อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 29 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 29 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ใช้"กำพืด"เป็นเกณฑ์แต่งตั้ง 'ผู้บริหาร'ที่กระทรวง ทส.

การใช้“กำพืด”คัดสรรผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงฯ ต้องย้อนดูว่าบุพการีใครเคยทุจริตในหน้าที่ ถูกจับกุมคุมขังหรือไม่ ถ้ามีจะไม่แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ เพราะถือว่าผู้นั้น“กำพืด”ไม่ดี!! พุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.00 น.


มีข่าวชิ้นเล็กๆ อยู่ชิ้นหนึ่งความว่า...

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและการดำเนินการตามนโยบายในการต่อต้านการทุจริต ประจำปีงบประมาณ 2560 มีการถ่ายทอดสด video conference ไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ทส. ทั่วประเทศ 76 จังหวัด

โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. เป็นประธาน ซึ่งเวทีดังกล่าวเป็นการร่วมเสวนาของผู้บริหารระดับสูงของ กระทรวง ทส. และผู้บริหารของ สตง., ปปช., ปทท. ซึ่ง นายเสริมยศ สมมั่น รองปลัด ทส. ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมของกระทรวงฯ ได้กล่าวในวงเสวนาต่อหน้า รมต.ทส. ตอนหนึ่งว่า...


ารคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ต่อไปนี้ต้องคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติดังนี้ จึงจะผ่านกระบวนการคัดสรรของคณะกรรมการระดับกระทรวง คือ 1. ต้องเป็นผู้มีความรู้  2. เป็นผู้ที่มีความสามารถ และ 3. เป็นคนที่มีกำพืดดี”



ข่าวชิ้นเล็กๆ แต่เป็นข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่ชิ้นนี้ ของ ท่านเสริมยศ สมมั่น ควรนำไปสู่การปฏิบัติจากทุกฝ่ายอย่างจริงจังและรวดเร็ว เพราะข้อเสนอนี้...

- สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) ที่มี 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.สร้างสังคมไม่ทนต่อทุจริต 2.สกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย 3.พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก 4.ยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านด้านการทุจริต 5.ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต และ 6.ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต เพื่อ “สร้างประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต” หรือ Zero Tolerance & Clean Thailand”

- จะช่วยปรับดัชนีภาพลักษณ์คอรัปชั่นให้สูงขึ้น เพราะจากการสำรวจของ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) พบว่าในปีนี้ไทยได้เพียง 35 คะแนน น้อยกว่าปี 2558 ที่ได้ 38 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ โดยอยู่ในระดับเดียวกันกับกาบอง ไนเจอร์ เปรู และสูงกว่าโซมาลี ที่ได้ที่สุดท้ายเล็กน้อย และที่สำคัญต้องใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับทุกตำแหน่ง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไล่เรียงลงไปถึงรัฐมนตรี ตลอดจนทุกตำแหน่งของข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ เพราะล้วนเป็นตำแหน่งที่สำคัญ



ข้อเสนอ 3 ประการที่ถูกเสนอให้นำมาใช้สำหรับการคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง คือ...

1. เป็นผู้มีความรู้
แม้ว่าการศึกษาจะจบมาจากไหน เรียนในระบบมาอย่างไรไม่สำคัญ สำคัญว่าเมื่อมาบริหารราชการในตำแหน่งแล้วต้องมีความรู้ มีความเข้าใจ ทั้งความรู้ทั่วไปในงานในหน้าที่ ความรู้ในนโยบายของรัฐบาล ความรู้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการทำงาน และความรู้ในการควบคุมการทำงาน

ยกตัวอย่าง เช่น พล..ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในคราวที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่ กระทรวง ทส. และ กระทรวงศึกษาธิการ แม้ท่านจบทางการทหารมา แต่ท่านก็สามารถใช้เวลาสั้นๆ ในการเรียนรู้งาน และในไม่ช้าก็สามารถสั่งงานได้เลย เกิดผลงานที่ดีๆ ขึ้นมากมาย โดยไม่ต้องโอ้อวดยกยอตัวเองว่าตัวเองมีความรู้มาอย่างมากมายอย่างไร เก่งกาจแค่ไหน เพราะแค่คำพูดคำเดียว สั่งราชการครั้งเดียว ผู้คนก็สามารถรู้ได้เลยว่าผู้นั้นโง่หรือฉลาด มีความรู้ มีกึ๋นจริงหรือไม่ ที่ให้เครดิตกับ ท่านดาว์พงษ์ เพราะท่านรู้จริง ทำงานได้จริง ไม่เคยเห็นท่านอวดโม้ว่ามีความรู้มากกว่าใคร และไม่เคยเห็นท่านให้คะแนนตัวเอง แต่กลับปล่อยให้สังคมให้คะแนนท่าน ซึ่งคะแนนก็ออกมาดี


2. เป็นผู้ที่มีความสามารถ
ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นผู้ที่สามารถดำเนินงานตามนโยบายได้ สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และมีความสามารถควบคุมกำกับในการดำเนินงานได้ดี เช่น พล..ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในคราวที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 กระทรวงที่ผ่านมา ได้ทำให้ประสบความสำเร็จมาแล้ว ท่านดาว์พงษ์ ไม่ลุ่มหลงยึดติดอยู่กับความสุขความสบายที่ถูกประเคนโดยลูกน้องคนใกล้ชิด ทราบว่าท่านกินและนอนแบบคนทั่วไปได้ ไม่พูดอย่างทำอีกอย่าง และไม่เชื่อรายงานหลอกๆ ของลูกน้อง ท่านเป็นตัวของตัวเอง กล้าตัดสินใจกล้าเปลี่ยนแปลง และไม่มีแผลให้ลังเลแต่อย่างใด ไม่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ปากว่าตาขยิบ ไม่ใช้บริการคนเลว



3. เป็นคนที่มีกำพืดดี
เรื่องนี้สำคัญสุดครับ ผมชอบความคิดความเห็นนี้ของ ท่านเสริมยศ ผู้เสนอเป็นอย่างยิ่ง และเชื่อว่าถ้านำไปใช้กับทุกกระทรวงอย่างจริงจัง ไม่กี่ปีประเทศไทยก็จะดีขึ้น และจะกลับขึ้นไปอยู่ในลำดับต้นๆ ของดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น และโดยเฉพาะใน กระทรวง ทส. เอง หากใช้กรอบแนวคิดนี้ และให้โอกาส ท่านเสริมยศ ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดยใช้ “กำพืด” มาเป็นเกณฑ์ด้วยแล้ว คิดว่าจะเป็นกระทรวงที่ใสสะอาด สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อย่างมากมาย

เพราะเชื่อในประสบการณ์อันยาวนานและการทำงานที่จริงจังของ ท่านเสริมยศ ว่าสามารถตรวจสอบได้ว่า ในกระทรวงนี้ใครมี “กำพืด” อย่างไร ใครเติบโตมาจากการซื้อตำแหน่ง ใครเก็บเงินจ่ายเงินกันอย่างไร และจ่ายต่อให้ใคร ใครเติบใหญ่มาจากการเป็นทาสหรือขี้ข้านักการเมือง ใครหาประโยชน์จากการปลูกป่าทั้งป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ และป่าทั่วไป ที่เบิกเงินทั้งจากการปลูกและบำรุงไปหมด แต่แทบจะไม่เหลือป่าให้เห็นแต่อย่างใด

ใครทำแต่เรื่องหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างและเงินรายได้อุทยานฯ และวนเวียนแต่เรื่องเพื่อนพ้องโดยละเลยงานในหน้าที่ ใครปากพูดอย่างแต่พฤติกรรมเป็นอีกอย่าง ใครพูดว่าตัวเองบริสุทธิ์แต่พร้อมรับเงินจากใครและจากเรื่องใดก็ได้ ใครเก่งแต่ทำรายงานหลอกว่ายึดคืนฝืนป่าและฟื้นฟูได้สำเร็จแต่ข้อเท็จจริงตรงกันข้าม ปัญหาอยู่ที่ว่า ท่านรองสมยศ จะได้โอกาสและอำนาจทำจริงๆ หรือไม่เท่านั้น


และหากใช้ “กำพืด” มาเป็นเกณฑ์เพื่อการคัดคนเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องให้ตรวจสอบย้อนหลังไปถึงบรรพบุรุษว่าบุพการีของใครเคยมีคดี มีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในหน้าที่ ถูกจับกุมคุมขังมาหรือไม่??

ถ้าปรากฏว่ามี...!! ถือว่าผู้นั้นมี “กำพืด” ไม่ดี ก็จะไม่แต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญ ถ้าดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่แล้วก็ต้องปรับออก หรือบางตำแหน่งให้แสดงสปิริตลาออกไป เพราะมี “กำพืด” ไม่ดี!!
…..............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”

ขอบคุณภาพ กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรมมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.06K