อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เรื่องน่าผิดหวังในสังคมวันนี้ จากข่าว สนช.โดดประชุม

เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงแง่มุมทาง “จริยธรรม” มันน่าผิดหวังตรงที่ต่างก็ไม่พูด ไม่จี้ให้ สนช.ได้แสดง “มาตรฐานจริยธรรม” หรือ “แสดงความละอาย” กันบ้าง พฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08.00 น.


รัฐบาลนี้พยายามจะตีปี๊บร้องป่าวผลงานอะไรต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะตอนนี้พยายามจะพูดเรื่อง “การทำปฏิรูป ปรองดอง” อะไรๆ มันก็เหมือนจะดีได้ แต่ปัญหา คือระหว่างนี้มันก็มีเรื่องอะไรไม่ค่อยจะดี หรือเรื่องอะไรฉาวๆ ออกมาสกัดดาวรุ่งการส่งข่าวดีของรัฐบาลเป็นระยะ ซึ่งจะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะไอ้ที่เกิดมันก็เข้าข่ายสนิมแห่งเนื้อในตัว

สนิม” ที่ว่ามันเกิดจากองคาพยพของรัฐบาล หรือการตัดสินใจของรัฐบาลนั่นแหละ เรื่องที่ดังๆ อยู่ตอนนี้ก็คือเรื่องของม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่ฝ่ายคัดค้านเขาก็บอกว่าไม่เอาเด็ดขาด มันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประชาชนจะอาศัยอยู่ที่นั่นไม่ได้ โดยเขาเปรียบเทียบกับกรณี “โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ” ว่าปัญหามันคาราคาซังยาวนานแค่ไหนกัน ก็น่าจะเห็นและผลกระทบต่อสุขภาพก็มีมาก

อีกอย่างหนึ่ง พื้นที่ที่จะตั้งโรงไฟฟ้ามันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เขากลัวเรื่องการบำบัดน้ำเสียลงทะเลจะทำให้น้ำเสียสภาพ หรือการต้องสูบน้ำขึ้นมาหล่อเย็นโรงไฟฟ้าจำนวนมาก ก็จะส่งผลต่อสัตว์น้ำอนุบาลที่อาศัยอยู่ตามป่าชายเลนใกล้ๆ ชายฝั่ง สัตว์น้ำอนุบาลอยู่ไม่ได้ ก็กระทบต่อตัวเต็มวัย และกระทบต่อการประมงตามมาอีก ประมงพัง เศรษฐกิจชุมชนพัง...ไม่เพียงเท่านั้น มลพิษถ้ากระทบต่อการท่องเที่ยว คราวนี้เศรษฐกิจมหภาคก็พังได้ เพราะตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยพึ่ง “เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว” แทบจะเป็นหลัก



กลุ่มต้านเขาว่า รัฐบาลไม่ได้มองลู่ทางอื่น เกี่ยวกับ “การไฟฟ้าพลังงานทางเลือกเพียงพอ” และไม่ได้ให้ข้อมูลในแง่นี้แก่ประชาชนเพียงพอเพื่อให้เกิดเป็นทางเลือกในการตัดสินใจ ฝ่ายรัฐบาลก็ใช้วิธีตอบโต้โดยการขู่ว่า ถ้าไม่มี “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ต่อไปในเขตกระบี่ ภูเก็ต ไฟดับบ่อยๆ จะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่มีไฟฟ้าใช้ก็กระทบทั้งการใช้ชีวิตและการท่องเที่ยว และท่าทีของรัฐบาลก็ดูเหมือนเอาแน่ มันทำให้เกิดภาพคนหลายๆ คนมองว่า “รัฐบาลลุแก่อำนาจเกินไป”

นี่คือภาพไม่ค่อยดีที่เกิดจากท่าทีของรัฐบาลแล้วเรื่องหนึ่ง ภาพที่ไม่ดีต่อมา คือภาพไม่ดีอันเกิดจากองคาพยพของรัฐบาลเอง ก็คือเรื่องที่ทาง เว็บไซต์ ไอลอว์ ได้รวบรวมเรื่องการทำงานของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เขาแทบจะเรียก “สภาท็อปบู๊ต” กันอยู่แล้ว เพราะทหารเยอะมาก แล้วพบอะไรน่าสนใจบางอย่าง คือ สนช.บางคนแทบจะไม่เข้าร่วมประชุมอะไรเลย ทั้งที่พูดกันว่า ตำแหน่งใน “แม่น้ำ 5สาย” ล้วนเป็นตำแหน่งสำคัญ ที่ปวารณาตัวเข้ามาทำเพื่อชาติ แก้ไขปัญหาที่หมักหมมคั่งค้างและหาแนวทางปฏิรูปอย่างยั่งยืน

จากสถิติที่ ไอลอว์ รวบรวมมา คือ มี สนช. 7 คน ที่ขาดประชุมเป็นประจำ จนอาจทำให้สิ้นสภาพจากสมาชิก สนช. เพราะตามข้อบังคับ กำหนดให้สมาชิกต้องมาลงมติอย่างน้อย 1 ใน 3 ของทุกรอบ 90 วัน แต่พบว่า สมาชิกอย่างน้อย 7 คน ขาดประชุมเป็นประจำ รายชื่อทั้ง 7 คน ประกอบด้วย



พล...พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม พล..ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พล...เอกจอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล...ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ

โดย ไอลอว์ ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้สมาชิก สนช.ขาดประชุมบ่อย คือ สมาชิก สนช.ทำงานควบตำแหน่ง หรือบางคนยังมีตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำอยู่ จึงเป็นอุปสรรคในการเข้าประชุม แต่สมาชิกเหล่านี้ยังรับเงินเดือนจากต้นสังกัดทั้ง 2 ทาง คือ เงินเดือนข้าราชการ และเงินเดือนจากการเป็นสมาชิก สนช. เดือนละประมาณ 113,560 บาท

ก็เลยกลายเป็นเรื่องฮือฮาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีคนยื่นให้สอบการขาดประชุมของ 7 สนช. หรือทางมือกฎหมายอย่าง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมารับรองว่า สนช. ที่มีปัญหาไม่ถึงกับสิ้นสภาพ และก็มีการลาการประชุมถูกต้องครบถ้วนแล้ว แถมยังช่วยแก้ต่างให้ว่า บางที สนช. ที่ไม่ได้มาลงมติในการประชุม ไม่ใช่ว่าจะหายไปไม่มาสภา แต่อาจทำหน้าที่ในห้องประชุมกรรมาธิการอยู่

จะว่าไป เรื่องนี้สิ่งแรกที่เห็นแล้วคิดว่า “น่าผิดหวัง” คือบทบาทการทำหน้าที่ของสื่อ สมัยก่อนว่ากันว่า ถ้าเห็นพฤติกรรมรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องอะไร สื่อซัดรัฐบาลชนิดกางตำรากฎหมายถาม หรือไม่ก็ตั้งคำถามในแง่มุมคุณธรรมจริยธรรม ที่เคยได้ข่าว คือ สมัยรัฐบาล พล..ชวลิต ยงใจยุทธ ที่จะให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ตรวจสอบธุรกรรมของสื่อและเอ็นจีโอที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล เห็นว่าบรรยากาศการแถลงข่าวเรื่องนี้ดุเดือดมาก สู้กันด้วยเรื่องกฎหมายเสร็จ ต่อด้วยจริยธรรม และต่อด้วยเรื่องแทรกแซงสื่อหรือไม่

แต่พอมากรณีของ สนช. ขาดประชุม รู้สึกว่า “ทำไมการทำงานของสื่อมันถึงพินอบพิเทาจัง” คือให้ผู้เกี่ยวข้องตอบ เขายืนยันว่าไม่ผิด แค่นั้นเอง แต่ไม่เห็นจะมีการถามเจาะลึกถึงแง่มุมคุณธรรมจริยธรรม โดยเฉพาะสร้างภาพกันว่า คนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ในแม่น้ำ 5สาย ล้วนแต่มีคุณธรรมจริยธรรมต้องการทำเพื่อประเทศกันทั้งนั้น

เขาปฏิเสธว่า การลาประชุมทำได้โดยถูกต้องแล้ว ไม่ถือว่าผิดข้อบังคับ ก็น่าจะซักไซ้ให้ได้อายกันหน่อย แค่ว่า...

การรับตำแหน่งสำคัญขนาดนี้แต่ไม่ทำงาน แสดงว่าเขาไม่มีใจจะทำงานก็ควรจะปลดออกแล้วหาคนใหม่หรือไม่” หรือถามว่า “ข้อบังคับการประชุมลักษณะนี้เห็นว่าสมควรหรือไม่ ถ้าให้ลาได้ขนาดนี้ เพราะงานนิติบัญญัติก็สำคัญ”

สื่อก็ไม่เห็นจะถาม หรือเอาสั้นๆ เลย ว่าถ้าในแง่มุมข้อบังคับการประชุม ข้อบังคับ สนช.มันไม่ผิดใช่ไหม แต่ท่านๆ ผู้ตอบเห็นว่า ในแง่มุมจริยธรรมท่านมีความเห็นว่าอย่างไร

ก็ไม่รู้ว่า คำตอบออกมาเราจะได้เห็นแง่มุมแบบ “จริยธรรม 2มาตรฐาน” หรือไม่ ที่จะเอาเป็นเอาตายกับนักการเมือง จะให้มีประมวลจริยธรรมอะไรเกี่ยวกับการทำหน้าที่มากมาย (เตรียมจะออกเป็นกฎหมาย) เรื่องเข้าประชุมก็เคร่งกันจะตายในสภาผู้แทนฯ มีอะไรเขานับองค์ประชุมกันเลย

ช่วงยังเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ข่าวก็มีบ่อยๆ ว่าวิปแต่ละฝ่ายบังคับลูกพรรคเข้าประชุมให้พร้อมเพรียง ไม่เข้าคือไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งอีก...แต่ว่าพอเป็น “คนดีที่แต่งตั้งมา” กลับยอมรับว่า ก็มีภาระหน้าที่เยอะแยะ และเห็นว่า ไม่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ คือ “ไม่ผิด” อย่างนั้นหรือ ?



คนที่ตกเป็นเป้าที่สุด แน่นอน คือ “บิ๊กติ๊ก” พล..ปรีชา จันทร์โอชา เพราะมีฐานะเป็นน้องนายกรัฐมนตรี ซึ่งว่าไป ความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมคาดหวังเช่นกัน ว่าการที่พี่วางใจให้งานใหญ่ แสดงว่าน้องก็ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมและทำงานได้ดี แต่กลายเป็นว่าข่าวที่ออกมา คือ “บิ๊กติ๊ก” นี่แหละมาลงมติน้อยที่สุด

ถ้าลาประชุมสะบั้นหั่นแหลกขนาดนั้น เราๆ ก็ชักจะอยากรู้กันจริงไหม? ว่า “บิ๊กติ๊ก” นี่มีงานหลวง งานราษฎร์อะไรเยอะแยะ งานกลั่นกรองกฎหมายถึงไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ เมื่อนักข่าวไปพบ “บิ๊กติ๊ก” คำตอบที่ได้มา คือคำตอบประเภท “อย่ามายุ่ง” ทำนองว่า อยากอยู่เงียบๆ จะอะไรกับ “บิ๊กติ๊ก” หนักหนา

ถามว่าจะอะไรกันนักหนา ก็เพราะ “บิ๊กติ๊ก” เองเกษียณแล้ว น่าจะทำหน้าที่ สนช.ได้เต็มที่ แล้วนี่หายไปไหนบ่อยๆ เช่นนี้จะทำให้เกิดข้อครหาหรือไม่ว่าการตั้งคนมาทำหน้าที่ สนช. ก็คือการ “ต่างตอบแทน” รูปแบบหนึ่ง ที่ตั้งพวกพ้องทหารมากินเงินเดือนหลังเกษียณ...และในความที่เป็นพี่น้องกับนายกฯ การที่ภาพของ “บิ๊กติ๊ก” มีปัญหาอะไร และถ้าให้ “บิ๊กตู่” ออกมาแก้ต่างให้ ก็กระทบกับภาพของ “บิ๊กตู่” ไปอีกต่อหนึ่ง



คนเรามักจะจำภาพร้ายได้ดีกว่าภาพดีๆ... ซึ่งภาพร้ายๆ มันล้างออกยากด้วย เปรียบเทียบภาพสวยๆ ก็เหมือนสีพาสเทล มันสวยเย็นตา แต่ไม่สังเกต หรือไม่บอกให้ดู หลายๆ คนก็ไม่เห็นหรอก แถมเป็นภาพประเภทที่ลบได้ง่ายๆ แต่ภาพร้ายๆ มันเหมือนปื้นสีน้ำมันสีดำบนผืนผ้า ที่มองไปปุ๊บ เห็นปั๊บ และลบยาก...การจะ “สร้างภาพ” อะไรให้อยู่ในการรับรู้ของคนก็ต้องระวัง แต่ก็ต้องเข้าใจว่าภาพที่ดีมันเกิดจากการกระทำ หรือเนื้อในที่ดีก่อน ไม่ใช่ใช้วิธีตอกย้ำใครต่อใครว่าตัวเองเป็นคนดี เขาจะเอาเป็นเรื่องน่าหัวเราะเอา ถ้าปากกับพฤติกรรมมันคนละอย่าง

ตอนตั้งรัฐบาลมีการเปรียบเทียบองคาพยพของรัฐบาลว่า เป็น “แม่น้ำ 5สาย” ที่เข้ามาร่วมกันเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ สร้างสิ่งดีๆ ให้แผ่นดิน แต่ตอนนี้ภาพปัญหาที่ออกไป กลายเป็นว่า มีบางคนชักจะเหน็บๆ แล้วว่า แม่น้ำ5สาย นี่คือแม่น้ำล้างบาป ล้างผิดให้พวกตัวเองหรือเปล่า ขนาดการกระทำที่ไม่น่าจะเหมาะสมเห็นซึ่งหน้า ก็อ้างว่าไม่ผิดกฎ เอ้า...กฎนี่พวกคุณออกได้นะ แต่ถามเรื่องจริยธรรมตอบอย่างไรล่ะ? เห็นว่าเคร่งครัดกันนี่

ต่อจากความน่าผิดหวังในการสื่อข่าวนี้ของสื่อ ความน่าผิดหวังที่ยิ่งกว่าก็คือท่าทีของรัฐบาลนั่นแหละ ตอนนี้แม้จะมีการตั้งท่าขึงขังสอบ แต่ก็มีการแก้ต่างไว้ก่อนแล้วว่า “การลาถูกต้องไม่ผิดข้อบังคับแล้วเช่นนี้จะสอบทำไม?” เผลอๆ ออกมาให้เห็นแล้วชีช้ำกันเปล่าๆ จะหวังได้ก็แค่รอดูความเห็นเรื่องแง่มุมทางจริยธรรม หรือหวังจะเห็นจากผลสอบว่า ที่หายๆ ไปกันนี่ หายไปไหน?

หลายคนเขาเห็นก็หัวเราะเอาแล้ว แล้วบอกว่า “ไม่หวังหรอกว่า ผลมันจะออกมาอย่างไร เอาผิดจริยธรรมได้หรือเปล่า อย่างเก่งที่สุดก็ตักเตือน ก็อย่างว่า คนที่อยู่ในขั้วอำนาจด้วยกันเขาเข้าข้างกัน” อันนี้ก็น่าสนใจว่า ถ้ามันจริง เราจะเอาเรื่องแบบนี้มาสอนลูกหลาน สอนสังคมอย่างไร? สอนให้พยายามเข้าสู่ขั้วอำนาจหรือเปล่า เวลาทำอะไรจะได้มีคนช่วยกันอุ้ม ถูกร้องก็ขึงขังตั้งกรรมการสอบ แต่รอให้เรื่องมันเงียบไปเอง

เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงแง่มุมทาง “จริยธรรม” นี่แหละ มันน่าผิดหวังตรงที่ต่างก็ไม่พูด ไม่จี้ให้ผู้ตกเป็นข่าวได้แสดง “มาตรฐานจริยธรรม” หรือ “แสดงความละอาย” กันบ้าง
…...................................
คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 25