อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สุดสงสารจับใจ'น้องเก้า' ป่วยโรคตุ่มน้ำพองเรื้อรัง

ในใจของเธอคิดเพียงว่าลูกอย่าเป็นอะไรมากกว่านี้เลย เพราะอาชีพก่อสร้างคงไม่มีเงินก้อนโตรักษาลูกให้หายป่วยวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ได้แน่นอน ลูกต้องนอนร้องไห้ทรมานแบบนี้ไปอีกสักเท่าใด อาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2560 เวลา 08.00 น.


สงสารก็สงสารจับใจ...แต่ทุกคนเกิดมาก็ย่อมอยากมีชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากพบเจอมรสุมชีวิต แต่จะทำอย่างไรได้เล่า??? เมื่ออุปสรรคมันเข้ามาแล้ว ก็ต้องทน ฝ่าฟันให้ผ่านพ้นไปให้ได้ แค่ไหนที่เรียกว่า “ยาก” ก็ต้องสู้ให้ชนฝา เพื่อความอยู่รอดในวันพรุ่งนี้

นี่คงเป็นภาพและเรื่องราวสุดรันทดของเด็กชายรายหนึ่ง ที่กำลังป่วยเป็น “โรคตุ่มน้ำพองเรื้อรัง” ด้วยวัยเพียง 3 ขวบ “น้องเก้า” (สงวนชื่อ-สกุลจริง) ครอบครัวมีฐานะยากจน จึงไม่มีเงินรักษา อาการของโรคก็กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และร่างกายเด็กกำลังทรุด จึงวอนขอให้ผู้มีจิตเมตตาช่วยกันคนละไม้คนละมือ แชร์เรื่องราวนี้ทีเถอะ!!!



“นางวิลาวัลย์ พิพาทชนะเจน” ผู้เป็นแม่ อายุ 29 ปี เล่าให้เราฟังว่า ตนและสามีวัย 39 ปี พยายามสร้างครอบครัวให้มีความสุขที่สุด ตามวิถีชีวิตคนหาเช้ากินค่ำ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 9 ต.ห้วยร่วม อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ มีลูกชาย 2 คน โดยคนโตอายุ 12 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 3 ขวบ

เมื่อย้อนกลับไป ก่อนเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมา ครอบครัวนี้ก็อยู่กินเป็นปกติ ตามวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด กระทั่งลูกชายของเธอคนเล็กวัย 3 ขวบ มีอาการตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นที่ผิวหนัง และหนักขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงสงสัยว่า “แพ้ยางมะละกอ” จึงพาลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ

โดยระยะเวลา 1 เดือน เปลี่ยนการรักษา 3 หน รอบแรกได้ยารักษา “โรคงูสวัด” แต่ยิ่งทายิ่งกำเริบมากขึ้น เด็กร้องโอดโอยทุกข์ทรมาน หลังจากนั้นได้ยารักษา “โรคเริม” อาการก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด และสุดท้ายได้ยารักษา “โรคอีสุกอีใส” ก็ไม่หายสักวิธี จึงย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด



“หมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดบอกว่าภูมิคุ้มกันเด็กต่ำมาก จึงรักษาอยู่ที่นั่น 4 เดือน แต่อาการก็ยังไม่ลด ปวดแสบปวดร้อน นอนทรมาน ร้องไห้ เราเองก็สงสารลูก ภาพมันติดตา ทำไมลูกเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ พูดแล้วน้ำตาจะไหล”


ในใจของเธอคิดเพียงว่า “ลูกอย่าเป็นอะไรมากกว่านี้เลย” เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี??? เพราะทุกวันนี้ก็ทำแต่อาชีพก่อสร้างรายวัน 300 บาท คงไม่มีปัญญาหาเงินก้อนโตมารักษาลูกให้หายป่วยในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ได้อย่างแน่นอน แล้วลูกจะต้องนอนร้องไห้ ทรมานแบบนี้ไปอีกสักเท่าใด??? เธอท้อและไม่อยากคิดอะไรต่อแล้ว



แต่บางช่วงจังหวะชีวิต โชคดีของเธอที่คนละแวกบ้าน มาเยี่ยมอาการของลูกชาย จึงสอบถามข้อมูลทั้งหมด และขออนุญาติถ่ายรูป นำไปเผยแพร่ลงบนโซเชียลมีเดีย ภายหลังปรากฏว่า...มรสุมชีวิตที่ซัดเข้ามานั้น กำลังจะเคลื่อนตัวออกไป เพราะมีผู้ใจบุญโอนเงินเข้ามา แนะนำติดต่อให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ

“ตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเราไม่ได้บอกหมอ เพราะเห็นลูกเป็นหนักมาก นอนร้องไห้ตลอดทั้งคืน และไม่ได้รอใบส่งตัวจากโรงพยาบาลประจำจังหวัด กลัวน้องแย่มากกว่านี้ เพราะแย่มากแล้ว ใส่เสื้อผ้าไม่ได้ วันเดินทางก็ต้องห่อตัวน้องด้วยผ้า แล้วอุ้มไป รักษาอยู่ 2 คืน จ่ายค่ารักษา 6,800 บาท”

ผลวินิจฉัยออกมาว่า “น้องเก้า” ป่วยเป็น “โรคบูลลูส เพมฟิกอยด์” (bullous pemphigoid) เป็นกลุ่มโรคตุ่มน้ำพองเรื้อรัง ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยมีการสร้างแอนติบอดี้ที่มาทำลายการยึดของเซลล์ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวหนังหลุดลอกออกจากกันโดยง่าย ทำให้เกิดอาการตุ่มน้ำพองที่ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ



คุณหมอโรงพยาบาลรัฐแห่งนี้ ได้สอบถามเธอก่อนแล้วว่า หากไม่มีใบส่งตัวมา จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งเสี้ยววินาทีนั้น เธอยอมทุกอย่าง และคุณหมอยังแนะนำให้กลับไปทำเรื่องส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นทาง จึงทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาทุเลาลงไปมาก จนถึงขณะนี้แผลเริ่มตกสะเก็ดไปทั้งตัวแล้ว แต่แพทย์ก็ไม่สามารถตอบได้แน่ชัดว่า จะกลับมาเป็นโรคซ้ำอีกหรือไม่???

เพราะหากสภาพแวดล้อมที่อยู่นั่นเป็นปัจจัยเสี่ยง และโรคก็มีช่วงสงบและช่วงรุนแรง จึงต้องประเมินในระยะยาว เพื่อดูอาการจะกำเริบหรือไม่? โดยในวันที่ 20 ก.พ. ต้องไปพบคุณหมอเพื่อติดตามผลและตรวจอาการ ซึ่งทุกวันนี้ยังคงต้องทานยา “สเตียรอยด์” หลังอาหารเช้า-เย็น วันละ 4 เม็ด และยาแก้คัน เช้า-กลางวัน-เย็น

“ทุกวันนี้จะเลี่ยงให้เขาเข้าไปในเขตก่อสร้าง แต่ก็เลี่ยงยากเพราะด้วยอาชีพเราก็ต้องเอาลูกไปเลี้ยงแบบนั้น เวลาโดนฝุ่นจะคัน โดนแดดแผลจะแดง คุณหมอย้ำว่าให้ดูแลเรื่องความสะอาด ฝุ่น ห้ามเข้าเขตก่อสร้าง ออกกำลังกาย ทานผักมากๆ”



นี่อาจเป็นหนึ่งช่องทางในยุคโซเชียลมีเดีย ที่สามารถช่วยอีก 1 ชีวิต ให้รอดจากโรคภัยได้ และทำให้คนที่ไม่รู้จักกัน เกิดความรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจกัน บางคนเข้าใจหัวอกของผู้เป็นแม่ ซึ่งเธอและสามีฝากขอบคุณจากใจด้วยว่า...

อบคุณทุกๆ แชร์ที่ทุกคนช่วยกันแชร์ จนมีคนมาเจอแล้วเข้ามาช่วยเหลือ ขอบคุณจากใจจริงๆ น้องได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพแล้ว วันนี้กลับบ้านได้แล้ว ขอบคุณเงินจากผู้ใจบุญทุกคน ส่วนผู้ใจบุญที่ส่งยามาให้ ทางคุณหมอแจ้งว่าให้งดก่อน ขอบคุนมากที่ช่วยลูกของหนู”

…............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”

ขอบคุณภาพ : Oho Jaruwan, Tachayut Pipatchanajen


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 8