อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เกิดน้อย-คนโสดล้นเมือง!! ปัญหายุคใหม่แก้อย่างไร??

คนอยู่คนเดียวกันมากขึ้น ไม่เหงาเพราะมีเทคโนโลยีสื่อสารช่วยให้คุยกับใครก็ได้ จึงไม่ต้องผูกพันหรือมีลูกเป็นภาระกัน วิธีคิดนี้ไม่ใช่มีแค่ในเมืองใหญ่ แต่มันลามไปสังคมนอกเมืองด้วย พฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08.00 น.


ในโลกยุคปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว จะว่าไปเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องทุนนิยม ดูจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไปเร็วมาก และมันมีผลกระทบต่อวิธีคิด การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่หลายอย่าง ที่สำคัญคือเรื่อง การชอบอยู่คนเดียว ชอบความเป็นเอกเทศ ชอบความเป็นโสด หรือ “ความเป็นปัจเจก” หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก

แต่มันคือ “การที่คนเราอยู่คนเดียวกันมากขึ้น” เพราะมันก็ไม่ได้เหงา เทคโนโลยีสื่อสาร ทำให้เราปฏิสัมพันธ์กับใครต่อใครในโลกเสมือนได้ง่ายดาย จนบางคนแทบไม่สนใจโลกความจริง อยู่ในอินเทอร์เน็ตมันสนุกกว่า ไม่สนใจโลกความจริง...

ขนาดว่ามีหลายคนที่ติด หรือชอบกับการเป็น “บุคลิกเสมือน” หรือบุคลิกที่ตัวเองกำหนดว่าจะเป็นในโลกไซเบอร์ จนถูกเรียกว่าเป็น “คนสองบุคลิก” มีคนรู้จักหลายคนที่เล่นอินเทอร์เน็ต พวก “แอพสังคม” อย่างเฟซบุ๊ก บีทอล์ค หรืออะไรก็ตาม เขาก็มาเล่าสู่กันฟังว่า บางคนเจอในเน็ต เป็นคนกล้า เป็นคนอบอุ่น ใจกว้าง แต่พอเจอตัวจริงเรียกว่าตรงข้าม หรือบางคนคุยในเน็ตกันบ่อยมาก แต่เจอตัวจริงเป็นคนไม่กล้าพูด ไม่กล้าทัก เป็นเช่นนี้เพราะว่า ในโลกไซเบอร์นอกจากการปั้นแต่งตัวตนได้ คนเรายังมี “ระยะปลอดภัย” ที่มากกว่า




พอความที่มันไม่เหงา (จะคุยกับใครก็ได้ไม่ยาก) ก็อาจเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่ค่อยอยากมี “คู่รักอย่างเป็นทางการ” นอกจากพูดคุยไปเรื่อย สนุกกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ มันสนุกกับการไม่ต้องผูกมัดกับใคร ไม่พอใจก็เลิกคุยได้ง่ายๆ แล้วก็ไปหาคนใหม่คุยต่อ คนคิดแบบนี้ เขาเรียกว่าเป็นพวก “คนลั้นลา” ที่ไม่อยากมีภาระ นี่คือตัวแปรในเรื่องเทคโนโลยี ที่ทำให้คนเรา “เลือกได้” มากขึ้น สนุกกับการปฏิสัมพันธ์ได้มากขึ้น

มามองอีกเรื่อง คือ “ตัวแปรด้านทุนนิยม” คนปัจจุบันในเมืองใหญ่ (และกำลังจะลามไปสังคมนอกเมืองใหญ่) ถูกเพาะบ่มด้วยมายาคติแห่งการบริโภค (เพื่อให้เขาขายสินค้ากันได้นี่นะ) ของแพง คือ รสนิยม คือความฝันของการได้อยู่ในสังคมไฮโซ หรือสังคมในระดับที่สูงกว่าสังคมที่ตัวเองอยู่ ณ ปัจจุบันเรากำลังถูกหล่อหลอมให้บริโภค “สัญญะ” บริโภค “ความรู้สึก” มากกว่าบริโภคในสิ่งที่จำเป็นและเท่าเทียมกำลังของเรา

คำว่า “เท่าเทียมกำลัง” คือ คุณมีเงินจ่ายเพื่อการบริโภคนั้นแค่ไหนที่ไม่ทำให้คุณเดือดร้อนและมีเงินออม แต่การ “บริโภคเพื่อสร้างความรู้สึก” มันทำให้เราต้องฟุ้งเฟ้อและเป็นหนี้สิน อย่างเช่น ที่เคยมีเขาพูดๆ กันเยอะๆ ก็นักศึกษาที่อยากเข้าสังคมเพื่อนหรูๆ ก็ต้องไปเช่ากระเป๋าแบรนด์เนมมาถือ มากกว่าจะใช้ให้สมฐานะ แล้วก็พยายามหาเหตุผลอธิบายว่า “ฉันไม่ได้ฟุ่มเฟือยนะ”

เช่นบอกว่า สังคมคนเล่นกระเป๋ารู้ว่า บางรุ่นมันยิ่งเก็บยิ่งมีราคา ซื้อไว้เตรียมปล่อยขายได้ หรือบอกว่า การพอกแบรนด์เนมคือการสร้างโอกาสทางสังคม เพราะเดี๋ยวนี้เขามองกันที่ “เครื่องหุ้ม” ไม่ใช่สมองหรือความดี



เช่นนี้แล้วการแข่งขันเพื่อหาเงินจะมีสูงมาก พอแข่งขันมากก็เกิดความเครียด ไม่อยากมีภาระครอบครัวที่ต้องดูแลอีก แล้วเรื่องการมีครอบครัว การมีลูก มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง...เคยคุยๆ บางคนกลัวค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนสินสอดกันเลยทีเดียว เขาว่าบางบ้าน ประเพณีสินสอดกลายเป็นประเพณีหาเงิน “ค่าน้ำนม” แพงยังกะค่าน้ำทองคำ จ่ายน้อยเห็นทีจะเสียหน้า เพราะชาวบ้านชอบถาม “สินสอดได้เท่าไร” ได้เยอะก็ทำหน้าใหญ่ได้

แล้วก็มาหน้าใหญ่กันอีกรอบตอนแต่งงาน รายเดิมที่คุยเขาก็ว่าอีก ว่าแต่งงานเดี๋ยวนี้ก็จะต้องเอาหน้าแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อาหารต้องดี แขกต้องเพียบบอกถึงความกว้างขวาง ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยของครอบครัวบ่าวสาว จัดงานให้หรูก็ต้องจ้างออแกไนซ์แพงๆ เคยเห็นข่าวไฮโซที่ไหนไม่รู้แต่งงาน...เฉพาะค่าดอกไม้ในงานก็ล่อไปเป็นล้าน เรียกว่า...ถ้าจะเอาหน้า (แล้วไม่รวยจริง) จัดงานแต่งทีเป็นหนี้ไปหลายปีเหมือนกัน

ตานี้พอมีลูก ค่าดูแลเด็กเดี๋ยวนี้เห็นจะบอกว่า “มีลูกคนจนไป 7 ปี” ไม่ได้เสียแล้ว การเตรียมเด็กคนหนึ่งให้เข้าสังคมดีๆ ค่าใช้จ่ายก็สูงจะตายชัก เขาว่า (อีกนั่นแหละ นี่ไม่เคยมีลูกเคยแต่ฟังมา) เด็กเดี๋ยวนี้พ่อแม่วิ่งหาเงิน เกิดใหม่ๆ พ่อแม่ไม่ได้ดูแลเองก็ต้องมีค่าเดย์แคร์ (ค่าเลี้ยงเด็กช่วงกลางวัน) ก็ต้องเลือกที่ดีๆ แพงๆ ไปเอาเดย์แคร์ง่อยๆ กลัวจะพบว่า ลูกกลับมาหวาดกลัวผู้คนเพราะอีพี่เลี้ยงทำร้ายเอา แต่ภาระมันสูงจะให้ฝ่ายหนึ่งออกจากงานมาเลี้ยงก็ไม่ได้

พอโตขึ้นมาหน่อย ก็ต้องส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลดีๆ แพงๆ ให้เรียนระบบสองหรือสามภาษา เพราะภาษาอื่นนอกจากภาษาแม่ในยุคนี้สำคัญมาก เป็นทักษะที่ฝ่ายจ้างงานเรียกร้องแทบจะทุกบริษัทไปแล้วว่า อังกฤษต้องได้ จีนได้ด้วยยิ่งดี เผลอๆ พ่อแม่เองก็ต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเพื่อสื่อสารกับลูกได้ เพราะเรียนสองภาษา ถ้ากลับมาบ้านเด็กไม่ได้พูดภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยก็เรียนรู้ไม่ได้ประสิทธิผลที่ดีนัก เรียนไปเรียนมา พอสอบเข้า ป.1 ก็แข่งขันสูง ก็เริ่มกวดวิชา

ทักษะอื่นๆ ก็ต้องเตรียมให้ลูก เช่น เรื่องดนตรี ร้องเล่นเต้นรำ กีฬา มันเป็นประโยชน์ต่อบุคลิกภาพ รสนิยม และการเข้าสังคม แล้วไอ้ทักษะอื่นที่ว่าก็ค่าใช้จ่ายแพง เฉพาะค่าใช้จ่ายโรงเรียนดีๆ เพื่อให้ลูกมีสังคมดีๆ ก็แพงระยับพออยู่แล้ว เรียกว่า เห็นค่าใช้จ่ายใน “การเตรียมเด็กคนหนึ่ง ฟังแล้วก็ห่อเหี่ยวอยากจะเป็นหมันกันเลยทีเดียว”

...พอลูกโตเป็นวัยรุ่นขึ้นมาหน่อย พ่อแม่หลายคนก็ชักจะผวาๆ กันอีกรอบว่า โตมาจะใจแตกหรือเปล่า เพราะสิ่งยั่วยุรอบข้างในสังคมมันเยอะเหลือเกิน...ครอบครัวไทยไม่ได้ตัดหรือปล่อยลูกอย่างครอบครัวฝรั่งได้ ความห่วงใยมันมีมาก คำว่า “มีลูกเมื่อพร้อม” เป็นสิ่งที่คนเราคิดกันหนักๆ แล้วช่วงนี้ ไอ้จะตะบี้ตะบันมีมันเป็นภาระเยอะ มีโดยไม่พร้อม หรือมีมาแล้วทำให้มันดีไม่ได้ ก็เห็นจะเป็นปัญหากันไปทั้งชีวิต แถมเป็นภาระที่ทำร้ายจิตใจหนักด้วย

(มีหญิงไทยแถวๆ นี้ฝากเหน็บมาด้วยว่า สาเหตุที่ไม่อยากมีลูกมีผัว เพราะเดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์เยอะ ฝั่งผู้ชายก็เหน็บกลับว่า คู่ทอมดี้ เลสเบี้ยนก็ใช่ว่าจะน้อย อันนี้ก็ไม่รู้จะว่าไง แต่คิดว่าอัตราการเป็นคนหลากหลายทางเพศ มันไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนักหรอก เพียงแต่ว่าสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับตัวตนกันมากขึ้น มันทำให้คนเปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมาได้ง่าย...ฝ่ายชายเหน็บเพิ่มว่าก็ฝ่ายหญิงชอบจิ้นให้ผู้ชายได้กันไม่ใช่เหรอ เห็นกรี๊ดกร๊าดกันจังกับพวกละครวายที่ผู้ชายรักกัน หรือนิยายวายตอนนี้ก็เกลื่อนตลาด เอาเป็นว่า เป็นเรื่องส่วนตัวไม่อยากมีความเห็นเท่าไร)



ที่กล่าวมา คือสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีครอบครัวนัก แบบว่าอยู่คนเดียวสบายใจกว่า อยากมีสัมพันธ์ก็มีสัมพันธ์หลายรูปแบบเช่นที่เขาเรียก
One Night Stand, Open Relationship, รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน ฯลฯ อะไรต่างๆ เหล่านี้ดีกว่า ไม่ต้องมาผูกพันเป็นภาระกัน วิธีคิดนี้ไม่ใช่แค่มีในเมืองใหญ่แล้ว มันกำลังลามไปสังคมนอกเมืองด้วย

ผลกระทบที่ตามมา คือ คนโสดล้นเมือง อัตราการเกิดต่ำ จากสถิติเป็นเลขกลมๆ เห็นว่า การจดทะเบียนสมรสมีปีละ 3 แสนคู่ หย่าร้างปีละแสนคู่ แถมคนไทยก็ตั้งท้องช้า (คงเพราะขอสนุกกับชีวิตก่อน) เฉลี่ยอยู่ที่อายุ 29 ปี ข้อมูลปี 2558 อัตราการเกิดต่ำ คือประชากรเกิด 11 คนต่อประชากร 1 แสนคน และก็เป็นอย่างที่เราทราบกัน (เพราะเขาพูดกันปาวๆ บ่อยๆ) คือ คนอายุยืนขึ้น (เพราะอาหารดี เทคโนโลยีสุขภาพดี) แต่อัตราการเกิดต่ำ ทำให้กลายเป็น “สังคมสูงอายุ”

ประเทศที่เป็น สังคมสูงอายุ” นำเราไปแล้วคือญี่ปุ่น ที่คนแก่มีจำนวนมาก และคนแก่ไม่ใช่วัยที่ทำงานพัฒนาสร้างสรรค์สังคมได้เท่าไรแล้ว เพราะไม่มีแรง (อย่าโลกสวยกันเลยว่าคนแก่มีประสบการณ์ความรู้ที่เป็นประโยชน์เพราะอาบน้ำร้อนมาก่อน) บ้านเราก็ใช่ว่าจะยอมรับคนแก่กันเท่าไรนี่? เห็นมีทำคอลัมน์จิกกัดอยู่ว่า สนช., สปท.อะไรมีแต่พวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี ไม่มีคนใหม่ๆ มีไอเดียใหม่ๆ เก๋ๆ เข้าไปทำงานบ้าง

คนแก่มีมากขึ้นในญี่ปุ่น จนน่ากลัวจะเหมือนหนังเรื่อง Ballad of narayama” ที่คนแก่รู้ตัวว่าเป็นภาระ ก็ให้ลูกหลานหามขึ้นไปทิ้งให้หนาวตายบนเขาสูง...คิดว่า เขาคงมีจิตใจดีพอที่จะไม่ทำอย่างนั้นในโลกปัจจุบัน แต่ไม่แน่ ความเปลี่ยนแปลงเร็ว อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ใครจะรู้ว่าวันนึงอาจมีการผ่านกฎหมายยอมรับให้ฉีดยาให้เสียชีวิตเพราะแก่ก็ได้

อย่างที่กล่าวไป คือความเป็น “สังคมสูงอายุ” ทำให้ขาดแคลนแรงงาน ขาดแคลนมันสมองที่จำเป็น มันก็ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการพัฒนา นักวิชาการ รัฐบาลเห็นจะไปบังคับขืนใจให้ใครมีลูกไม่ได้ ก็เลยต้องพยายามคิดหานโยบายอะไรเพื่อรองรับคนแก่โสดที่จะมากขึ้นในอนาคต มีสวัสดิการสังคมให้ไม่ใช่แค่เบี้ยสูงอายุเดือนนึงไม่กี่ตังค์ ไม่กี่ปีก่อนก็เห็นเคยมีผู้เสนอความเห็นเรื่อง “ภาษีคนโสด” คือเก็บภาษีเพิ่มในส่วนของคนโสด เพื่อรองรับการตั้งกองทุนสวัสดิการ

พอความเห็นนี้ออกมา ก็กลายเป็นเรื่องให้ชวนหัวไปจนถึงด่ากันใหญ่ ว่าจะอะไรกันนักหนา? โสดนี่ก็เหงาพออยู่แล้วยังต้องกลายเป็นกลุ่มที่ต้องเสียภาษีหนักกว่าชาวบ้านอีก มีการทำ meme ล้อเลียนกันใหญ่ว่า รัฐบาลควรมี “นโยบายผัวคนแรก” เพื่อช่วยเหลือคนโสดด้วย (มันก็ล้อกับนโยบายบ้านหลังแรกหรือรถคันแรก) เรื่อง “ภาษีคนโสด” นี้มีนักวิชาการเสนอในรัฐบาลปู ไม่ใช่นโยบายรัฐ แต่สะเทือนรัฐขนาดโฆษกรัฐบาลต้องแถลงข่าวว่าไม่มีนโยบายนี้

พอมารัฐบาล “บิ๊กตู่” ก็มีนโยบายส่งเสริมการเกิดอีกด้วย นโยบาย “สาวไทยแก้มแดง” หรือจะเรียกว่ามีลูกช่วยชาติก็ได้ คือแจกวิตามินเพื่อส่งเสริมการเจริญพันธุ์ และส่งเสริมสุขภาพทารก เห็นพอนโยบายนี้ออกก็มีคนแบะปากใส่อีกล่ะ ว่าทำไมสวัสดิการที่รัฐให้มันน้อยจัง แล้วก็เอาไปเทียบกับสิงคโปร์ ที่ให้สวัสดิการเพียบ ทั้งสิทธิ์ในการลดหย่อนค่าซื้อที่อยู่อาศัย เงินสนับสนุนบุตรจ่ายเป็นก้อน และเงินกองทุนสุขภาพบุตร

จะเทียบกันไม่ได้มันไม่ใจกว้าง สังคมไทยกับสิงคโปร์มันต่างกันเยอะ คนสิงคโปร์มีแค่ราว 3ล้าน คนไทย 65 ล้าน การสวัสดิการจากภาครัฐก็ไม่สามารถช่วยได้มาก เพราะต้องจ่ายหลายคน หลายเรื่อง และ “ช่องว่าง” ในสังคมไทยมีหลายอย่าง ช่องว่างทางความรู้ ฐานะ มันไม่เหมือนสิงคโปร์ที่ช่องว่างเหล่านี้มันแคบเพราะประชากรเขาน้อย

...สำหรับประเทศไทยมันอุดหนุนเยอะไม่ได้ ก็ทำได้แค่ชี้แจงความจำเป็นของเรื่องการต้องมีประชากรรุ่นใหม่ ความจำเป็นของการสร้างประชากรใหม่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมที่เรียกร้องให้มีการพัฒนา แต่ขณะเดียวกัน ความระมัดระวังว่า เราพร้อมจะมีลูกหรือไม่ ?? มันก็มีมาเป็นเงาตามตัว เป็นเรื่องน่าคิดว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร??

เมื่อ “ความพร้อม” ที่ว่า มันมีค่าใช้จ่ายที่สูงเหลือเกิน คงต้องเรียกร้องให้ “ปรับสวัสดิการเพิ่ม” กระมัง.
...........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 873