อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563

"เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น"

คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรคเบาหวานในเด็ก จนอาจสงสัยว่าเด็กและวัยรุ่น (อายุน้อยกว่า 20 ปี) เป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ เด็กที่เป็นเบาหวานเนื่องมาจากขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ของอินซูลินไม่ดี อาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 04.44 น.

เด็กเป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ

คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรคเบาหวานในเด็ก จนอาจสงสัยว่าเด็กและวัยรุ่น (อายุน้อยกว่า 20 ปี) เป็นเบาหวานได้ด้วยหรือ เด็กที่เป็นเบาหวานเนื่องมาจากขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ของอินซูลินไม่ดี เนื้อเยื่อต่าง ๆ ใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

ชนิดของเบาหวานที่พบในเด็ก

เบาหวานที่พบในเด็กและวัยรุ่นสามารถจำแนกได้เป็น 3 ชนิดคือ

เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นโรคทางภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง กล่าวคือร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อต้านตนเอง (autoimmune) แล้วภูมิคุ้มกันนี้ได้ไปทำลายตับอ่อนทีละน้อย ๆ จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ในที่สุด เบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น (ประมาณร้อยละ 70 ของผู้เป็นเบาหวานที่เป็นเด็กและวัยรุ่น)
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นแบบเดียวกับเบาหวานที่พบมากในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ภาวะอ้วน และ มักมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน
• เบาหวานที่เกิดจากยาหรือการติดเชื้อบางชนิด เช่น เด็กที่กินยาสเตียรอยด์ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะมีอาการหน้าบวม ตัวกลม ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น

เบาหวานชนิดที่ 1
เบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน มีสมมุติฐานว่าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรมบางอย่าง ร่วมกับมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมากระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านตับอ่อนตนเอง ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่มีการศึกษาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด หรือการที่สมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายเปลี่ยน แปลงไป จนส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและตับอ่อนในที่สุด

อาการ
สำหรับอาการของโรคเบาหวาน เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลถูกขับออกมาทางปัสสาวะ อาจมีประวัติปัสสาวะมีมดตอม มีปัสสาวะบ่อยและเยอะ หรือมีปัสสาวะรดที่นอนในวัยที่ไม่สมควร เมื่อร่างกายเสียน้ำมาก จึงมีอาการกระหายน้ำบ่อยผิดปกติ และเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีอาการอ่อนเพลีย กินจุ หิวบ่อย น้ำหนักลด และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจมีเลือดเป็นกรดและคีโตนคั่ง เราเรียกภาวะนี้ว่า “ดีเคเอ” (DKA; Diabetic ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ฉุกเฉิน บางคนอาจอาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบหรืออาจหมดสติ ซึ่งต้องการรักษาอย่างเหมาะสมโดยรีบด่วน

การรักษา
การรักษาเด็กกลุ่มนี้คือต้องได้รับอินซูลินทดแทน ซึ่งในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับอินซูลินโดยรูปแบบฉีดเท่านั้น มีความพยายามผลิตอินซูลินในรูปแบบอื่น ๆ เช่นรับประทาน หรือแบบพ่นทางปาก แต่พบว่าได้ผลไม่ดีเนื่องจากอินซูลินถูกทำลายได้ง่ายในกระเพาะอาหาร ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องฉีดอินซูลินวันละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ทุก ๆ วันไปตลอดชีวิต และตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเอง รวมถึงมีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับเดินยาอินซูลินแบบต่อเนื่องใต้ผิวหนัง ปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นการรักษาอื่น ๆ เช่น ตับอ่อนเทียม (artificial pancreas) ซึ่งจะอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่างได้แก่ เครื่องให้อินซูลินแบบต่อเนื่อง (insulin infusion pump) เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง (continuous glucose sensor) และระบบประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลและคำนวณการให้อินซูลิน ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังใช้ในวงจำกัดในโครงการวิจัย ยังไม่ได้นำมาใช้ในผู้เป็นเบาหวานโดยทั่วไป สำหรับการปลูกถ่ายตับอ่อนและเบต้าเซลล์ เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งในการหาวิธีการรักษาเบาหวานให้หายขาด อย่างไรก็ตามเมื่อติดตามไประยะยาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถหยุดยาฉีดอินซูลินอย่างถาวรได้ และจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันระยะยาว นักวิจัยทั่วโลกมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนาเซลล์ซึ่งสามารถสร้างอินซูลินได้จากแหล่งอื่น ๆ เช่นจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cells) ซึ่งยังอยู่ในการศึกษาวิจัย

การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะไม่จำกัดพลังงานมากเหมือนกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักจะผอมอยู่แล้ว แนะนำให้รับประทานอาหารตามปกติที่ต้องการตามวัย โดยสัดส่วนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ร้อยละ 50 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในหนึ่งวัน และเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วหรือขึ้นสูง (มีค่า glycemic index ต่ำ) เช่น ควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตจากข้าวหรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจากขนมหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด หรือมีไขมันสูงเกินไป เป็นต้น
เด็กและวัยรุ่นผู้เป็นเบาหวานควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถเล่นกีฬา เรียนพละได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ควรมีการถูกจำกัดกิจกรรมใด ๆ การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใช้พลังงาน มีประโยชน์มากในการควบคุมระดับน้ำตาลและมีผลดีต่อสุขภาพด้วย แนะนำให้ออกกำลังกายหรือกิจกรรมออกแรงอย่างน้อยวันละ 20-30 นาทีทุกวัน โดยสอนให้ผู้ป่วยปรับลดขนาดอินซูลินหรือเพิ่มมื้ออาหารว่างขณะออกกำลังกายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำตาลต่ำ

เบาหวานชนิดที่ 2
ปัจจุบันพบเบาหวานชนิดที่ 2 เริ่มเป็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเด็กวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน ทั้งนี้เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกช่วงวัย รวมถึงเด็กและวัยรุ่นด้วย เบาหวานชนิดที่ 2 นี้ ตับอ่อนยังสร้างอินซูลินได้ แต่เนื่องจากร่างกายอ้วนมาก เลยดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่พอเพียง อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ป้องกันได้ด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารให้ดี ซึ่งอาจช่วยให้สามารถควบคุมน้ำตาลได้ โดยไม่ต้องใช้ยาฉีดหรือยารับประทาน การเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก รีบวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะในเด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

กำลังใจ : สิ่งสำคัญในการรักษา
กำลังใจนับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ทั้งจากพ่อแม่ของผู้ป่วย เพื่อน และคุณครูซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างคนปกติ กล้าเปิดเผยว่าตนเองเป็นเบาหวาน มีผู้ป่วยเบาหวานตั้งแต่เด็กจำนวนมากที่สามารถใช้ชีวิตจนประสบความสำเร็จ เช่น เป็นแพทย์ เป็นวิศวกร หรือศึกษาสำเร็จระดับปริญญาเอก การเป็นโรคเบาหวานยังทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในการดูแลตนเอง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพเด็กใน
ระยะยาว

ในกรณีที่ผู้ป่วยเด็กรู้สึกโดดเดี่ยว การได้เข้าร่วมกิจกรรมออกค่ายร่วมกับผู้ป่วยโรคเดียวกันหรือทำกิจกรรมกับชมรมเครือข่ายผู้เป็นเบาหวาน จะช่วยปรับทัศนคติของเด็ก และได้รับความรู้และกำลังใจในการดูแลเบาหวานอย่างถูกต้อง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี www.dmthai.org หรือที่ เว็บไซต์ ชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวาน www.thaidiabetes.com

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ธนินี สหกิจรุ่งเรือง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย.

...............................................

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 23