อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

กฎ"เวทีประกวดยุคใหม่" ต้องมีคุณสมบัติ'6 ส.'ชิงมง

ตัวแทนในการประกวดบนเวทียุคใหม่จะต้องพร้อมในคุณสมบัติสำคัญ 6 ส. คือ สวย + นิสัย + ความสามารถ + สมอง + สตอรี่ + สื่อ = ได้มงกุฎ พฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08.00 น.


สัปดาห์นี้มาคุยเรื่องเบาๆ กันบ้าง...ผ่านไปแล้วสำหรับ เวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส ที่ปีนี้ตัวแทนประเทศไทย “น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์” สามารถทำคะแนนนิยมได้ในระดับดี ข่าวว่าผลคะแนนออกมา คือได้อันดับ 4 ซึ่งก็นานมาแล้วที่คนไทยไม่ได้เข้ารอบลึกๆ ขนาดนี้!!

ต้องแสดงความดีใจกับ “น้ำตาล” แสดงความยินดีกับทีมพี่เลี้ยง ที่คร่ำเคร่งฝึกซ้อม เตรียมตัว ทำให้ตัวแทนไทย “พร้อมทุกซีนที่ปรากฏตัว” จนสร้างความนิยมและเรียกว่า...ดึงแอร์ไทม์จากสื่อได้มาก

ความโดดเด่นจนดึงแอร์ไทม์ คือ “เวลาที่ได้ออกสื่อ” นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้ผู้ประกวดจากประเทศนั้นอยู่ในกระแส และถูกจับตามองทันทีว่าน่าสนใจ กลายเป็นกระแสที่สร้างเสียงโหวต สร้างความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในการโหวตจากผู้ชมทางบ้านได้ส่วนมาก และยิ่งปีนี้เจ้าภาพ คือ ฟิลิปปินส์ ที่ “สายนางงาม” เขารู้กันว่า เป็นคู่แข่งตัวฉกาจของไทย (ปินส์กับไทยบลัฟกันทุกปีเรื่องเวทีประกวด) ได้แอร์ไทม์ขนาดนี้ ในชาติคู่แข่ง ถือว่าเราแน่!!



สิ่งที่เขาชื่นชม “น้ำตาล” คือ เป็นคนสวยในแบบที่ “ไม่ใช่พิมพ์นิยม” ด้วยซ้ำ เทรนด์ความงามที่ชอบๆ กันในไทย ที่เห็น คือการเน้นตัวขาว หน้าเรียว แต่น้ำตาลมาในแนว “ความงามแบบเซาท์อีสต์” คือผิวสีน้ำผึ้ง ตาคมลึก มีโหนกแก้ม และมาใน “ทรงนางแบบ” มากกว่า “ทรงนางเอก”

คือ ดูแข็งแรงมีกล้ามเนื้อ (มีเสียงเมาท์ว่าบางทีผู้จัดงานหรือกรรมการก็นิยมทรงนางเอกที่สวยหวาน ขาว มากกว่า เพราะเมื่อประกวดเสร็จ ก็ต่อยอดเอาไปปั้นให้ลงแสดงละครทีวีได้) ว่าไปนางงามปีที่แล้ว“แนท อนิพรณ์” ก็แนวๆ นี้ หรือมิสไทยแลนด์เวิลด์ที่เคยผ่านมาก็มี “เมญ่า นนทวัน” ก็ใช่

เมื่อเทรนด์การคัดเลือก “คนที่สวยที่สุดในประเทศ” มาแบบนี้ ก็หวังว่า จะเป็นกำลังใจให้ “คนผิวคล้ำ” ได้มั่นใจในตัวเองได้มากขึ้นว่า “ไม่ต้องขาว เราก็สวยในแบบของเรา” (และสวยมากด้วย เพราะมันคมแบบไทยแท้) ไม่ต้องแห่ไปหาซื้อกลูต้าไธโอนมากิน มาฉีดกันจนตับพัง แต่จะให้สวยจริงก็ต้องดูสุขภาพดีด้วย

บรรยากาศการเชียร์นางงามปีนี้ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ เดิมเรามักจะเห็น “คอนางงาม” เป็นผู้หญิงหรือไม่ก็เกย์ แต่ปีนี้ ดูๆ กระแสมีชายแท้ร่วมเชียร์มากขึ้น มีพูดถึงการทำผลงานของนางงามในแต่ละรอบ และไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงมองนางงามเป็น “วัตถุทางเพศ” เหมือนก่อน ความหมายแห่งการจ้องมองก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปด้วย



ยุคหลังๆ นี้ “นางงาม” ถูกมองด้วยความหมายของการแข่งขันระหว่างประเทศ ว่าสาวประเทศไหนสวย บุคลิกดี ฉลาดกว่ากัน “นางงาม” กลายเป็นตัวแทนในการนำเสนอ “ภาพของหญิงแห่งรัฐชาติ” ที่ถูกเลือกเพื่อนำไปแข่งขันว่า ผู้หญิงชาติไหนดูดี ได้รับการยอมรับในระดับสากลได้มากกว่ากัน (เมื่อมีคำว่า ในระดับสากล นั่นคือมันก็ต้องมี มาตรฐานกลางบางอย่างที่ยอมรับกันได้ เช่น รูปร่างดีดูแข็งแรง การนำเสนอความรู้ความสามารถ และความฉลาดไหวพริบ)

ความหมายของการจ้องมองในด้านความเป็นวัตถุทางเพศลดลง เมื่อ “นางงาม” ปรากฏตัวบนเวที คนจะจับตามองเรื่อง “การทำผลงาน” ตั้งแต่เดินบุคลิกดีหรือไม่ ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม เดินฉับๆๆ ไม่ใช่เดินหนีบแฉล้มแช่มช้อย (ภาษาสมัยใหม่เขาว่าดูว่าปังแค่ไหน) เมื่อยืนรวมแล้วดูสง่าโดดเด่นได้แค่ไหน มิติการมองจากดูในแง่วัตถุทางเพศ กลายเป็นดูเรื่องบุคลิกภาพและความเด่น ซึ่งเป็นเรื่องดีที่มิติการจ้องมอง เพิ่มการ “ให้คุณค่า” กับคนและความงามมากยิ่งขึ้น

จะว่าไปการประกวดยุคหลังๆ นี้ เราเน้นให้ผู้เข้าประกวดนำเสนอตัวเองเป็น “สาวมั่น” กันมากขึ้น (เป็นข้อดีที่สาวๆ เหล่านี้จะเป็นแบบอย่างด้านบุคลิกภาพ) ย้อนกลับไป 10 กว่าปีก่อน ถ้านางงามมา “ทรงมั่นมาก” ก็เห็นจะถูกหมั่นไส้เอาง่ายๆ ไม่เพื่อนร่วมเวทีหมั่นไส้กันเอง ก็ประชาชนคนดูนี่แหละหมั่นไส้



กรณี “หมั่นไส้” ที่กลายเป็นตำนานบนเวทีขาอ่อนมาแล้ว คนเก่าๆ คงจำได้ปีที่ “แสงระวี อัศวรักษ์” ได้มงกุฎมิสไทยแลนด์เวิลด์ นั่นร่ำลือกันว่ามี “กระชากมง” กันบนเวทีเลยทีเดียว ที่มีคนคว้ามงกุฎจากศีรษะเธอไปสวมให้ “ดวงเดือน จิไธสงค์” ที่ได้รอง

หรือ “นางงามที่มาทรงสาวมั่น” อีกคน ที่ตอนได้ตำแหน่งเขาว่าเธอ “น่าหมั่นไส้มาก” คือ “แทน-ธัญญา สื่อสันติสุข” จากเวทีเดียวกับ แสงระวี นั่นแหละ แต่ แทน ไม่ได้มา “ทรงพิมพ์นิยม” ณ ขณะนั้นด้วยซ้ำ (มีแต่คนบอกเธอไม่สวยเลย) แต่เธอก็ฝ่ากระแสหมั่นไส้จนเข้ารอบลึกๆ เวทีมิสเวิลด์ได้ ข่าวตอนนั้นว่า ในเวทีโลก แทน ขโมยซีนเก่งมาก



นั่นคือวันวาน...แต่วันนี้ “นางงาม” ถ้าไม่ใช่ “ทรงสาวมั่น” เห็นจะทำกองเชียร์เซ็งบ่อนกันครึ่งประเทศ เพราะดูไม่มั่นใจตัวเอง แย่งชิงความเด่นไม่ได้ก็จะกลายเป็นกระแสแอนตี้ตีกลับว่า...เอาไปแล้วทำให้ประเทศชาติขายหน้า และผู้เข้าประกวดนั่นแหละที่จะต้องรับแรงเสียดทาน เขาจะไประบายความไม่ชอบลงอินเทอร์เน็ตกัน ซึ่งยังกะพาราสาวัตถี ใครไม่มีปรานีใคร...ดังนั้นยุคนี้ใครจะ “เปิดหน้า” ทำอะไรก็ต้องสตรองพอสมควรว่ารับความคาดหวังได้แค่ไหน??

เพราะการประกวด ถูกมองในเชิงการแข่งขัน “ความโดดเด่นระหว่างรัฐชาติ” มากขึ้น การประกวดในยุคหลังๆ เขาว่า ผู้เข้าประกวดต้องถึงพร้อมใน 6 เรื่องใหญ่ ใครจะไปเวทีโลก ไปแข่งกับต่างชาติแล้วให้คนไทยพร้อมใจกันเชียร์ไม่ใช่พร้อมใจกัน “ยี้-อี๋-แหวะ”


ตัวแทนในการประกวดพวกนี้ จะต้อง “ถึงพร้อม” ในคุณสมบัติสำคัญ 6 . คือ สวย + นิสัย + ความสามารถ + สมอง + สตอรี่ + สื่อ = ได้มงกุฎ

เรื่องสวยนี่เราก็รู้กันว่า...ต้องประเภทมี “จุดเด่น” ไปยืนเทียบชาวบ้านแล้วไม่ดูด้อย เรื่องนิสัยนี่ก็คือการทำให้กองประกวดรักได้มากแค่ไหน ยิ่งโลกเสรีทางการสื่อการ ใครทำนิสัยสันดานอะไรแปลกๆ หลังเวที มีแต่จะถูกเมาท์ออกสื่อ อย่างเช่นที่เขาพูดๆ กันเยอะปีนี้ คือ “นางงามเวเนซุเอลา” ที่โดนโจมตีหนักเรื่องนิสัยไม่ดี

ขนาดที่มีข่าวว่า มีทวิตเตอร์จากคนในกองประกวดพูดในทำนองนี้แหละ และยังมีภาพที่นางไม่สุภาพกับนางงามประเทศอื่น เลยกลายเป็นมิสปิ๋วไปไม่เข้ารอบลึก ทั้งที่เวเนซุเอลานี่ยังกะดินแดนนางงาม เห็นชื่อประเทศแทบจะวางเดิมพันไว้เลยว่าเข้าท็อปไฟว์

ความสามารถนี่ก็เป็นที่เข้าใจกัน อย่างเวทีไหนที่มีประกวดความสามารถพิเศษด้วยก็ต้องเก่ง ต้องแย่งความสนใจได้ คือ มีทักษะการแสดงด้านใดด้านหนึ่งที่ส่งเสริมบุคลิกภาพได้ ไม่ใช่แบบเป็น “นางงาม” จะโชว์ตลกแบบน่าสมเพช หรือสมองก็ดูกันตรงตอบคำถาม



การดู “ประกวดนางงาม” เดี๋ยวนี้ คนดูเขาโฟกัสกันเรื่องตอบคำถามด้วยไม่ใช่ดูเอาสวยอย่างเดียว เมื่อสวยแล้วก็ต้องพร้อมด้วยสมอง ดูทั้งความรู้และทัศนคติต่อสังคม ต่อเพื่อนร่วมโลก ความสามารถในการตอบคำถามเฉพาะหน้า การตอบคำถามนางงามรอบลึกๆ มีเว็บไซต์หยิบไปวิเคราะห์ด้วยใครเกิดใครตาย

คำถาม “ประกวดนางงาม” ปีนี้ (หรือแต่ละปี) ก็ว่ามีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในประเทศนั้นๆ แต่จะตอบอย่างไรให้ใจกว้างและดูมองโลกในแง่ดี (และเป็นคำตอบที่สร้างสรรค์) นางงามฝรั่งเศส ที่คว้ามงกุฎปีนี้ก็ตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในยุโรป ซึ่งกำลังมีเรื่องผู้ลี้ภัยจากสงครามซีเรียทะลักเข้ามา เขาก็ถามเรื่องกรณีผู้ลี้ภัยนี่แหละ นางงามก็ตอบได้ไม่เจ็บตัว ทำนองว่า...เป็นนโยบายของแต่ละประเทศ แต่ส่วนฝรั่งเศสเราพร้อมจะเปิดกับโลกาภิวัตน์



พอมาคิว “น้องน้ำตาล” กูรูนางงาม เขาก็วิเคราะห์กันว่า คำถามก็เข้าทาง เพราะประเทศไทยเพิ่งประสบกับความสูญเสียใหญ่มาเมื่อวันที่ 13 ต.ค.59 การถามถึง “ผู้นำ” ก็เปิดช่องให้ “น้ำตาล” ตอบได้โดนใจคนไทย แต่คนดูหลายคนเขาก็บอกเสียดายที่ตอบสั้นไปหน่อย นัยว่า คำตอบต้องขยายความสำคัญให้เป็นเนื้อหาระดับสากลได้ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเธอทำได้ดี และน่าเบื่อพวกกูรู้ที่พอเขาประกวดเสร็จก็เก่งกว่าเขาขึ้นมาซะอย่างนั้น!!

องค์ประกอบต่อไปที่สมัยนี้พูดถึงกันมาก คือ “สตอรี่” คำๆ นี้น่าจะเรียกว่า มาสนใจกันในยุคหลังๆ เมื่อไม่นานมานี้ สตอรี่จะทำให้การเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคล เกี่ยวกับการแข่งขันมีความน่าสนใจไม่แห้ง อ่านแล้วน่าชื่นชม ชื่นใจว่า “กว่าจะถึงวันนี้เขาผ่านอะไรมา” ยิ่งถ้าเป็นพวก “จากผงธุลีดิน” มุมานะพยายามจนสำเร็จได้ คนยิ่งจะชอบกัน

ดูอย่าง การแข่งโอลิมปิก ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลเมื่อปีกลาย คนที่มีสตอรี่ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น อย่างนักว่ายน้ำเด็กหนุ่มสิงคโปร์ที่เอาชนะแชมป์ที่เป็นไอดอลของตัวเองได้ นั่นก็คือสตอรี่ที่ดึงดูดความน่าสนใจ ขายได้ทั้งเรื่องทั้งภาพ พอมา ประกวดนางงาม เมื่อไม่กี่วันก่อน นางงามหลายคนก็มีสตอรี่ทำให้สื่อสนใจ ให้แอร์ไทม์ให้พื้นที่ เช่น นางงามสหรัฐอเมริกา ที่ใครๆ ว่าเธอไม่สวยเลย แต่เรื่องราวของเธอน่าสนใจตรงที่เป็นทหาร และต้องการพิสูจน์เรื่องความเท่าเทียม (ทั้งการเป็นทหารหญิงและการเป็นคนดำ ที่ถือว่าเป็นพลเมืองชั้นสองทั้งคู่)



หรืออย่าง “น้ำตาล” เองก็มีสตอรี่ว่า เป็นคนที่ไม่ได้สุขสบายมาแต่อ้อนแต่ออก ที่บ้านฐานะไม่ดีก็ต้องทำงานพิเศษ...ปีที่แล้วยิ่งดราม่า เมื่อ “แนท อนิพรณ์” ช่วงพีคๆ ก็มีคนมาอ้างว่าเป็นพ่อ แต่เธอก็เคลียร์ตัวเองได้ดีว่าไม่เคยเจอพ่อตั้งแต่จำความได้เลยไม่ทราบ และทุกวันนี้ขอกตัญญูกับคุณตาคุณยายที่เลี้ยงเธอมาแต่อ้อนแต่ออก

สตอรี่ที่ดีจะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมและเพิ่มเสียงเชียร์ เผลอๆ มีอิทธิพลต่อความนิยมพอๆ กับสมองเลยทีเดียว เวทีประกวดเดี๋ยวนี้ก็พยายามทำให้ผู้เข้าประกวด “มีอะไร” แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของความเหมาะสมด้วย ไม่ใช่พยายามจนเกินเหตุหรือปั้นเรื่องขึ้นมา พยายามจะมีอะไรเยอะไป คนหมั่นไส้ว่า “ดราม่า” เข้าอีก

หรือปั้นเรื่องขึ้นมามันไม่ใช่สตอรี่จริง อย่างเกิดสร้างเรื่องว่าครอบครัวลำบาก แต่ดันมีคนถ่ายภาพตอนใช้ชีวิตไฮโซมาเผยแพร่ก็เห็นจะโดน “แหก” ดังนั้นการสร้างสตอรี่อะไรต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ทั้งเรื่องราวจริง และเป็นนิสัย ตัวตนจริงๆ ของคนนั้น

ส.ต่อไป คือ สื่อมวลชน แม้จะเป็นโลกที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้อย่างเสรี แต่การประกวดประชันอะไรกันก็ย่อมต้องมีสื่อมวลชนที่ได้รับการยอมรับและการยืนยันต้นสังกัดเท่านั้นที่เข้าไปสังเกตการณ์ และนำเสนอข่าว “ผู้เข้าประกวด” ต้องทำตัวเองให้โดดเด่นต่อสื่อมวลชนให้ได้ ไหวพริบการออกแบบการปรากฏตัวแต่ละครั้งต้องดี

อย่าง “น้ำตาล” ดึงความสนใจสื่อฟิลิปปินส์ได้ด้วยการสวมชุดบารอง ตากาล็อก (ชุดประจำชาติปินส์) ปรากฏตัวก็ทำให้เจ้าภาพรัก สื่อชอบ หรือนางงามที่เขาว่าแย่งซีนเก่งก็ “ฝนทิพย์ วัชระตระกูล” การที่สื่อสนใจก็จะได้พื้นที่และกระแสไม่ยาก

เท่าที่เขียนมาก็รู้สึกว่า... การแข่งประกวด” เดี๋ยวนี้วัดอะไรหลายอย่างมากขึ้น และดูสนุกมากขึ้น.
….......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 


ขอบคุณภาพจาก : Miss Universe Thailand , IG : @namtanlitaa

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 573