกนี้ให้กับลูกชายเท่านั้น ซึ่งตามธรรมเนียมก็มักจะเป็นลูกชายคนโตของบ้าน แม้กฎหมายนี้จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่วัฒนธรรมนี้ก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นพวกธุรกิจที่ไม่ได้มีทายาทเป็นผู้ชายก็มักจะหาทางออกกันโดยการ “รับคนเก่งๆ มาใช้นามสกุลเดียวกัน” มาเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้เป็นลูกบุญธรรม ลูกนอกสมรส หรือจับแต่งงานกับลูกสาวให้กลายเป็นลูกเขยแล้วให้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลฝ่ายหญิง

การรับอุปการะแบบนี้ไม่ใช่ในรูปแบบที่เจอกันบ่อยๆ ในไทยแน่นอน เพราะการรับอุปการะใครสักคนเพื่อให้เขาสืบทอดกิจการต่อไป ย่อมไม่ใช่การคัดเลือกเด็กเล็กๆ ที่ฉายแววอัจฉริยะมาเลี้ยงดูแน่นอน แต่เป็นการรับอุปการะคนหนุ่มอายุ 20-30 กว่าปีที่โปรไฟล์ดี ทำงานเก่งถึงเก่งมากมาดองเป็นญาติกัน ทำให้ในญี่ปุ่นมีอัตราการอุปการะสูงถึงกว่า 80,000 คนต่อปี และในจำนวนนี้ 98 % เป็นคนหนุ่มทั้งนั้นที่ถูกอุปการะ

ดังนั้นการอุปการะกันส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นเพราะสงสารหรือเห็นใจเด็กน้อยยากจนหรือเด็กกำพร้าหรอกค่ะ แต่เป็นไปเพื่อ “พยุงธุรกิจให้อยู่ยงคงกระพัน”



อย่าง 5 อันดับธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นี่ก็เป็นบริษัทจากญี่ปุ่นทั้งสิ้น ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็คือ บริษัท Kongō Gumi Co., Ltd.” เป็นบริษัทก่อสร้างที่ให้บริการมาแล้วกว่า1,400 ปี!!! ตั้งแต่คริสตศักราชที่ 578 สืบทอดกันมา 46 รุ่น ในปัจจุบันก็ยังเปิดให้บริการอยู่นะคะ แต่ถูกควบรวมไปเป็นบริษัทในเครือของกลุ่ม Takamatsu แล้วตั้งแต่ปี 2549

คนบางกลุ่มก็จะเห็นว่าวัฒนธรรมการอุปการะแบบนี้เนี่ยมันดูแปลกๆ แต่จากบทความตีแผ่ผลการวิจัยในเว็บไซต์ New Economy การทำเช่นนี้กลับเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ธุรกิจยืนอยู่ได้หลายชั่วอายุคน ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ...

อย่างแรกเลย แน่นอนแหละว่า เจ้าของสามารถเลือกเอาคนที่มีความสามารถในระดับผู้จัดการหรือผู้บริหารในตำแหน่งใดก็ตามที่ฉายแววความเก่งกาจขึ้นมาแปะเป็นชื่อทายาทของบริษัทได้หลังจากที่ตกลงปลงใจว่าจะมาใช้นามสกุลเดียวกันโดยการรับอุปการะหรือรับเป็นลูกบุญธรรม จากนั้นก็เขี่ยพวกลูกหลานตัวจริงที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวตกรางไป

ประการที่สอง คือเป็นการกดดันลูกหลานในสายเลือดให้ต้องเร่งพัฒนาตัวเองให้เก่งและแสดงความสามารถในการบริหารได้ดี จะได้ไม่ต้องถูกผู้ใหญ่เขี่ยออกไปแล้วเอาคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดแทน พอผู้บริหารแข่งกันทำงานแบบนี้แน่นอนผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับบริษัทค่ะ

ตอนนี้ในญี่ปุ่นถึงขนาดมีบริษัท “แม่สื่อ” หรือเอเจนซี่จัดหาหนุ่มๆ ที่เต็มใจอยากจะถูกอุปการะ มาป้อนความต้องการของตลาดด้วยซ้ำไป เพราะญี่ปุ่นมีอัตราเกิดที่ต่ำ และบางบ้านก็มีแต่ลูกสาว ผู้หญิงบางคนจึงต้องใช้บริการเอเจนซี่พวกนี้ในการจัดหาชายหนุ่มที่จะยอม “ถูกอุปการะ มาใช้นามสกุลเดียวกัน” เพื่อเข้ามาบริหารงานบริษัทของพ่อแม่เธอต่อไป

ขณะเดียวกันหนุ่มหลายคนที่มีความสามารถก็กำลังมองหาโอกาสในการถูกอุปการะอยู่เหมือนกัน เพราะการได้ทางลัดนี้จะสามารถขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารอย่างรวดเร็วมากกว่าการไต่เต้าเอาจากการสร้างผลงานในบริษัทแน่นอน นอกจากนี้การรับอุปการะยังเป็นเรื่อง win-win กับทั้งสองฝ่าย เพราะคนที่ถูกอุปการะก็จะได้สืบทอดธุรกิจ ส่วนครอบครัวเขาก็จะได้เงินจำนวนมากเพื่อแลกกับการที่ลูกชายจะต้องเลิกใช้นามสกุลเก่า หันไปใช้นามสกุลของผู้อุปการะแทน

“ทสึเนมารุ ทานากะ” หนุ่มรายหนึ่งที่ใช้บริการเอเจนซี่เหล่านี้ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการเปลี่ยนนามสกุลนะ ก็เหมือนกับชื่อเล่นที่รัฐบาลให้มาตอนไปจดทะเบียนสำมะโนครัวนั่นแหละ และผมก็มั่นใจในทักษะของตัวเองว่ามันจะเป็นประโยชน์กับบริษัท ดังนั้นถ้าผมจะมีโอกาสใช้มันทำให้บริษัทประสบความสำเร็จขึ้นมา มันก็ดีสำหรับทุกคนไม่ใช่เหรอ?”

ดูๆ ไปก็เป็นวัฒนธรรมที่ใจกว้างเหมือนนะคะเนี่ย จะเป็นลูกหรือหลานก็ไม่สนล่ะ ถ้าไม่เก่งก็ “ถอยไป” ให้คนที่เก่งกว่าดูแลบริษัทไปเสีย ถ้าบริษัทนี้กำไรดีอยู่แล้วก็ดีค่ะ แต่ถ้าร่อแร่อยู่แต่แรกแล้วเข้าไปนั่งเป็นประธาน เกิดบริหารได้ไม่ดีไม่สามารถพยุงชีวิตของบริษัทต่อไปจนต้อง “ล้มละลาย” มีหวังโดนลูกหลานตัวจริงสาปแช่งเอาแน่นอน!!


…......................................
คอลัมน์ : มุดรั้วบ้านเพื่อน
โดย “หมวยเล็ก”


ขอบคุณข้อมูลจาก BBC 

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 49