อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง" มอญสร้างพม่าซ่อม

“เจดีย์ชเวดากอง” ได้รับการบูรณาการเรื่อยๆ จากพระมหากษัตริย์มอญ จนกระทั่งมอญสิ้นแผ่นดิน หลังพม่าปราบมอญได้เปลี่ยนชื่อเมืองจาก“เดิ่งละเกิง”เป็น“ย่างกุ้ง” พุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10.00 น.


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจาก MR.MIN KON SON เลขาธิการสมาคมส่งเสริมพระพุทธศาสนามอญ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ไปพูดคุยข้อมูลที่เท็จจริงเกี่ยวกับ “เจดีย์ชเวดากอง” อันเนื่องมาจากก่อนหน้านี้มีพระมหาเถระชาวพม่ารูปหนึ่งออกมาพูดทำนองว่า “เจดีย์ชเวดากอง ไม่ใช่คนมอญเป็นคนสร้าง แต่เป็นคนพม่าสร้าง” ทำให้คณะสงฆ์และประชาชนมอญจำนวนหนึ่งออกมาประท้วง

ท้ายสุดเรื่องนี้พระมหาเถระรูปนั้นก็หยุดเคลื่อนไหว เพราะจำนนต่อหลักฐานที่มี ณ รอบบริเวณ “เจดีย์ชเวดากอง” นั่นเอง

MR.MIN KON SON ได้พาเดินชมรอบบริเวณ “เจดีย์ชเวดากอง” ที่ปีนี้มีอายุครบ 2,605 ปีแล้ว เริ่มแรกพาไปชม ศิลาจารึก มีทั้งภาษาบาลี มอญ และพม่า มีทั้งของเก่าและของใหม่ ซึ่ง MR.MIN KON SON เล่าว่า “ศิลาจาลึกรัฐบาลพม่าเคยนำไปเก็บไว้ที่อื่น แต่คณะสงฆ์รวมทั้งคนมอญไม่ยอมยื่นหนังสือประท้วงจนต้องกลับมาเก็บไว้ที่เดิม”



นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น 2 พ่อค้าชาวมอญ ชื่อมอญ คือ “ตะเป่า ตะโป” แต่ในพุทธประวัติที่เราเรียนกันมา ชื่อ “ตะปุสสะ” และ “ภัลลิกะ” ที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้ามา 8 เส้นมาถวายให้กษัตริย์มอญชื่อว่า “พระเจ้าโอกลาปะ” และพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้เองคือ “ปฐมบทแห่งการสร้างเจดีย์ชเวดากอง” มีหลักฐานรูปปั้นรวมทั้งพ่อแม่ของพระองค์ในฐานเจดีย์ชเวดากอง

หลังจากพระพุทธเจ้าประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิ พระโสณะ พระอุตตระ 2 พระอรหันต์ได้เดินทางเข้ามายังเมือง “สะเทิม” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมอญอันมี “พระเจ้าสิริมาโสกะราชา” ปกครองอยู่ พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ได้นำพระมหาเถระทั้ง 2 ไปยัง “เจดีย์ชเวดากอง” พร้อมกับพระภิกษุชาวมอญอีก 3 รูป ซึ่งตอนนั้น “เดิ่งละเกิง” หรือ “กรุงย่างกุ้ง” มีเจ้าเมืองชื่อ “สีหะธีปบาท” ปกครองอยู่ และในคราวนี้เองได้มีการสร้างฉัตรและสร้างเจดีย์จำนวน 31 องค์ ถวายเป็นเจดีย์บริวารรอบ “เจดีย์ชเวดากอง”

นอกจากนี้ยังมีเจดีย์และพระพุทธรูปที่กษัตริย์อันเป็นพระธิดาพระเจ้าแผ่นดินมอญที่คนไทยรู้จักกันดี คือ “พระราชาธิราช” ที่มีนามว่า “พระนางมิจาวปุ” สร้างไว้รวมทั้ง “ระฆังใบใหญ่” ที่หลงเหลือ รัชสมัยของพระนางมิจาวปุนี้ปรากฎว่ามีการบูรณะ “เจดีย์ชเวดากอง”อย่างยิ่งใหญ่ มีการนำเพชรนิลจินดา ทองคำ มาถวายเป็นพุทธบูชาประมาณ 42 กิโลกรัม

อันนี้ไม่นับศิลาจารึกแผ่นหินอันใหญ่ที่ “พระธรรมเจดีย์” กษัตริย์มอญผู้เกรียงไกรจารึกเอาไว้เมื่อ พ.ศ.1476 ก็ปรากฎชัดว่า “เจดีย์ชเวดากอง” องค์นี้ “สร้างโดยพระมหากษัตริย์และประชาชนชาวมอญ”

ไกต์กิตติมศักดิ์ท่านนี้ยังพาไปดูเจดีย์ พระพุทธรูป รวมทั้งห้องกรรมฐานของพระธรรมเจดีย์ที่ยังเหลือร่องรอยปรากฏอยู่ รวมทั้งพระธรรมเจดีย์องค์นี้เองที่ได้สร้างถวายระฆังใบใหญ่ที่สุดในโลกเป็นพุทธบูชา ซึ่งตามหลักฐานทั้งของพม่าและของมอญเขียนเหมือนกันว่า...



“ประมาณปี พ.ศ. 2155-2156 ระฆังใบใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ได้ถูกโจรสลัดลักลอบขนย้ายเอาไป แต่เรือสำเภาได้เกิดล่มจมอยู่ตรง 3 แยกปากอ่าว ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ 6 กิโลเมตร”

ทุกวันนี้รัฐบาลพม่า กลุ่มนักโบราณคดีก็พยายามกู้กลับคืนมา แต่ก็ยังไม่สามารถนำระฆังใบใหญ่ใบนี้เอาขึ้นมาจากน้ำได้ ก็เลยไม่ทราบว่าระวังใบใหญ่นี้มีอยู่ใต้น้ำจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงตำนาน

แต่เท่าที่ฟังจาก MR.MIN KON SON เล่าว่า “พวกนักสำรวจและนักประดาน้ำบอกว่ามีอยู่จริง แต่เหตุที่เอาขึ้นไม่ได้ เพราะส่วนตัวท่านเชื่อว่าตราบใดหากรัฐบาลพม่าไม่ได้ทำการบวงสรวงพระมหากษัตริย์มอญ ตราบนั้นจะเอาขึ้นมาไม่ได้ รวมทั้งเมื่อเอาขึ้นมาแล้วห้ามไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ต้องนำมาตั้งไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง เพื่อเป็นพุทธบูชา ตามพระราชประสงค์ของพระธรรมเจดีย์กษัตริย์มอญเท่านั้นจึงจะนำขึ้นมาได้”

หลังจากสิ้นยุคของพระธรรมเจดีย์ “เจดีย์ชเวดากอง” ก็ได้รับการบูรณาการเรื่อยๆ มาจากพระมหากษัตริย์มอญ จนมอญสิ้นแผ่นดินเมื่อปี พ.ศ.2300 กรุงหงสาวดีถูกเผา ถูกทำลาย ประชาชนคนมอญจำนวนมากอพยพเข้ามายังประเทศไทย ที่เหลือก็กระจัดกระจายอยู่ในประเทศพม่า

และเมื่อพม่าปราบปรามมอญได้แล้ว ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเดิมจาก “เดิ่งละเกิง” ที่แปลว่า แม่น้ำ 3 สายประจบกัน เป็น “หย่างกุง” หรือคนไทยนิยมเรียกว่า “ย่างกุ้ง” ที่แปลว่า “ชนะอริราศศัตรู” รวมทั้งเปลี่ยนชื่อพระเจดีย์จาก “กร๊าจละเกิง” เป็น “ชเวดากอง” เมื่อปี พ.ศ.2289 หลังสิ้นยุคแผ่นดินมอญ พระมหากษัตริย์พม่า รัฐบาลพม่าก็บูรณะซ่อมแซมเจดีย์ชเวดากองอย่างดีตลอดมา ดังนี้แล



ประวัติศาสตร์ปนตำนานรอบ “เจดีย์ชเวดากอง” มีมากมาย รวมทั้งรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่คนพม่า คนมอญ นิยมไปกราบไหว้ หรือเวลาคุณผู้อ่านไปไหว้ “เจดีย์ชเวดากอง” หากต้องการอฐิษฐานให้ชนะ ทั้งศัตรู และภัยต่างๆ ต้องไหว้ “จุดไหน” และท่านทราบหรือไม่ว่า ตรงจุดที่ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

หรือบางคนอยากให้การค้าขายดีมีธุรกิจรุ่งเรือง และอยากมีลูก มีสามีที่ดี จะต้องกราบไว้ตรงจุดไหน และทราบหรือไม่ว่า ก่อนถึงเจดีย์ชเวดากองมี “สระน้ำ” ขนาดใหญ่ ทำไมคนมอญ พม่า จึงเรียกว่า “กะม่าชิ้ม” ที่แปลว่า “สระเลือด” ตอนหน้าหากมีโอกาสจะมาเล่าต่อ

รับรอง “เทพทันใจ” ที่คนไทยนิยมไปกราบไหว้ที่ประเทศพม่าต้องบอกเลยว่า ท่านเหงามาก...!!
…...............................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 19