อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เยือนถิ่นมอญบ้านโป่ง : กินอยู่ดูมอญเมืองราชบุรี

“เจี้ยะโม่งโร่งโม่นเดิงราชบุรี = กินอยู่ดูมอญเมืองราชบุรี”ชื่องานกลุ่มคนมอญอำเภอบ้านโป่ง 3 ตำบล รวมตัวกันจัดงานลักษณะคล้ายงานวัด เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พุธที่ 25 มกราคม 2560 เวลา 10.00 น.


เมื่อเร็วๆ นี้ได้รับคำชวนจาก คุณคมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ให้ไปเที่ยวงาน “เจี้ยะโม่งโร่งโม่นเดิงราชบุรี = กินอยู่ดูมอญเมืองราชบุรี” ชมนิทรรศการ “มอญใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์” ณ วัดมะขาม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เห็นว่าไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก จึงตอบคำรับปากว่าจะไปเยือนถิ่นมอญบ้านโป่งสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ประเทศไทยของเราเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ผู้คนในชุมชน หมู่บ้าน มีอัตลักษณ์ มีวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมที่สวยงาม มีเสน่ห์ ทั้งด้านการแต่งกาย การละเล่น อาหารหรือแม้กระทั้งเรื่องความเชื่อ โดยเฉพาะ กลุ่มคนชาติพันธุ์มอญ ที่กระจัดกระจายอยู่ในไทย ประมาณ 37 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค



“คนมอญ” เป็นคนเก่าแก่ในภูมิภาคนี้ ประเพณีวัฒนธรรมหลายอย่างที่เราเห็นอยู่ในสังคมไทย ปัจจุบันบางส่วนเราก็ได้รับอิทธิพลจากมอญ แม้แต่ภายในพระบรมมหาราชวังทุกวันพระก็มีการ “สวดพระปริตรมอญ” เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์

เมื่อถึงบ้านโป่งขับรถลัดเลาะไปตามถนนริมแม่น้ำแม่กลอง ชมบ้านเรือนเก่าแบบชุมชนมอญโบราณที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง ถึง “วัดตาผา” เห็นอักษรมอญปรากฎอยู่ที่ซุ้มประตูวัด คิดว่าคงถึง “หมู่บ้านมอญ” แน่ๆ แล้ว ขับรถเข้าไปชมบรรยากาศ ไหว้พระภายในวัดเสร็จแล้วก็ขับรถไปอีกนิดหน่อยถึง “วัดใหญ่นครชุมน์” เข้าไปเดินชมวัด ไหว้พระเจดีย์ศิลปะแบบมอญ วัดนี้ร่มรื่นมีศาลา กุฎิไม้เก่าหลายหลัง อุโบสถก็ดูสวยงาม





เมื่อออกจากวัดใหญ่นครชุมน์ข้ามสะพานไปก็เจอ “วัดมะขาม” สถานที่จัดงาน เห็นป้ายทางซ้ายมือเขียนว่าอีก 100 เมตร มี “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง” อันเลื่องลือ อยากจะไปชมมานาน เมื่อไปถึงพิพิธภัณฑ์พบว่าเป็นอาคารหลังใหญ่ ภายในมีตำนานการสร้างเจดีย์ชเวดากองที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น

โดยพี่น้อง 2 พ่อค้าชาวมอญ เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคนมอญ ประวัติคนมอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารจำนวน 9 ครั้ง มีอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอญตามลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ใบลานจารึกอักษรมอญโบราณ ใบลานจารึกการรักษาโรค พิพิธภัณฑ์แห่งนี้น่าจะเป็นแหล่งรวบรวมวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนมอญที่ใหญ่ที่สุด เพราะเท่าที่ทราบหลายแห่งพยายามสร้างก็ยังไม่สำเร็จ



“เจี้ยะโม่งโร่งโม่นเดิงราชบุรี = กินอยู่ดูมอญเมืองราชบุรี” เป็นชื่องานที่กลุ่มคนมอญอำเภอบ้านโป่ง 3 ตำบล รวมตัวกันจัดงานลักษณะคล้ายๆ งานวัด นอกจากมอญ 3 ตำบลรวมตัวกันแล้ว ยังมีคนมอญจากชุมชนต่างๆ หลายจังหวัดมาร่วมด้วย เท่าที่เห็นมีมอญมาจากบ้านบางขันหมาก จ.ลพบุรี กลุ่มสตรีมอญสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มอญจากเจ็ดริ้ว จ.สมุทรสาคร มอญจากจังหวัดปทุมธานี แต่ละชุมจนก็นำเอาของดี นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า น้ำพริก ปลาส้ม หรือของใช้ต่างๆ

ตกค่ำคืนก็นำการแสดงของดีของดังแต่ละชุมชน อาทิ มีการแสดงลิเกมอญ รำมอญ ร้องทะแยมอญ ดูแล้วอดคิดถึงอนาคตไม่ได้ว่า “เราจะรักษาของดี ทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ได้อย่างไร” วันหนึ่งหากไม่มีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ทำงานด้านวัฒนธรรมเหล่านี้ที่อุทิศตนโดยไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ นอกจากมี “ใจที่รัก” เท่านั้น คอยสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมที่ดีงามแบบนี้ คงต้องสูญหายไปแน่ๆ



แต่ทราบว่าการจัดงานในครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ถือว่าเป็นความโชคดีของ “คนมอญบ้านโป่ง” เพราะชุมชนคนทำงานวัฒนธรรมหลายแห่งอยากจะจัดงานแบบนี้บ้าง แต่ก็ไม่มีแหล่งทุน ก่อนกลับบ้านได้ “น้ำพริกปลาย่างมอญบ้านโป่ง” มา 3 กระปุกรสชาติอร่อยน่าจะต่อยอดขึ้นห้างได้ ยิ่งคลุกกับข้าวร้อนๆ อร่อยยิ่งกว่าน้ำพริกบรรดา “น้ำพริกคุณแม่” ทั้งหลาย

งานสุดท้ายเรื่องมอญเช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี ร่วมกับ “วัดประดิษฐาราม (วัดมอญ)” เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ชุมชนมอญบ้านสมเด็จ กำลังฟื้นฟูวิถีชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนมอญบ้านสมเด็จขึ้นได้จัดอบรมสอนให้นักเรียนและคนในชุมชนมอญบ้านสมเด็จ ทำ “ธงตะขาบ” อันเป็นวัฒนธรรมภูมิปัญญามอญเพื่อใช้ในกิจกรรมศาสนา



เท่าที่คุยกับ ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และอาจารย์สรณา อนุสรณ์ทรางกูร รองคณบดี ทั้ง 2 ท่านอยากทำให้สถาบันการศึกษาใกล้ชิดกับชุมชน วัด และประชาชนมากขึ้น หากเป็นไปได้อนาคตสังคมไทยอาจเห็น “ศูนย์มอญศึกษา” ภายใน มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี แห่งนี้ หากเป็นไปดังท่านว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎอื่นๆ ทั่วประเทศก็ควรนำแบบอย่างไปใช้ มหาวิทยาลัยราชภัฎต้องอยู่กับชุมชน ต้องรู้เรื่องชุมชนตนเอง ต้องสร้างคนในชุมชนให้มีจิตสำนึกรักและหวงแหนชุมชน อย่าหลงประเด็นไปทางอื่น

สุดท้ายขอขอบคุณพี่คมสรร จับจุ และมหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี ที่ชวนไปดูกิจกรรมดีๆ แบบนี้ หวังว่าอนาคตการทำงานด้านวัฒนธรรมการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นคงจะมีผู้สนับสนุนและได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น การรักษาวัฒนธรรมประเพณี เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศชาติ

และที่สำคัญสามารถสร้าง
“รายได้” ให้เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นด้วยอีกทางหนึ่ง เว้นบางชุมชนที่มีผู้นำไร้เดียงสา..!!
…....................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 13