อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 27 มิถุนายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 27 มิถุนายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ยุคข่าวสารไหลเวียนรวดเร็ว อย่าปล่อยผ่านเรื่องสำคัญ

ในโลกยุคข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว หากสื่อไม่ติดตามความคืบหน้าจะทำให้ข้อมูลเดิมถูกลบเลือนไปโดยเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชั่นและคดีอาชญากรรม พฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08.00 น.


เรื่องของความเป็น “โลกยุคข้อมูลข่าวสาร” นี่มันพูดกันไม่จบง่ายๆ จริงๆ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา แค่พูดเรื่องการสร้าง “สื่อปลอม” หรือ “ข่าวปลอม” ก็ล่อไปเสียหมดพื้นที่หน้ากระดาษ แต่ก็ต้องกลับมาขอย้ำกันอีกทีว่า การอ่านข่าวปัจจุบันนี้ยิ่งต้องระวัง เพราะ “สำนักข่าวปลอม” มันมีเยอะขึ้นมากในอินเทอร์เน็ต

“สำนักข่าวปลอม” ที่ว่ามีทั้งเกรียนแตกประเภทตั้งชื่อเว็บ ตั้งชื่อเพจ หรือทำหน้าเว็บหน้าเพจให้เหมือนกับของสำนักข่าวจริง แล้วนำเสนอข่าวปลอมบ้าๆ บอๆ สร้างความตื่นตระหนกให้สังคม พอสังคมตกใจก็ไปด่าสำนักข่าวจริงโดยอาจลืมดูว่า “คุณไปดูมาจากไหน? และมีประเภทเว็บที่ตั้งตัวเป็น “สำนักข่าวใหม่” ขึ้นมาเลยเพื่อนำเสนอ “ข่าวปลอม” สร้างรูปแบบอะไรให้ดูสมจริงน่าเชื่อถือ แล้วก็ปล่อยข่าวสร้างกระแส



ข่าวว่า “เว็บสำนักข่าวปลอม” นี่แหละ ที่กลายเป็นตัวเบี่ยงเบนเรื่องการตัดสินใจในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อมันโผล่ขึ้นในหน้าเฟซบุ๊กใคร หรือใครเอามาแชร์ คนที่อ่านโดยไม่ระวังก็คิดว่า ความจริงหรือกระแสมันเป็นเช่นนี้ และส่งผลต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจใดๆ ของตัวเองได้

ดังนั้นความมีตัวตนที่น่าเชื่อถือ และรับผิดชอบต่อความผิดพลาดได้ของสื่อ จึงถูกมองว่ามีความจำเป็นยิ่งยวดอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามสื่อก็ต้องทำข่าวอย่างระมัดระวังและไม่หลงเชื่อ ไปกระจายเนื้อหาจาก “สำนักข่าวปลอม” เข้าไปอีก มีการตรวจเช็คข้อมูลอะไรให้ถูกต้องเรียบร้อยก่อนนำเสนอ ไม่ใช่แข่งกันเอาเร็วเข้าว่า เพื่อหวังยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดวิว มิฉะนั้นก็จะยิ่งขายหน้าหนัก ว่าสื่อไม่ทำการบ้าน หรือหนักๆ คือ สื่อไม่มีความรู้



การเอาเร็วเข้าว่าโดยไม่ตรวจสอบมันทำให้หน้าแหกมานักต่อนัก ในต่างประเทศตอนประธานาธิบดี เนลสัน เมดัลล่า แห่งแอฟริกาใต้ถึงแก่อสัญกรรม ก็มีสื่อทำอินโฟกราฟฟิคไว้อาลัยกันเยอะแยะ แต่ปัญหา คือ ดันไปเอารูป “มอร์แกน ฟรีแมน” มาแทนรูป เมดัลล่า (เพราะฟรีแมนเคยแสดงหนังรับบทเป็นเมดัลล่าในเรื่อง invictus) แล้วก็มีคนแห่รีทวิต แห่แชร์ภาพไว้อาลัยกันใหญ่ จน “ฟรีแมน” ออกมาทวิตว่า “ข้ายังไม่ตายโว้ย”



เช่นเดียวกัน ตอน นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ “หญิงเหล็ก” อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึงแก่อสัญกรรม ก็มีสื่อดันไปใช้ภาพดาราหญิง “เมอรีล สตรีฟ” ทำอินโฟกราฟฟิคไว้อาลัย (เมอรีลก็เคยรับบทเป็นแทตเชอร์ใน iron lady )



สื่อต้องอาศัยการสังเกตและการฉุกคิดอย่างมากในการทำข่าว บางเรื่องเป็นจุดเล็กๆ ที่เมื่อสืบค้นไปกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาง่ายๆ ในการเรียนการสอนวารสารศาสตร์ มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของการสังเกตและฉุกคิดจนได้ประเด็น คือกรณีที่นักเขียนชื่อดังของไทย “สุวรรณี สุคนธา” ถูกฆาตกรรมในช่วงเช้า มีสื่อไปทำข่าวโดยไม่รู้ว่าหญิงที่เป็นเหยื่อฆาตกรรมนี้ใคร แต่มีบางสำนักข่าวที่สังเกตเห็นว่า รองเท้าของเหยื่อสวยแปลกตา ไม่น่าจะเป็นแม่บ้านธรรมดา

จากจุดเล็กๆ คือรองเท้า เมื่อไปสืบเสาะ ก็ได้ความว่า ผู้ตายเป็นศิลปิน (สุวรรณีสอนอยู่ศิลปากรด้วย) และเป็นนักเขียนชื่อดังแห่งยุคนั้น (เด็กยุคใหม่อาจไม่รู้จักสุวรรณี สุคนธา แต่นักเขียนท่านนี้ คือเจ้าของผลงานเรื่องอีพริ้ง คนเริงเมือง ที่รีเมคกันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ และเป็นเจ้าของบทประพันธ์เรื่องพระจันทร์สีน้ำเงิน หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นเรื่องของน้ำพุ เขียนจากเรื่องจริงของเธอเอง สุวรรณีจัดเป็นนักเขียนหญิงหัวก้าวหน้าในสมัยนั้น)



การทำข่าวบางครั้ง นอกจาก “ฉลาด” แล้วยังต้อง “เฉลียว” ด้วย อย่างล่าสุด “กรณีรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาฉกรูป” มีการนำเสนอว่า เป็นภาพของดาราหนังเอวี (คือหนังโป๊นั่นแหละ AV มาจาก adult video) ซึ่งถ้าคิดกันจริงๆ รูปพรรค์นี้เขาไม่น่าจะเอามาติดตามทางเดินโรงแรมที่ใครจะมาพักก็ได้ ยกเว้นโรงแรมม่านรูด แล้วสุดท้าย ก็กลายเป็นว่า...ไม่ใช่!!

หรือกรณีที่มีข่าวนักร้องรุ่นเดอะ “เอลตั้น จอห์น” (หรือป้าแอ๋วของชาวเกย์) มาเชียงใหม่ ที่งานก็ด่วนรีบร้อนประกาศว่า ดาราดังมา แต่พอไปถาม “คนหน้าเหมือนที่แอบอ้าง” บอกว่า มาพักที่โฮมสเตย์ ซึ่งถ้าตามข่าววงการดาราต่างประเทศหน่อย จะรู้ว่า “ป้าแอ๋ว” นี่ไม่ใช่คนติดดินนะ แกเรื่องมากอย่างรุนแรง ทุกอย่างต้องวีไอพี 5 ดาว บอกว่าไปพักดาราเทวี โรงแรมที่ไฮโซที่สุดในเชียงใหม่ ยังจะน่าเชื่อถือเสียกว่าว่าไปพักโฮมสเตย์

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่า สื่อเองก็ต้องมีความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก ไม่ใช่เอะอะจะเอาเร็วไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น สื่อกระแสหลักเองก็จะไม่ต่างอะไรกับพวก “สำนักข่าวปล่อย-ข่าวหลอก” การนำเสนอ เมื่อข่าวออกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ในเวลาอันสั้นมันถูกมองเห็น และถูกแชร์ไปได้รวดเร็วมาก บางเรื่องอาจเล็กน้อย แต่บางเรื่องผลกระทบที่ตามมามันอาจเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นก็ระวังไว้ก่อนแหละดี

อย่างไรก็ตาม ลักษณะหนึ่งของ “โลกยุคข้อมูลข่าวสาร” คือการที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนเข้ามาในการรับรู้ของเราเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ข้อมูลเดิมที่เคยรับรู้ หากไม่มีสื่อ ไม่มีคนคอยติดตามมานำเสนอความคืบหน้า ก็จะถูกลืมเลือนหายไปจากสารบบความคิดได้อย่างรวดเร็ว จนบางครั้งน่าเสียดายที่บางเรื่องเป็นปัญหาที่ควรต้องแก้ไข หรือเป็นปรากฏการณ์ที่ฟ้องปัญหาซ่อนเร้นอื่นๆ ในสังคม มันไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงเพื่อหาทางออกเท่าที่ควร

และมันจะน่าเซ็งมาก ถ้าเรื่องเหล่านั้นคือเรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น การโกงเดี๋ยวนี้มันมีแหวกแนว มีช่องทาง มีหลักกลและเหตุผลาญอะไรใหม่ๆ เยอะแยะ ที่สื่อต้องนำเสนอเพื่อให้คน “รู้ทัน” ว่า “เขากินกันยังไง? ข่าวพวกนี้แหละที่ต้องนำเสนอจนครบจบกระบวนความ คือนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่หลายข่าวก็เงียบไป พอโผล่มาอีกทีก็พ้นไปจากกระแสความสนใจของคนเราเสียแล้ว เหลือแค่คนที่ติดตามอย่างใกล้ชิดไม่กี่คนที่จำได้

การเห็นผลปราบโกงเร็วและแรง ทำให้คนเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม และระบบกฎหมายไทย อาจทำให้คนเกิดความเกรงกลัวต่อบาปไม่กล้าทำชั่วได้ แต่เสียดายที่กระบวนการยุติธรรมบ้านเราค่อนข้างล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นนี่แหละ กว่าคดีจะผ่าน ป.ป.ช. กว่าคดีจะถึงศาลก็นานหลายปี (แถมมีประเภทคดีถึงศาลแล้วนักการเมืองหนีคดีอีก ทำให้เซ็งบ่อนกันไปพอสมควรที่ไม่ได้เห็นการลงโทษที่ชัดเจน) ซึ่งก็ไม่รู้ว่า การปฏิรูปอะไรของรัฐบาล “บิ๊กตู่” จะทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วได้บ้าง ก็ได้แต่รอดู เพราะยุคนี้เขาว่าเป็นยุคปฏิรูปนี่นะ

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจจับตามอง แบบ...ดูๆ ข่าวไปต้องร้อง โว้ว!! กันเลยทีเดียว คือข่าวการจ่ายสินบนของบริษัทเอกชนในต่างประเทศ เพื่อให้ได้งานจัดซื้อจัดจ้างในเมืองไทย เหตุที่ต้องอุทานเช่นนั้น เพราะพอ บริษัท โรลสรอยซ์ ออกมาเปิดเผยกับหน่วยงานยุติธรรมของสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับเรื่องสินบนการจัดซื้อจัดจ้างในการบินไทยเรื่องเดียว ปรากฏว่า มีเรื่องอื่นๆ จากฝั่งอเมริกาตามมาอีก

เรียกว่า “เป็นหางว่าว” จนน่าตกใจว่าการจ่ายสินบนมันเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ ซึ่งเรื่องสินบนที่เคยมีการลงโทษไปแล้ว เท่าที่จำได้ก็กรณี นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการ ททท.รับสินบนจากบริษัทหนังให้มาจัดงานบางกอกฟิล์ม เฟสติวัล (อัยการสั่งฟ้อง แต่นางจุฑามาศออกนอกประเทศไปแล้ว)

พูดก็พูดเถอะ ข่าวแบบนี้ต้องทำให้เป็นกระแส ให้รู้ว่ารัฐหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเอาจริง ไม่ใช่พอเกิดเรื่องก็ขออย่าขยายความ เพราะจะทำให้เสื่อมเสีย เรียกว่า “หน้าบางผิดกาลเทศะไปหน่อยไหม?” เรื่องแบบนี้มันต้องตีข่าว เพื่อให้เห็นว่า หน่วยงานต้นสังกัดเอาจริงในเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใส...นี่ก็นั่งลุ้นๆ อยู่ว่า ผลสอบจะเป็นอย่างไร กลัวจะออกมาประเภทว่า “บริษัทเอกชนต่างประเทศจ่ายให้นายหน้าเท่านั้น โดยทางการไทยไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ” ออกอย่างนี้คงเซ็ง

นอกจากข่าวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ยังมีข่าวอาชญากรรมต่างๆ ที่ไม่ควรเงียบหายไป เพื่อให้คนเราได้รู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ให้รู้ว่า “บางเรื่องวิ่งไกล่เกลี่ยไม่ได้” ให้รู้ว่า “เส้นสายใช้ไม่ได้เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการ” ซึ่งการสร้างความศรัทธาให้กระบวนการยุติธรรมได้ ทำให้คนเราเคารพกฎหมาย และเต็มใจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่เห็นว่าศาลเตี้ยดีกว่า หรือกระบวนการกดดันทางสังคมโดยอินเทอร์เน็ตดีกว่า

เรามาย้อนๆ ดูกันว่า คดีไหนที่เราไม่ต้องการให้เงียบบ้าง เอาเท่าที่นึกออก ณ เวลานี้ อันแรกก็ข่าวนี้ เหตุเกิดในพื้นที่ สน.โชคชัย ที่มีกลุ่มทรชน 6 คนรุมฆ่าคนพิการ www.dailynews.co.th ซึ่งก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า น่ากลัวจะมีการ “วิ่งเต้นช่วย” เพราะในผู้ต้องหามีลูกตำรวจ

คดีต่อมา www.dailynews.co.th ที่ตำรวจจับกุมนักพนันไฮโล แต่ไม่รู้เกิดเหตุอีท่าไหนทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งก็วิจารณ์กันมากเช่นกันว่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ อันนี้ข่าวเกิดขึ้นเมื่อปลายปี ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้เห็นข่าวผลสอบอะไรออกมาเป็นทางการนัก แต่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ตาย



ข่าวนี้ก็น่าสนใจ www.dailynews.co.th ที่ครูสาวจบใหม่รายหนึ่ง ไม่รู้ผีอะไรเข้า ถึงบันดาลโทสะเอาไม้พลองหวดเด็กเสีย 99 ที พอทางผู้ปกครองเขาจะเอาเรื่องก็ชิ่ง จะลาออกง่ายๆ และขอจ่ายค่าเสียหายให้ 50,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรจะยอมให้เงียบๆ ไป มันฟ้องด้วยซ้ำว่า ผู้กระทำการได้ขนาดนี้ (ทั้งที่เป็นแค่ครูสาวจบใหม่) มีจิตใจอำมหิตรุนแรง

เรียกว่า เป็นภัยต่อสังคมก็ยังได้ เกิดต่อไปรายนี้เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนประวัติ ไปก่อเหตุแบบเดิมที่อื่นอีกจะทำอย่างไร? ครูเป็นวิชาชีพที่มีอิทธิพล และการทำงานมีผลต่อสังคม ดังนั้นต้องลากมาเอาผิดทางอาญา และให้ขอโทษคนที่ครูสาวรายนี้ได้ทำร้าย ไม่ใช่ส่งผู้ปกครองมาออกหน้า ตอนนี้ก็รอดูว่า คดีนี้จบอย่างไร (แต่ก็เงียบไปแล้ว)

ครูบันดาลโทสะหรือลุแก่อำนาจ แต่ยังไม่เห็นบทลงโทษ ก็ยังมี คือ www.dailynews.co.th ครูพละที่ปาแก้วใส่นักเรียนจนหน้าเบี้ยว ก็ยังไม่เห็นว่า ครูคนนี้ถูกลงโทษอย่างไร...นอกจากนี้ยังมีคดีอื่นๆ ที่ “สื่อต้องไม่ลืม” เช่น เรื่องเจ้าหน้าที่ที่ดินแขวนคอตายปริศนาในห้องสอบของดีเอสไอ ฯลฯ ว่ากันไม่หมดทีเดียวล่ะ

อย่าให้ “กระแสข้อมูลข่าวสารไหลเวียนจำนวนมาก” ทำให้เรื่องเหล่านี้ลดความสำคัญ เพราะมันจะส่งผลให้คนไม่เชื่อมั่น กระบวนการยุติธรรม และมันน่ากลัวถ้าคนจะหวังพึ่งศาลเตี้ย หรือพวกเพจอะไรที่สร้างมาตรการกดดันทางสังคมขึ้นมาเอง.
............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : วิกิพีเดีย

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 116