อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"ผักสดอร่อย" จากเด็กพิการ'บ้านนนทภูมิ'

ผักรอบแรกที่ปลูก ทุกคนลุ้นว่าจะออกมาดีไหม ขนาดเด็กที่นอนติดเตียงยังขอให้เข็นมาริมระเบียงเพื่อจะชะโงกดูผักของพวกเขา ถือว่าเป็น “เกษตรบำบัด” ที่ดีต่อจิตใจเด็กมาก ศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.00 น.


ผมได้ไปดูโครงการเพื่อสังคมของนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบบประชาธิปไตยของ สถาบันพระปกเกล้า กลุ่มนกยูง นักศึกษากลุ่มนี้ได้ทำโปรเจคชื่อว่า Alive” ปลูกทั้งผัก ปลูกทั้งจิตสำนึกของคนในสังคมให้เห็นคุณค่าของกลุ่มคนบางกลุ่มที่ถูกมองข้าม ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจเลยตามไปดูว่าโครงการนี้เมื่อทำสำเร็จแล้ว ผักที่ปลูกและจิตใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะเติบโตและงอกงามอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากกลุ่มนักศึกษาได้มาเยี่ยมชม “บ้านนนทภูมิ” จังหวัดนนทบุรี กับ สถาบันพระปกเกล้า พวกเขาเห็นปัญหาว่า ของที่ระลึกและงานประดิษฐ์จากน้องๆ เด็กพิการไม่มีคนซื้อ หรือคนที่มาซื้อก็อุดหนุนเพราะความสงสาร นักศึกษากลุ่มนกยูงคิดว่าน่าจะมีบางสิ่งที่ให้น้องๆ คนพิการได้ฝึกทักษะทำแล้วได้รับการยอมรับและเกิดความภูมิใจ

เผื่อน้องๆ เด็กพิการจะนำไปสอนครอบครัวหรือทำเป็นอาชีพติดตัวในอนาคต (เด็กๆ จะอยู่ที่บ้านนนทภูมิได้ถึงอายุ 18 ปีเท่านั้น) ส่วนคนที่มาเยี่ยมก็ซื้อสิ่งเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ เอาไปใช้ประโยชน์ได้ ถ้าโครงการนี้ทำสำเร็จ นักศึกษากลุ่มนกยูงก็จะนำโครงการนี้ไปใช้กับบ้านและสถานสงเคราะห์อื่นได้เช่นกัน

ในที่สุดสมาชิกทุกคนในกลุ่มนกยูงได้ข้อสรุปว่า พวกเขาจะสอนน้องๆ เด็กพิการ “ปลูกผัก” กันดีกว่า แต่ถ้าจะปลูกผักกับพื้นดิน สภาพร่างกายของน้องๆ อาจจะไม่สะดวกและมีกรรมวิธีที่ซับซ้อน แต่ถ้าลองปลูกผักโดยใช้น้ำหรือ “ไฮโดรโพนิกส์” น่าจะเป็นไปได้มากกว่า แถมผักชนิดนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด น่าจะขายได้ราคาดี

แต่ก่อนจะไปสอนคนอื่น สมาชิกทุกคนควรจะรู้ว่าการปลูกผักชนิดนี้ต้องทำอย่างไร พวกเขาจึงไปศึกษาการปลูกผักกับ โครงการลูกพระดาบส จังหวัดสมุทรปราการ



เมื่อรู้วิธี “การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์” แล้ว นักศึกษากลุ่มนกยูงได้ลงไปดูพื้นที่จริงใน “บ้านนนทภูมิ” ว่ามีที่ว่างอยู่หลายตำแหน่ง ซึ่งสามารถปรับพื้นที่เป็นแปลงผักได้ แต่ในที่สุดกลุ่มนกยูงก็เลือกพื้นที่ว่างขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่อยู่ใกล้กับตึกที่พักของน้องๆ เด็กพิการมากที่สุด เพราะอยากให้เขารู้สึกว่าผักอยู่ใกล้ชิด สามารถเดินทางลงมาดูแลแปลงผักได้สะดวกที่สุด

เมื่อเลือกพื้นที่แล้วก็ทำการวัดขนาดแปลง ออกแบบรางให้เตี้ยลงมากว่าปกติ ทำพื้นที่ทางเดินให้เรียบและกว้างกว่าปกติเพื่อให้รถเข็นเข้าไปและกลับตัวได้ ส่วนขั้นตอนการปรับพื้นที่และติดตั้งรางผัก ทำโดยผู้ต้องขังจากเรือนจำจังหวัดปทุมธานี เบื้องต้นเราบอกภารกิจให้กับทางผู้คุม เพื่อขอนักโทษชั้นดีใกล้จะพ้นโทษ ผู้ที่อยากจะเรียนรู้วิธีสร้าง “แปลงผักแบบไฮโดรโพนิกส์”

และที่สำคัญที่สุด เราอยากได้จากอาสาสมัครเป็นหลัก ไม่ใช่ถูกคัดเลือกจากผู้คุม ปรากฏว่ามีผู้ต้องขังอาสามาช่วยสร้างรางผักให้น้องๆ คนพิการจำนวนหนึ่ง ทางนักศึกษากลุ่มนกยูงและอาจารย์จาก โครงการลูกพระดาบส ก็ได้อบรมการปลูกผักให้กับกลุ่มผู้ต้องขังด้วย เผื่อว่าวันใดที่เขาได้ออกจากเรือนจำไปแล้ว จะได้รู้ขั้นตอน รู้จักวัสดุที่ใช้ เพื่อทำเป็นอาชีพได้

หลังจากนั้น .อัศวชัย ศรีเกื้อกุล และ .สรศักดิ์ มะลิทอง หรือที่เด็กๆ เรียกว่า “พ่อ” จะแจกงานให้กับเด็กๆ ตามความสามารถที่ทำได้ เด็กบางคนได้หน้าที่ใส่เมล็ดลงในฟองน้ำ คนปกติอาจจะดูว่าง่ายจัง แต่สำหรับเด็กพิการแล้ว บางคนเคลื่อนไหวได้น้อยมาก เรียกว่า “นอนติดเตียง” เป็นส่วนใหญ่

งานที่ไม่ยากแบบนี้ จะนำไปให้เด็กที่นอนเตียงได้ฝึกทักษะ แม้จะเห็นเป็นงานเล็กๆ แค่นี้ แต่ต้องมีการสังเกตและใส่ใจด้วย ถ้าเมล็ดกลับหัว ต้นกล้าจะงอกช้ากว่าปกติถึง 15 วันเลยทีเดียว ส่วนเด็กที่ลงมาดูแลแปลงผักได้จริงๆ มีประมาณ 12 คน

.อัศวชัย เล่าว่า หลังจากมีต้นกล้างอกขึ้นมา ก็จะนำไปไว้ที่รางอนุบาล เด็กจะมาเปิดสแลนให้แสงแดดเข้าถึงราง คอยพรมน้ำให้ชุ่มตั้งแต่เช้า เพราะสายๆ แดดจะเริ่มแรง ใบจะแห้ง ผักจะไม่กรอบอร่อย

น้องๆ เด็กพิการเล่าให้ผมฟังว่า จริงๆ แล้วอาจารย์จัดเวรให้แต่ละคนมาดูแลผักในแต่ละวัน แต่กลายเป็นว่าทุกคนอยากลงมาช่วยทุกวัน พวกเขาจะมาลุ้นต้นกล้าที่รางอนุบาลให้ใบออกใบที่ 3 เร็วๆ เพื่อจะได้นำมาลงในรางปลูกผัก เพื่อให้ได้สารอาหารและโตไวๆ

.อัศวชัย เสริมว่า
ผักรอบแรกที่ปลูก ทุกคนลุ้นว่าจะออกมาดีไหม ขนาดเด็กที่นอนติดเตียงก็จะขอให้เข็นมาริมระเบียงเพื่ออยากจะชะโงกดูผักของพวกเขา อาจารย์ถือว่าเป็น “เกษตรบำบัด” ที่ดีต่อจิตใจของเด็กอย่างมาก



ผลปรากฏว่าการตัดผักรอบแรก ทุกต้นที่ปลูกออกมาดี ต้นใหญ่ ใบเขียว ทุกคนดีใจมาก พอรอบต่อๆ มา เริ่มมั่นใจขึ้นและปรับแก้ไขปัญหาจากการปลูกรอบแรกให้ดีขึ้น อาจารย์เองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ ช่วยกันออกแบบการปลูกเอง โดยแยกปลูกผักคนละชนิดในแต่ละเต็นท์ เพราะรอบการโตของผักแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ใช้เวลา 45 วัน แต่ผักคอสโตไวใช้เวลา 30 วัน เลยแยกผักคอสไปอีกเต็นท์เลย

วันที่ผมไปดูงานเป็นวันครบรอบการตัดผักรอบที่ 3 พอดี น้องๆ เด็กพิการสาธิตการเก็บผักให้ดูอย่างคล่องแคล่ว พร้อมทั้งอธิบายได้ว่าควรจะทำอย่างไร นักศึกษากลุ่มนกยูงอาสาเป็นผู้ช่วยถือกล่องให้น้องๆ การตัดผักรอบนั้นเราเก็บผักได้หนึ่งเต็นท์ (6 ราง) ได้ผักจำนวนมาก น้องๆ บอกเส้นทางให้พี่ๆ ว่าต้องนำไปขายที่ไหน

ทาง “บ้านนนทภูมิ” ประกาศเสียงตามสายว่ามี “ผักปลอดสารพิษ” ที่ลูกๆ ปลูกเองมาขาย ทั้งพ่อและแม่ (เจ้าหน้าที่) ตามบ้านต่างๆ ก็มาซื้อกัน บางคนจองไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ผมสอบถาม .อัศวชัย ว่าขายดีหรือไม่ อาจารย์บอกว่าขายดีจนไม่พอขายคนข้างนอก แค่ขายให้เจ้าหน้าที่ใน “บ้านนนทูภูมิ” ก็หมดแล้ว เคยมีบริษัทเอกชนมาจัดงาน แล้วเห็นผักที่อยู่ในแปลง เขาสนใจขอจองผักในรอบต่อไปทันที

ลูกค้าที่มาซื้อก็ชมต่อหน้าเด็กๆ ว่า “ผักอร่อย ราคาไม่แพง” (ถุงละ 20 บาท) ติดใจจนต้องมาซื้ออีก พอเด็กๆ ได้ฟังก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ผมและนักศึกษากลุ่มนกยูงเห็นภาพนี้แล้วประทับใจมาก เพราะนั่นคือจุดประสงค์ตั้งแต่แรกที่เราต้องการจะทำ

.อัศวชัย เสริมว่า อาจารย์ได้ส่งรูปวันที่ผักโตแล้วกลับไปให้ผู้คุมเพื่อให้ผู้ต้องขังได้ดูด้วย และเด็กๆ ฝากขอบพระคุณพี่ๆ ผู้ต้องขังที่มาสร้างรางผักให้กับพวกเขา ถ้าใครสนใจอยากไปดู “แปลงผักไฮโดรโพนิกส์” ของน้องๆ ไปดูได้เลยครับที่ “บ้านนนทภูมิ” อ.ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

หรือใครอยากจะไปอุดหนุนผัก พูดคุย และให้กำลังใจกับน้องๆ เด็กพิการจะมี “งานวันคนพิการสากล จังหวัดนนทบุรี” จะจัดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้อง MCC Hall ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เริ่มเวลา 9 โมงเช้า น้องๆ เด็กพิการจะนำผักที่ปลูกเองไปขายในงานนี้ด้วยครับ
…..................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 6